ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 เช่นนั้นเจ้าแต่งเองไม่ดีกว่าหรือ?
September 29, 2026
ทุกคนหันไปมอง
สุดถนนยาว ธงขาวโบกสะบัด
ชายหนุ่มวัยราวยี่สิบปีคนหนึ่ง สวมชุดไว้ทุกข์ ผ้าขาวพันศีรษะ นั่งอยู่บนหลังม้านำมาอย่างช้า ๆ
เบื้องหลังเขามีรถม้าตามมาเจ็ดคัน แต่ละคันบรรจุโลงศพคลุมด้วยผ้าขาว ธงขาวโบกสะบัดเสียงดังกราว ท่ามกลางฝูงชนไม่รู้ใครเอ่ยขึ้นว่า “แม่ทัพใหญ่เยี่ยนพวกเขากลับมาแล้ว” ทันใดนั้นก็มีเสียงดังตุบ ๆ ไม่ขาดสาย ที่แท้ชาวบ้านสองข้างทางต่างพากันคุกเข่าลงทีละคน
“บอกว่าอีกหลายวันไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงมาก่อนกำหนด?” ฉู่หวยซานพึมพำสองคำ แล้วรีบดึงฉู่รั่วเหยียนหลบไปข้างทาง
แต่ฉู่รั่วเหยียนกลับอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปใกล้ อยากจะมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น...
ชายหนุ่มบนหลังม้าคนนั้น หน้าตาเหมือนในฝันไม่มีผิด คิ้วคมดั่งดาบ ดวงตาดำขลับดุจหมึก แต่แววตากลับเย็นชา ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย ราวกับวิญญาณร้ายที่คลานขึ้นมาจากนรก
เขานำขบวนมาถึงหน้าประตูวัง ดึงบังเหียนม้าแล้วพลิกตัวลง...
ตุบ!!
ร่างของเขาร่วงลงกระแทกพื้นอย่างแรง ขากางเกงสีขาวพลันเปื้อนเลือดสด
แต่ชายหนุ่มกลับไม่เปลี่ยนสีหน้า หันไปทางประตูวังแล้วเปล่งเสียงดังฟังชัดว่า
“เยี่ยนเจิง บุตรชายคนที่สามแห่งตระกูลเยี่ยน นำร่างบิดา มารดา พี่น้องทั้งหก และทหารตระกูลเยี่ยนหนึ่งแสนคน กลับสู่เมืองหลวง!”
สิ้นเสียงของเขา ม้าทั้งหมดด้านหลังก็ร้องขึ้นพร้อมกัน
เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากัน สีหน้าเคร่งเครียด ท่ามกลางฝูงชนไม่รู้ใครเป็นคนแรกที่ตะโกนว่า “ตระกูลเยี่ยนจงรักภักดี!”
จากนั้นเสียงก็ตามมาเป็นระลอก ดังกึกก้องไปทั่วเมือง...
“ตระกูลเยี่ยนจงรักภักดี!”
“ขอให้แม่ทัพใหญ่ไปสู่สุขคติ!”
“ทั้งตระกูลล้วนเป็นวีรชน...”
เสียงเหล่านี้ดังขึ้นเป็นระลอก ๆ ผู้คนที่มามุงดูแน่นขนัดจนเกือบจะปิดทางเข้าประตูวัง
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็มีคนออกมาจากในวัง
เป็นอิ่นชุ่น ขันทีอาวุโสคนสนิทข้างกายของฮ่องเต้ เขาเร่งฝีเท้าวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหาเยี่ยนเจิ้งอย่างไม่รอช้า พร้อมยื่นมือทั้งสองเข้าประคองไว้มั่น “ฮ่องเต้มีรับสั่ง ทัพตระกูลเยี่ยนกล้าหาญเด็ดเดี่ยว นับเป็นแบบอย่างของต้าเซิ่ง จึงโปรดให้ยกเว้นพิธีเข้าเฝ้า! คุณชายสาม เชิญกลับไปพักผ่อนเถิด...”
สิ้นคำสั่ง ขันทีน้อยสองคนก็รีบเข้าพยุงตัวเขาขึ้นนั่งบนรถเข็นทันที
เยี่ยนเจิงกล่าวขอบคุณด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
แต่ขณะหันหลังกลับ เขากลับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มเย็นชา!
ฉู่รั่วเหยียนถึงกับสูดหายใจเย็นวาบ ถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ
“เป็นอะไรไปเหยียนเอ๋อร์? ไม่สบายอีกแล้วหรือ?” ฉู่หวยซานถามด้วยความเป็นห่วง
แต่นางกลับรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งร่าง
คนผู้นี้...เยี่ยนเจิง เขาตั้งใจ!
ตั้งใจกลับมาก่อนกำหนด ตั้งใจนำโลงศพมาถึงหน้าประตูวัง ก็เพื่อให้เสียงของประชาชนกดดันพระราชโองการ ให้ฮ่องเต้ไม่อาจเอาผิดเรื่องความพ่ายแพ้ได้อีก!
คนแบบไหนกัน ที่แม้ญาติพี่น้องทั้งตระกูลจะตายหมด ยังสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้?
เขาช่าง...
ฉู่รั่วเหยียนคว้าแขนบิดาไว้แน่นจนแทบจะฉีกแขนเสื้อ “ท่าน...ท่านพ่อ...ไม่ถอนหมั้นแล้ว ถอนหมั้นไม่ได้!”
ฉู่หวยซานมองนางด้วยความงุนงง รู้สึกว่าบุตรสาวคนโตที่เคยเชื่อฟัง วันนี้กลับแปลกไปทุกอย่าง ทว่ายังไม่ทันได้ซักไซ้ไล่เลียง ขุนนางเวรในวังก็เข้ามาเร่งให้รีบไปเข้าเฝ้าเสียก่อน
เขาทำได้เพียงตบไหล่ลูกสาวเบา ๆ “เอาล่ะ มีอะไรก็รอให้พ่อกลับไปก่อนแล้วค่อยพูดกัน”
ฉู่รั่วเหยียนไม่ยอมปล่อยมือ มองบิดาด้วยสายตาดื้อรั้น ฉู่หวยซานจึงได้แต่พูดอย่างจนใจ “ก็ได้ ๆ ทุกอย่างตามใจเจ้า วันนี้พ่อจะไม่พูดเรื่องถอนหมั้นอีก”
ฉู่รั่วเหยียนจึงค่อยโล่งใจ
ขอเพียงแค่ไม่ถอนหมั้น ก็จะยังไม่กลายเป็นศัตรูกับเยี่ยนเจิงในตอนนี้
ส่วนอนาคต หากต้องแต่งเข้าไปจริง ๆ ถ้าหาหลักฐานกบฏได้ก็ดี หากไม่ได้ก็มีทั้งมีดสั้นและยาพิษ ขอแค่หยุดเขาไม่ให้บีบพ่อจนถึงตาย ต่อให้ต้องฆ่าเขา นางก็ไม่ลังเล!
คิดวนไปตลอดทางจนกลับถึงจวนฉู่กั๋วกง อวี้ลู่ก็พูดขึ้นว่า “คุณหนู ท่านรีบดู...”
นางมองทอดสายตาไปตามทิศทางที่นิ้วชี้ไว้ ที่หน้าประตูใหญ่ของจวนตนเองนั้น แม่เลี้ยงเสี่ยวเจียงซื่อกำลังยืนคุมเหล่าหมัวมัวราวสี่ห้าคนเฝ้าอยู่ที่นั่น ท่าทางคล้ายกับกำลังรอคอยใครบางคนอยู่