ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 ตระกูลเยี่ยนสามารถถอนหมั้นได้
September 29, 2026
ฮูหยินหย่งติ้งป๋อเข้าใจความหมายของนางทันที
เรื่องว่าซื่อจื่อป่วยหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งที่คุณหนูในห้องหออย่างฉู่รั่วเหยียนจะตัดสินได้ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือทำให้นางยอมใจอ่อน
นางจึงแอบดันหลูหย่วนไปข้างหน้า หลูหย่วนก็รีบคุกเข่าลง “พี่หญิงฉู่ ข้าขอร้องเถิด ช่วยชีวิตคนหนึ่งเท่ากับสร้างบุญเจ็ดชั้น ถ้าพี่ชายข้าไม่ได้ยานี้ก็มีหวังไม่รอด!”
นางก็แสร้งใช้ผ้าเช็ดน้ำตา “ใช่แล้วคุณหนูใหญ่ฉู่ ชีวิตลูกชายข้าขึ้นอยู่กับท่านแล้ว เอาแบบนี้แล้วกัน หากท่านมีเงื่อนไขอะไรก็ขอให้บอกมา ขอแค่เราทำได้ เราจะพยายามสนองให้ทุกอย่าง...”
ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงตวาดดังมาจากข้างนอก “คนสารเลว! การมอบยาช่วยชีวิตคนถือเป็นหน้าที่อันพึงกระทำ เหตุใดต้องมาตั้งแง่เจรจาต่อรองเงื่อนไขอะไรกันอีก!”
ทุกคนหันไปมองที่ประตู เห็นเพียงเหล่าฮูหยินผู้หนึ่งสวมชุดคลุมตัวนอกสีเขียวถั่ว สวมผ้าคาดศีรษะประดับทับทิมสีแดง เดินโดยมีหมัวมัวคอยพยุงเข้ามา ผู้นี้ก็คือเหล่าฮูหยินฉู่นั่นเอง
เสี่ยวเจียงซื่อรีบเข้าไปต้อนรับ “ท่านแม่ เหตุใดท่านถึงมาด้วยตัวเอง?”
เหล่าฮูหยินฉู่ฮึดฮัด “ถ้าข้าไม่มา ชื่อเสียงของจวนกั๋วกงคงถูกบางคนทำลายหมดแล้ว!”
ฉู่รั่วเหยียนแค่นยิ้ม
ท่านย่าของนางผู้นี้ รักชื่อเสียงยิ่งนัก
ยามที่ท่านแม่แต่งเข้าจวนมาในตอนนั้น ท่านพ่อเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งรองเสนาบดีกรมคลัง ท่านย่าผู้นี้เกรงว่าผู้อื่นจะนินทาลับหลัง จึงยืนกรานที่จะจัดงานแต่งงานอย่างเรียบง่ายเกินควร
แต่ท่านพ่อไม่ยอม ยังคงใช้เกี้ยวแปดคนหามแห่รับท่านแม่เข้าจวนอย่างสมเกียรติและยิ่งใหญ่ นับตั้งแต่นั้นมานางจึงผูกใจเจ็บท่านแม่เรื่อยมา และพลอยกลั่นแกล้งรังแกนางอีกสารพัดไปด้วย
“ฮูหยินหย่งติ้งป๋อวางใจเถิด ในเมื่อข้าอยู่ที่นี่ ยานี้พวกเจ้าก็เอาไปได้เลย!”
เหล่าฮูหยินฉู่พูดจบ สองแม่ลูกตระกูลหลูถึงกับดีใจจนออกนอกหน้า
แต่ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่นดังขึ้น “ไม่ได้เจ้าค่ะ”
บรรยากาศในโถงใหญ่เงียบลงทันที
เสี่ยวเจียงซื่อประหลาดใจ “คุณหนูใหญ่ พูดอะไรออกมาได้อย่างไร จะไปขัดคำผู้ใหญ่ต่อหน้าคนมากมายแบบนี้ไดอย่างไร?”
เหล่าฮูหยินฉู่จ้องนางเขม็ง “เจ้าพูดอีกที?”
“ข้าบอกว่า ไม่ได้ค่ะ”
ปัง!
ถ้วยน้ำชาบนโต๊ะสั่นสะเทือน
เสี่ยวเจียงซื่อรีบลูบหลัง “ท่านแม่ใจเย็น ๆ เถิดเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่คงแค่สับสนชั่วขณะ ไม่ได้ตั้งใจขัดขืนท่านจริง ๆ”
ฮูหยินหย่งติ้งป๋อก็หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา “คุณหนูใหญ่ฉู่ ความกตัญญูเป็นคุณธรรมสูงสุด ท่านจะกล้าทำเช่นนี้กับผู้อาวุโสได้อย่างไร?”
คำว่ากตัญญูเพียงคำเดียว ก็สามารถกดทับคนให้จมดินได้
แต่ก่อนฉู่รั่วเหยียนเห็นแก่บิดา จึงยอมอดทนทุกอย่าง
ทว่าในคราวนี้ นางกลับช้อนตาขึ้นมอง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ท่านย่าโปรดฟังข้าชี้แจ้งด้วย ระยะนี้ร่างกายของรั่วเหยียนไม่สู้ดี โสมคนป่าพันปีนี้ก็เป็นยาทิพย์ที่รอใช้ช่วยชีวิตของหลานเช่นกัน ขอท่านย่าโปรดพิจารณาอย่างเป็นธรรมด้วย”
เหตุผลนี้ฟังดูสมเหตุสมผล ไม่มีที่ติ
แต่เหล่าฮูหยินฉู่กลับพูดเย็นชา “เจ้าก็ยังยืนดี ๆ อยู่ตรงนี้ ป่วยตรงไหนกัน? ในสายตาของข้า เจ้าก็แค่ไม่อยากมอบยาให้จึงได้กุเรื่องพวกนี้ขึ้นมาอ้าง ทั้งยังกล้าต่อปากต่อคำลบหลู่ผู้ใหญ่ เนรคุณไร้ความกตัญญู ช่างเป็นเด็กเมื่อวานซืนที่ขาดการสั่งสอนโดยแท้!”
“ท่านย่า?!” ฉู่รั่วเหยียนอุทาน สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “ท่านคิดกับหลานแบบนี้ได้อย่างไร? แม้ท่านแม่ผู้ให้กำเนิดของหลานจะจากไปตั้งแต่เด็ก แต่แม่เลี้ยงก็สั่งสอนดูแลหลานตลอด ไม่เคยละเลยแม้แต่น้อย ท่านจะไปโทษท่านแม่ได้อย่างไร?”
เหล่าฮูหยินฉู่ถึงกับพูดไม่ออก
เสี่ยวเจียงซื่อเองก็เหมือนรู้สึกอึดอัดกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นางเอ่ยตะกุกตะกักออกมาว่า “เอ่อ...ท่านแม่ กิริยามารยาทและการอบรมสั่งสอนของคุณหนูใหญ่นั้น...ก็นับว่าดีอยู่เจ้าค่ะ”
“หุบปาก!” เหล่าฮูหยินฉู่ถลึงตาใส่ แล้วหันกลับมามองฉู่รั่วเหยียน รู้สึกว่าทุกอย่างในวันนี้ผิดแปลกไปหมด
แต่เดิมนางเป็นคนทึ่มทื่อและนิ่งเงียบถึงเพียงนั้น ทว่าวันนี้กลับขวัญกล้าเทียมฟ้า บังอาจต่อปากต่อคำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“อย่าคิดว่าแต่งเข้าตระกูลเยี่ยนแล้วจะมีที่พึ่ง พ่อแม่สามีและญาติพี่น้องต่างก็สิ้นชีพไปหมดแล้ว เหลือแต่คนพิการคนเดียว เขาจะไปเชิดชูวงศ์ตระกูลจวนแม่ทัพได้อย่างไร? แต่ก็ดีเหมือนกัน มีบางเรื่องที่ข้าต้องกำชับกับเจ้าให้ชัดเจนเสียตั้งแต่วันนี้ ในเมื่อเจ้าดึงดันที่จะแต่งออกไปเอง วันหน้าก็อย่าได้หวังว่าทางบ้านเดิมจะส่งเสียจุนเจือพวกเจ้า และอย่าได้คิดจะมาเอาผลประโยชน์อะไรจากท่านพ่อของเจ้าแม้แต่นิดเดียว!”
ตำแหน่งฉู่กั๋วกงเป็นขุนนางชั้นเอก จะช่วยเหลือลูกเขยสักคนก็ไม่ใช่เรื่องยาก
นี่ก็เป็นสิ่งที่ฮ่องเต้อยากเห็น น่าเสียดายที่ท่านย่าผู้มีสายตาคับแคบผู้นี้กลับมองไม่เห็นถึงนัยยะสำคัญในชั้นนี้เลย
ฉู่รั่วเหยียนก้มหน้าลง ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างนอก
นางพูดเสียงเศร้า “ท่านย่าสั่งสอนถูกแล้วเจ้าค่ะ หากวันหน้ารั่วเหยียนแต่งออกไป จะไม่กล้าเหยียบเข้าจวนฉู่กั๋วกงอีกแม้แต่ก้าวเดียว...”