ตอนที่ 149
[ตอนที่ 149 แต่งค่ะ]
October 28, 2026
ผ่านไปสักพักวายุก็ขับรถมาถึงบ้านของตัวเองที่ไม่ได้มาหลายวัน ส่วนพิชญ์สิณีที่ได้ยินเสียงรถก็รีบเดินออกมาหน้าบ้านทันที พอเห็นรถของลูกชายก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
พิชญ์สิณีไม่รอช้ารีบเดินไปเปิดประตูรถฝั่งคนนั่ง ยี่หวาทำหน้ามึนงงก่อนจะปรับมาเป็นสีหน้าเรียบเฉย ยกมือไหว้คนตรงหน้า “สวัสดีค่ะ”
“คุณย่าสวัสดีครับ” เรนจิลงจากตักยี่หวาแล้วเดินไปจับมือพิชญ์สิณีพาเข้าบ้าน เพราะเขารู้ว่าหม่ามี๊อาจจะกำลังอึดอัดกับการเปลี่ยนไปของคุณย่าเขา เพราะแม้แต่เขาก็ยังงงเลยว่าย่าของเขาเป็นอะไรไป
“ทำไมลูกชายฉันฉลาดแบบนี้ อิจฉาตัวเองจริงๆ เลย” ยี่หวาหันไปพูดกับวายุ ซึ่งเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือเธอแล้วพาเข้าบ้าน
“คุณท่านสวัสดีค่ะ” ยี่หวาที่เห็นธวัฒน์ยืนอยู่ก็รีบปล่อยมือวายุแล้วสวัสดีผู้ใหญ่ตรงหน้าอย่างนอบน้อมผิดกับท่าทางแข็งทื่อตอนสวัสดีพิชญ์สิณี
“ท่านเทิ่นอะไรกัน เรียกพ่อเหมือนวายุก็ได้ ยังไงพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”
“เอ่อ…ค่ะ คุณพ่อ” แม้ว่าเธอจะไม่ชอบคำนี้ แต่พ่อของสามียกเว้นไว้หน่อยแล้วกัน เพราะเขาก็ดีกับเธอมาตลอด
.....
ขณะที่ทุกคนกำลังทานอาหาร พิชญ์สิณีก็หันไปพูดกับยี่หวา “หนูยี่หวา ที่ผ่านมาฉันขอโทษที่พูดไม่ดีใส่เธอ เรื่องนี่เป็นความผิดของฉันคนเดียวที่หลงเชื่อคำพูดของคนอื่นโดยที่ยังไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อน ฉันทำผิดกับเธอว่าเธอต่างๆ นานา ทำร้ายเธอด้วยคำพูด แถมยังเกือบทำให้เธอพลัดพรากจากลูกอีก”
“ค่ะ” ยี่หวาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย สีหน้าไม่ได้มีความซาบซึ้งแต่อย่างใด
“เธอไม่โกรธฉันแล้วใช่ไหม”
“ฉันไม่โกรธคุณหญิงค่ะ” เพราะเธอก็ไม่รู้ว่าจะโกรธเรื่องอะไร ถ้าเพียงแค่อีกฝ่ายฉลาดน้อยเธอคงโกรธไม่ลงหรอก
“ขอบคุณเธอมากนะ ที่เข้าใจคนแก่อย่างฉัน”
“ค่ะ”
จากนั้นยี่หวาก็ก้มลงกินข้าวต่อเงียบๆ ขณะที่กินก็คอยดูความเรียบร้อยให้เรนจิไปด้วย พิชญ์สิณีที่รู้สึกอึดอัดจึงพูดขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศ “ตอนนี้ทั้งสองคนจดทะเบียนกันแล้วใช่ไหม”
“ครับ” วายุเป็นคนตอบแทน เพราะเขารู้ว่ายี่หวาคงไม่อยากตอบ ถ้าคำถามนั้นไม่ได้เจาะจงที่เธอ
“ยินดีด้วย แล้วคิดจะจัดงานแต่งอย่างเป็นทางการไหม”
“ผมแล้วแต่ยี่หวา” ถึงปากเขาจะบอกออกไปแบบนั้น ถ้าสมมติว่าก่อนหน้านี้เธอไม่เกิดอุบัติเหตุ เขาก็คงขอเธอแต่งงานไปแล้ว
ยี่หวาหันไปเห็นสีหน้าวายุที่ตอนนี้ดูก็รู้ว่าอยากแต่งใจจะขาด จึงพยักหน้าให้กับพิชญ์สิณี “แต่งค่ะ แต่อาจจะเป็นช่วงปลายปี”
วายุที่ได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มที่มุมปากออกมา เพราะตอนนี้ยังอยู่ต่อหน้าพ่อกับแม่ จึงแสดงอาการออกมามากไม่ได้
“ดีเลย! จะว่าไปทั้งสองคนรู้จักกันได้ยังไง แม่จำได้ว่าเจ้าธาราบอกว่าทั้งสองคนรู้จักกันมาเกือบ 10 ปีแล้วใช่ไหม”
“ยี่หวาเคยช่วยผมตอนถูกยิง แล้วเธอก็เรียนโรงเรียนที่แม่ให้ผมรับช่วงต่อ”
“หะ? ทำไมแกไม่เคยบอกแม่”
“ไม่จำเป็น”
พิชญ์สิณีถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายให้กับลูกชายตัวเอง “แล้วเรื่องเธอกับพ่อนี่เป็นยังไงบ้าง ฉันเห็นออกข่าวด้วย”
ยี่หวาวางช้อนลงก่อนจะส่งสายตาไปให้วายุ ซึ่งเขาก็รู้ตัวทันทีว่าต้องทำอะไรต่อ “ทางที่ดีแม่อย่าพูดถึงผู้ชายคนนั้นดีกว่า”
“เอ่อ…ฉันขอโทษ” อันที่จริงพิชญ์สิณีก็พอเดาได้ว่ายี่หวารู้สึกยังไง เพราะก่อนหน้านี้ดนัยณัฐก็ไม่เคยพูดถึงยี่หวาเลยสักครั้ง แต่เธอไม่คิดว่ายี่หวาจะเกลียดพ่อตัวเองขนาดนั้น
“ค่ะ” ยี่หวาตอบเสียงเบา เรนจิที่นั่งอยู่ข้างๆ จึงเอื้อมมือไปจับมือยี่หวาแล้วกุมมือเธอไว้ “ขอบคุณนะคนเก่ง”
“ตั้งแต่แรกพ่อก็งงว่าทำไมเรนถึงได้ติดแม่หนู พอมารู้ว่าแม่หนูเป็นแม่แท้ๆ ของเรนก็ไม่แปลกใจเลยจริงๆ เรนคงรู้สึกได้ถึงความผูกพันสินะ ว่าแต่พ่อถามได้ไหมว่าทำไมดาหลาถึงขโมยลูกมาได้”
ยี่หวาพยักหน้าให้ธวัฒน์ก่อนจะหยิบหูฟังไร้สายในกระเป๋ามาใส่ให้เรนและกดเปิดเพลง “คืนนั้นเธอเห็นหนูออกมาจากห้องของคุณวายุ เธอกับแม่ก็เลยจับหนูไปขังเพื่อหวังจะให้หนูท้อง พอหนูคลอดเธอก็เลยขโมยเรนไปพร้อมกับฆ่าหนูค่ะ หนูรอดมาได้แต่ก็ความจำเสื่อม เพราะงั้นหนูเลยจำเรนกับคุณวายุไม่ได้ ซึ่งความจำหนูก็เพิ่งจะกลับมาได้ไม่นานเองค่ะ”
“สองแม่ลูกนั่นน่ารังเกียจแถมยังเลวมาก!” พิชญ์สิณีตะโกนขึ้นมาอย่างโมโห “ฉันมันโง่จริงๆ ที่ไปหลงเชื่อพวกงูพิษ เกือบจะทำให้ลูกกับหลานต้องตกนรกไปกับพวกมันด้วยแล้ว ว่าแต่ตอนนี้พวกมันอยู่ที่ไหน อย่างนี้มันต้องถูกสั่งสอน!”
“ยี่หวาจัดการแล้ว” วายุพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าแม่ตัวเองกำลังหัวเสีย มารู้สึกโมโหตอนนี้ก็สายไปแล้ว
อีกด้านหนึ่ง
ดาหลาประคองญาณิศาออกมาจากบ้านผีสิงทันทีหลังจากที่เธอฟื้น แล้วมันก็ทำให้ดาหลารู้ว่าปากทางเข้าอยู่ใกล้นิดเดียว ซึ่งญาณิศาตอนนี้สภาพสะบักสะบอม บนใบหน้าบวมจนจำโครงหน้าเดิมไม่ได้ แถมยังน่าเกลียดมากเพราะซิลิโคนจมูกทะลุ
“แล้วเราจะไปไหนกันดี” แม้ว่าเธอจะไม่ชอบแม่ขนาดไหน แต่ตอนนี้เธอไม่เหลือใครแล้ว อีกอย่างเธอก็ทิ้งแม่ตัวเองไว้ในบ้านร้างไม่ลง
“ไปบ้าน…พี่ชายพ่อแก”
“พ่อ? แม่หมายถึงพ่อแท้ๆ ของดา?”
ญาณิศาอยากตะโกนกลับไปว่า ‘แกยังจะมีพ่อที่ไหนอีก’ แต่ตอนนี้เธอไม่มีแรงจึงตอบได้แค่ว่า “อืม”
“แล้วเราจะไปยังไงดี ตอนนี้เราไม่มีเงินติดตัวสักบาท แถมยังไม่มีโทรศัพท์มือถืออีกด้วย” เพราะมันหายไปตั้งแต่วันแรกที่เธอตื่นขึ้นมาแล้ว
“คนแถวนี้”