ตอนที่ 927
บทที่ 927 เต๋อหลัวจื่อ
October 22, 2026
บทที่ 927 เต๋อหลัวจื่อ
เยวี่ยตงเงยหน้า มองไปทางที่พวกสวี่ชิงจากไป หลังจากขบคิดในใจ แม้ในใจจะเจ็บใจ แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกเรื่องสวี่ชิงกับเอ้อร์หนิว
เห็นได้ชัดว่าสำหรับนางแล้ว ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดไม่ใช่หุ่นเชิดเลือดเนื้อ และไม่ใช่วารีศักดิ์สิทธิ์พิศดารบันลือ แต่เป็นมรดกบรรพชนศักดิ์สิทธิ์พิศดารบันลือที่อยู่ในวิญญาณของเฟิงหลินเทา
นั่นมันเป็นมรดกระดับเตรียมสู่มหาจักรพรรดิเซียนเชียวนะ!
“จะให้เวลาเฟิงหลินเทาพักฟื้นไม่ได้ นอกจากนี้ในตัวเขามีเมล็ดพันธุ์อารมณ์ของข้าอยู่ เรื่องร่องรอยสำหรับข้าแล้วเหมือนคบเพลิงในราตรีมืด”
เยวี่ยตงในดวงตาประกายเย็นเยือกฉายวาบ ในใจหลังจากที่ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้วก็ไม่ลังเลใดๆ อีก เพียงไหววูบก็เดินไปทางขอบฟ้า
หลานเหยาที่อยู่ข้างๆ ยังคงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ก้าวออกไปเช่นกัน ไล่ตามเยวี่ยตงไป
ส่วนยันต์มหาจักรพรรดิแผ่นนั้นก็หายไปอย่างเงียบงัน จากการจากไปของผู้หญิงทั้งสองคนก็ถูกเก็บไป
ทั้งโพรงตกอยู่ในความเงียบสงัด
จวบจนกระทั่งหลังจากนั้นครู่หนึ่ง เสียงที่มาพร้อมกระจกแตก เสียงคำรามโมโหแค้นเคืองดังสะท้านฟ้ามาจากในโพรงเสี้ยวขณะต่อมาแสงทองทางหนึ่งก็พุ่งออกมา
เป็นหนูสีทองตัวนั้นนั่นเอง
เงาร่างของมันเพิ่งพุ่งออกมาจากโพรงแต่เสี้ยวขณะต่อมา เสียงร้องโหยหวนน่าสังเวชก็ดังมาจากปากหนูสีทอง
ทั้งร่างของมันสั่นสะท้าน เหมือนมีพลังกดดันไร้รูปร่างกลุ่มหนึ่งซัดลงมา ขวางไม่ให้มันจากไปจากที่นี่
ไม่นานนัก พลังกดดันกลุ่มนี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นตราประทับนับไม่ถ้วน เหมือนเส้นลมปราณ ลอยขึ้นมาจากในสายเลือดของมัน มาปรากฏอยู่บนร่าง มากมายเต็มไปหมด น่าครั่นคร้ามสยดสยอง
โดยเฉพาะที่หัวของมัน ตราประทับอักขระยิ่งมีมาก
ตราประทับอักขระเหล่านี้แผ่กลิ่นอายเก่าแก่โบราณ แฝงไว้ด้วยระลอกคลื่นพลังเทพเจ้า อีกทั้งเห็นได้ชัดว่าอยู่ในตัวมันมานานหลายปีแล้ว และเป็นเพราะเหตุนี้ หนูสีทองจึงไม่อาจไปจากโพรงได้
มันถูกผนึกไว้ที่นี่!
แรงกระตุ้นอันรุนแรง การฉีกขาดของวิญญาณ ทำให้เสียงกรีดร้องโหยหวนของหนูสีทองยิ่งสะท้านฟ้าดิน
ยิ่งกว่านั้นจากการดิ้นรนของมัน ตราประทับเหล่านี้ก็เหมือนมีชีวิตขึ้นมา วิ่งวนอย่างรวดเร็วไปทั่วร่างของมัน สุดท้ายก็มารวมอยู่ที่หัวของมันทั้งหมด แล้วแทงลงไปเต็มแรง
ปั่นป่วนจิตของมัน กลับตาลปัตรวิญญาณของมัน ทำให้มันที่สติปัญญาที่ถูกลบไปอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ยิ่งเป็นเหมือนสัตว์ป่า
และสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือที่หว่างคิ้วของมัน ตอนนี้มีสัญญาณจะกลายเป็นกระดาษ
เหมือนว่าหากมันดิ้นรนต่อไป เช่นนั้นไม่นานนักเลือดเนื้อของมันก็จะกลายเป็นกระดาษ กลายเป็นหนูกระดาษ
ดังนั้น ดวงตาสีเลือดของมันจึงต้องมองท้องฟ้าเขม็ง ปากส่งเสียงคำรามน่าครั่นคร้ามที่เจ็บใจไม่ยอมจำนนออกมา
ฟ้าดินเปลี่ยนสี ลมเมฆหอบทะลัก ทั่วทั้งท้องฟ้าเกิดคลื่นวนขนาดมหึมา ขณะที่หมุนวนครืนครานเลื่อนลั่น ท่ามกลางความรางเลือนก็เหมือนมีดวงตาเย็นชาข้างหนึ่ง ก้มมองพื้นดินมาจากในคลื่นวน ก้มมองหนูสีทอง
ดวงตานี้แปลกประหลาดนัก เหมือนวาดออกมา และสิ่งที่ยิ่งแปลกประหลาดคือคลื่นวนท้องฟ้านี้มองเผินๆ กว้างใหญ่ไพศาล แต่มองให้ละเอียดแล้ว…เหมือนว่าคลื่นวนนี้ก็แปลงมาจากกระดาษเช่นกัน
ไม่นานนัก เสียงต่ำทุ้มก็ดังก้องที่นี่
“เยี่ยหมัวจื่อ เจ้าถูกหลอมมาสามหมื่นกว่าปี ถูกข้าดับเพลิงเทวะไปหลายครั้ง จนตอนนี้เจ้าก็ยังไม่ยอมมาเป็นเทพราตรีใต้บัญชาการของข้าอีกหรือ”
สีเลือดในตาของหนูสีทองยิ่งเข้มข้นขึ้น ขณะที่ร่างสั่นสะท้าน ในดวงตาก็ค่อยๆ รวบรวมสติปัญญาที่เหมือนว่าจะสลายหายไปได้ทุกเมื่อ เหมือนว่าไม่ได้พูดมานานแล้ว ปากส่งเสียงแหบแห้งฟังไม่ชัดออกมา แต่ความรู้สึกที่ฉายออกมาจากในนั้นกลับเป็นความไม่ยอมอยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน
“เต๋อ…หลัว…จื่อ!”
หลังจากคำราม หนูสีทองร่างไหววูบก็พุ่งตรงไปยังโพรงกลับไปในเส้นทางที่สระพิศดารบันลืออยู่
บนท้องฟ้า ดวงตาในคลื่นวนยิ่งเย็นยะเยือก
“ไม่เป็นไร ข้ามีเวลาอีกมาก”
จากการสะท้านของเสียง คลื่นวนรางเลือน ค่อยๆ หายไป
ทุกอย่างในฟ้าดิน กลับคือสู่ปกติ
ภาพที่เกิดขึ้นที่นี่ จำกัดเพียงในพื้นที่แห่งนี้เท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสวี่ชิงหรือเฉินเอ้อร์หนิวที่จากไปไกล หรือจะเป็นชายหนุ่มแซ่เฟิงที่หลบหนี หรือจะเป็นเยวี่ยตงและหลานเหยา ก็ต่างด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ก็ถูกสกัดกั้นสัมผัสการรับรู้
แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่คนทั้งหลายก็ล้วนไม่ใช่คนทั่วไป ในด้านสัมผัสวิญญาณก็ต่างมีความโดดเด่นที่ต่างกันไป
ดังนั้นไม่ว่ามากหรือน้อย ในเสี้ยวขณะนี้ก็ต่างสัมผัสได้อย่างแผ่วเบาทั้งสิ้น
ในฟ้าดิน ในสายรุ้งยาวพุ่งทะลุท้องฟ้าไปอย่างรวดเร็วสองสาย สวี่ชิงพลันหันกลับไปทอดสายตามองข้างหลัง สีหน้าสงสัยเล็กน้อย
ส่วนนายกองที่อยู่ข้างๆ ทางนั้น สายตาก็มองไปทางท้องฟ้าข้างหลังเช่นกัน ฉายแววตื่นตะลึงออกมา
ทั้งสองคนมองหน้ากัน แล้วดึงสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ไม่ได้พูดจากัน ต่างเร่งความเร็วขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย
เช่นนี้เอง เวลาสามวันผ่านพ้นไป
สวี่ชิงและนายกองสองคนตลอดทางใช้วิธีต่างๆ อำพร่างซ่อนกาย ในที่สุดก็ปลอดภัย บินออกไปนอกเขตปกครองพิศดารบันลืออย่างราบรื่น เข้ามาในเขตพื้นที่แผ่นดินใหญ่เมืองหลวงจักรพรรดิเผ่ามนุษย์
มองเห็นเมืองเผ่ามนุษย์ที่อยู่บนวงแหวนรอบนอกแผ่นดินใหญ่เมืองหลวงจักรพรรดิ
รูปแบบที่คุ้นเคย กลิ่นอายที่คุ้นเคย ทำให้จิตใจที่ตึงเครียดของนายกองและสวี่ชิงต่างผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ความระมัดระวังก็ยังคงมีมากกว่าครึ่ง
เพราะภาพฉากที่พวกเขาทั้งสองคนสัมผัสรับรู้ได้เมื่อหลายวันก่อนทำให้จิตใจของพวกเขาซัดโหม
ดังนั้นในดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิเผ่ามนุษย์ พวกเขาก็ยังคงสำแดงความเร็วสุดกำลัง พุ่งตรงไปข้างหน้า
เช่นนี้แล้ว ย่อมผ่านเมืองของคนธรรมดาและยอดเขาที่ตั้งของสำนักบางแห่ง
อย่างหน้ายังดี เมืองคนธรรมดาย่อมไม่ทำการขัดขวางพวกสวี่ชิงทั้งสองคน
อย่างหลังมีผู้บำเพ็ญเยี่ยมยอดอยู่ หลังจากสัมผัสได้ถึงความเร็วของสวี่ชิงและเอ้อร์หนิว ภายใต้ความหวาดกลัวก็ไม่กล้าขัดขวาง แกล้งทำเป็นไม่เห็น ปล่อยให้พวกเขาจากไป
แต่ก็ยังมีคนบางคนที่คิดว่าตัวเองแข็งแกร่ง ในใจเกิดความไม่พอใจ
เหมือนกับตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้น ในขณะที่สวี่ชองและนายกองทะยานไปอย่างรวดเร็ว ในเทือกเขาสีแดงเพลิงแถบหนึ่งข้างล่าง มีเสียงแค่นขึ้นจมูกดังมา
“ใครกัน ไม่เห็นสำนักโลหิตเพลิงของข้าอยู่ในสายตาเช่นนี้ ข้ามผ่านไปเช่นนี้ หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
จากการดังขึ้นมาของเสียง หมอกเลือดกลุ่มหนึ่งก็พวยพุ่งขึ้นมาจากในเทือกเขาแห่งนี้ หอบม้วนไปยังท้องฟ้า จะขัดขวางสวี่ชิงและนายกอง
สวี่ชิงขมวดคิ้ว กำลังจะอ้าปาก แต่นายกองที่อยู่ข้างๆ กลับพลันถลึงตา ตวาดไปยังหมอกเลือดที่พุ่งมา