ตอนที่ 929
บทที่ 929 อ๋องเจิ้นชาง!
October 22, 2026
บทที่ 929 อ๋องเจิ้นชาง!
บ้าน คำนี้ช่างมีความหมายเปี่ยมล้น
คำว่ากลับบ้าน สวี่ชิงเคยได้ยินจากนายท่านเจ็ดเมื่อนานมาแล้ว เขารู้ว่าทุกคนมีความเข้าใจในคำนี้ที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน
เช่น บ้านในความคิดของนายท่านเจ็ดคือสำนักเจ็ดเนตรโลหิต
บ้านในความคิดของอ๋องเจิ้นเหยียนคือเผ่าพันธุ์มนุษย์
สำหรับอดีตเจ้าวังครองกระบี่แห่งเขตปกครองผนึกสมุทร บ้านของเขาคือเขตปกครองผนึกสมุทร
สำหรับสวี่ชิง เขาเดินทางรอนแรมตลอดเวลา จากทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณไปยังมณฑลรับเสด็จราชัน จากนั้นไปยังเขตปกครองผนึกสมุทร และเข้าสู่แดนใหญ่คลื่นศักดิ์สิทธิ์…ที่สุดท้ายคือเมืองหลวงจักรพรรดิเผ่ามนุษย์
ความหมายของบ้านในความคิดของเขาดูเหมือนจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
จากรังนอนในถ้ำยาจก ไปถีงบ้านพักของหัวหน้าเหลยในฐานที่มั่นคนเก็บกวาด ไปจนถึงสำนักเจ็ดเนตรโลหิต และวังครองกระบี่แห่งเขตปกครองผนึกสมุทร จนถึงกลุ่มชนเผ่าในเมืองหลวงจักรพรรดิ ณ ปัจจุบัน
โดยไม่รู้ตัว สวี่ชิงก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มคนนั้นอีกต่อไป
กาลเวลามิได้พรากรูปลักษณ์ของเขาไป แต่ก็ยังคงไหลผ่านในชีวิตของเขา โชคดีที่…เวลาไม่ได้สูญเปล่า
แม้ว่ามันจะไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก แต่ก็ทิ้งประสบการณ์ ตกตะกอนความคิดของชีวิต และกลายเป็นของขวัญแห่งโชคชะตา
ของขวัญนี้มีชื่อ
มันเรียกว่าการเติบโต
สามสิบปี
จากวันที่สวี่ชิงฝังศพทั้งหมดในเมืองที่พังทลายด้วยมือของเขาเอง จนถึงปัจจุบัน ก็ผ่านมาสามสิบปีแล้ว
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของอ๋องเจิ้นเหยียน สวี่ชิงก็เหม่อลอยไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็มองไปยังจวนหนิงเหยียนในเมืองหลวงจักรพรรดิ ไม่รู้ว่าเหตุใดในสายตาของเขาจึงมีเงาของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏอยู่ ดูเหมือนจะฝังอยู่ในใจมานาน และตอนนี้ก็ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาจำได้ถึงค่ำคืนแรกที่พบกัน เมื่อดอกหลัวหลานดอกหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า
เขาไม่ลืม แม่น้ำบรรพกาลเร้นหมื่นเทพ ที่เคียงข้างกันไปตลอดทาง
ในหูของเขา ยังคงมีทำนองเพลงโสกกำสรดขับกล่อม
เพลงนี้สื่อความหมายถึงยุทธภพ ราวกับบอกเล่าถึงสุขสำราญและโศกสลดของชีวิต แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะกลายเป็นเหล้าขุ่นไหหนึ่งในท้ายที่สุด
ดื่มลงคอ ในความเปลี่ยวเหงา
ไหลรินอยู่ในใจ ก่อตัวเป็นระลอกคลื่น
ในระลอกคลื่นนั้นสะท้อนภาพหญิงสาวที่กอดเข่าอยู่บนหน้าผา ร่างนั้นกระซิบกระซาบ
“บางทีในโลกนี้อาจมีตะเกียงดวงหนึ่ง…”
ตะเกียงนี้ชื่อว่าตะเกียงดำจื่อเสวียน ในตำหนักวิหคหงส์อันมืดมิด โสกกำสรดบรรเลงอย่างเงียบงัน เฉกเช่นวัฏจักร
อดีตที่ผ่านมาปรากฏชัด
“บ้านหรือ”
สวี่ชิงเผยรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเติบโตขึ้น ความไม่รู้ในอดีต ตอนนี้มิได้เขลาอีกต่อไป
ดังนั้นเขาจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ท่ามกลางความสงสัยของนายกอง ท่ามกลางรอยยิ้มของอ๋องเจิ้นเหยียน เดินไปยังเมืองหลวงจักรพรรดิเบื้องหน้า
ตลอดทาง สิริมงคลลอยเหนือฟากฟ้า ดอกไม้เบ่งบานบนผืนดิน ข้างกายคืออ๋องเจิ้นเหยียน ข้างหลังคือกลุ่มขุนนาง
ในเมืองหลวงจักรพรรดิ มีประชาชนนับไม่ถ้วนรออยู่
ทันทีที่เห็นร่างของสวี่ชิง เสียงโห่ร้อง แซ่ซ้องสรรเสริญก็ดังกระหึ่มก้องฟ้า
แต่ละเสียงเปล่งออกมาจากก้นบึ้งลึกสุดของหัวใจ
อันที่จริงแล้วชาวบ้านสามัญชนนั้นช่างเรียบง่ายและจริงใจ ตราบใดที่พวกเขาคิดว่าเจ้าเป็นคนดี พวกเขาย่อมไม่หวงแหนความรักและคำสรรเสริญของพวกเขา
การประกาศศักดาต่อหน้าชนเผ่าอื่น สอดคล้องกับคำจำกัดความของวีรบุรุษในใจของเหล่าไพร่ฟ้า
ไม่ต้องพูดถึงต่างเผ่าที่ว่านี้คือเผ่านภาคิมหันต์ความภาคภูมิในที่นี้คือการขึ้นเป็นมหาขุนพลนภาทมิฬของเผ่าพันธุ์นี้
ในขณะเดียวกัน การสิ้นสุดของสงครามก็ทำให้ความรุ่งโรจน์แห่งศักดาครั้งนี้ไม่จำกัดอยู่แค่บุคคล แต่กลายเป็นโชคชะตาของเผ่าพันธุ์ด้วย
ดังนั้นสวี่ชิงที่กลับมาจึงได้รับการต้อนรับในเช่นเดียวกับที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ต้อนรับวีรบุรุษ
ดวงชะตาอันเข้มข้นล้นทะลักมาจากทุกทิศทางพร้อมกับเสียงโห่ร้อง พุ่งเข้าหาสวี่ชิง ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย บำรุงกองดิน บำรุงกระบี่จักรพรรดิ
ท่ามกลางฝูงชนมีร่างที่คุ้นตาแฝงอยู่
เช่น อู๋เจี้ยนอู ขงเสียงหลง และเหล่าผู้ครองกระบี่เขตปกครองผนึกสมุทร
ขณะทอดมองพวกเขา สวี่ชิงก็พยักหน้า เพียงแต่ไม่เห็นจื่อเสวียน ทำให้ในใจของสวี่ชิงนึกป่วนปั่น
ดังนั้นระหว่างทาง สวี่ชิงจึงโบกมือให้อู๋เจี้ยนอูและขงเสียงหลง
ขงเสียงหลงยิ้มและก้าวเข้ามา อู๋เจี้ยนอูไม่กล้าวางท่าในสภาพแวดล้อมนี้ เมื่อเห็นขงเสียงหลงเดินไป เขาก็เดินตามหลังไป
“ขอแสดงความยินดีกับท่านเจ้าดินแดน!”
หลังจากเดินไปอยู่ข้างกายสวี่ชิง รอยยิ้มของขงเสียงหลงก็กลายเป็นความเคร่งขรึม คำนับทันที
“พี่ขง ระหว่างเราไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้”
สวี่ชิงยิ้มและพยุงเขาขึ้น ส่วนอู๋เจี้ยนอูที่อยู่ข้างๆ กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกเอ้อร์หนิวกอดคอและดึงเข้าไปสวมกอด
“เจี้ยนเจี้ยนน้อย คิดถึงข้าหรือไม่”
สวี่ชิงไม่ได้สนใจว่าอู๋เจี้ยนอูจะรู้สึกเช่นไร เขามองไปทางขงเสียงหลง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม
“หนิงเหยียนและ…จอมเซียนจื่อเสวียน ช่วงนี้สบายดีหรือไม่”
เมื่อขงเสียงหลงได้ยินดังนั้น แววประหลาดใจก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา
“หลังจากที่หนิงเหยียนกลับมา เขาก็กระตือรือร้นที่จะฝึกฝนอย่างมาก มุ่งเน้นการฝึกบำเพ็ญ ตอนนี้อยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการทะลวงจากระดับปราณก่อกำเนิดเข้าสู่ระดับสมบัติวิญญาณ ตอนนี้กำลังมุ่งมั่นฝึกบำเพ็ญอย่างหนักเพื่อเลื่อนขั้น”
“ส่วนจอมเซียนจื่อเสวียน แฮ่ม ตอนที่ข้ามา จอมเซียนฝากคำพูดมากับข้าอย่างหนึ่ง”
“นางบอกว่า ถ้าเห็นเจ้าแล้วเจ้าไม่ถามถึงนาง ก็ให้ข้าบอกเจ้าไปว่านางออกไปนอกเมืองหลวงจักรพรรดิ ช่วงนี้ไม่อยู่…”
“ถ้าเจ้าถามถึงนาง ก็ให้บอกเจ้าว่า…รอให้เจ้าสะสางธุระเสร็จสิ้นแล้ว นางจะไปหาเจ้า”
ขงเสียงหลงกวาดสายตาดูสวี่ชิงอย่างรวดเร็ว จากนั้นก้มหน้ามองพื้น ไม่พูดอะไรอีก
สำหรับเรื่องราวระหว่างสหายผู้นี้กับจอมเซียนจื่อเสวียน ผู้เฒ่าส่วนใหญ่ในเขตปกครองผนึกสมุทรต่างเคยได้ยินข่าวลือมากมาย…