ตอนที่ 947
บทที่ 947 ผู้ปกครอง
October 22, 2026
บทที่ 947 ผู้ปกครอง
เกือบจะในทันทีที่องค์ชายสิบเอ็ดนำดวงตะวันแสงอรุณออกมา สวี่ชิงก็ถอยหลังอย่างรวดเร็ว และยกมือคว้าศพจักรพรรดิออกมา
แม้เอ้อร์หนิวจะไม่อยู่ที่นี่ ศพจักรพรรดิจำเป็นต้องควบคุมด้วยคนสองคน สวี่ชิงเพียงคนเดียวไม่อาจจะขยับเขยื้อนได้ แต่การหลอมรวมเข้าไปเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน ยังพอทำได้เช่นกัน
ส่วนเรื่องในครั้งนี้ สวี่ชิงไม่ได้บอกเอ้อร์หนิว
เขารู้ดีว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิมนุษย์ และเกี่ยวข้องกับองค์รัชทายาทม่วงคราม เรื่องราวนี้ล้ำลึกเกินไป
เรื่องบางเรื่อง เขาเลือกที่จะเผชิญหน้าด้วยตนเองตามประสาของเขา
และการเผชิญหน้ากับการระเบิดของดวงตะวันแสงอรุณ สวี่ชิงมีประสบการณ์เป็นอย่างดี
เขายังสังเกตเห็นเบาะแสบางอย่าง
ดวงตะวันแสงอรุณดวงนี้ แม้ว่าหลักการจะคล้ายกับดวงตะวันบรรพกาลของเขา แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน
พูดให้ถูกคือ ดวงที่เขาเคยมีนั้น เกิดจากการผสมผสานระหว่างดวงตะวันบรรพกาลกับเนื้อของชื่อหมู่ โดยอาศัยความปั่นป่วนภายใน ก่อพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถทำลายโลกได้
ทว่าดวงตะวันแสงอรุณของเผ่ามนุษย์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
มันเป็นพลังที่เสถียร แม้จะไม่สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก แต่สามารถก่อตัวขึ้นได้อย่างเป็นระเบียบภายใต้ระบบของเผ่ามนุษย์ได้
และมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะถือได้ว่าเป็นสมบัติของเผ่าพันธุ์
แน่นอนว่าวัตถุดิบต้องเพียงพอด้วย
ดังนั้นการระเบิดของดวงตะวันแสงอรุณดวงนี้ จึงก่อให้เกิดแสงเจิดจ้า ที่ไม่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกถึงความหวาดกลัว ทว่าเป็นความรู้สึกของแสงยามอรุณรุ่ง!
ราวกับแสงแรกของวันฉีกผ่านความมืดมิดของราตรีกาลออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขณะเดียวกันก็เผาผลาญความมืดมิดของโลก ลอยสูงสู่ท้องฟ้า
นำแสงสว่างมาสู่ฟ้าดิน สะกดความมืดมิดทั้งปวง
มว่า…เมื่อมันอยู่ในมือขององค์ชายสิบเอ็ด มันก็ถูกกำหนดให้เป็นฝ่ายอนธกาล กลายเป็นเผ่ามนุษย์ กลายเป็นดาราจักรพรรดิโบราณ
ดังนั้นในชั่วขณะถัดมา เมื่อแสงและความร้อนอันไร้ขอบเขต แผ่กระจายออกไปรอบด้านราวกับพายุและคลื่นกระหน่ำ ทั้งดาราจักรพรรดิโบราณจึงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ราวกับมีดวงอาทิตย์ดวงหนึ่ง เกิดขึ้นภายในดาราจักรพรรดิโบราณ!
ยิ่งกว่านั้น มันยังเข้ามาแทนที่ดาราจักรพรรดิโบราณ กลายเป็นดวงอาทิตย์ที่แท้จริงภายในดินแดนต้องประสงค์ ด้วยพลังอันมหาศาลในระยะเผาขน ไฟเทวะที่เกิดจากพิธีกรรมสำเร็จเทพของดาราจักรพรรดิโบราณยังวูบไหวอย่างรุนแรง
คลื่นความผันผวนอันน่าสะพรึงกลัว กลิ่นอายแห่งความพินาศ ในทันใดก็กลายเป็นวันโลกาวินาศ
มาสู่ผืนโลก
ภายในดาราจักรพรรดิโบราณ ผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่ต่างเปลี่ยนสีหน้า วิกฤตเป็นตายปะทุขึ้นในจิตใจอย่างรุนแรง ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายและจิตใจ
มีเพียง…อ๋องสวรรค์เผ่ากลืนนภาทั้งสี่ที่กำลังต่อสู้กับอ๋องสวรรค์เผ่ามนุษย์กลางอากาศเท่านั้น ที่สีหน้าไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดๆ
นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่กระแสวนสีเลือด ลงมายังเผ่ามนุษย์ พวกเขาก็รู้ภารกิจของตนอยู่ในใจแล้ว
เพื่อเผ่าพันธุ์ เพื่อคำสัญญา พวกเขารู้ดีว่าตนเองเป็นดาบที่ทิ่มแทงเผ่ามนุษย์
และภารกิจของดาบ…นอกจากจะสังหารแล้วยังต้องทำลายตัวเองด้วย
ดังนั้น หลังจากจัดเตรียมกระบวนการคืนชีพภายในเผ่าแล้ว พวกเขาก็พร้อมที่จะทำลายร่างกายและพลังบำเพ็ญ
ตอนนี้ การระเบิดของดวงตะวันแสงอรุณ เป็นสัญญาณแก่พวกเขา
จากนั้นอ๋องสวรรค์เผ่ากลืนนภาทั้งสี่ก็ก็มองหน้ากัน ดวงตาของฉายแววมุ่งมั่น ทันใดนั้นก็ปล่อยกลิ่นอายทำลายล้างออกมาจากร่างกายของตนเองโดยไม่ลังเล
ดวงตะวันแสงอรุณหนึ่งดวงบวกกับการระเบิดตัวเองของอ๋องสวรรค์ทั้ง เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นดาบที่แท้จริง!
วินาทีนั้น ทั่วทั้งดาราจักรพรรดิโบราณจึงตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
ความเป็นความตายปรากฎขึ้นในชั่วขณะนั้น
ที่นอกดาราจักรพรรดิโบราณ ในเมืองหลวงจักรพรรดิแห่งเผ่ามนุษย์ ก็เกิดความโกลาหลขึ้นทุกหนแห่ง ผู้บำเพ็ญทุกคนจิตใจสั่นคลอนในขณะนั้น
ค่ายกลเผ่ามนุษย์ส่องแสงเจิดจ้า พยายามที่จะกำราบมันไว้
ทว่า…ไร้ผล
เว้นแต่จะมีพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าจนเพิกเฉยต่อดวงตะวันแสงอรุณได้ มิฉะนั้น พิธีกรรมบูชาบรรพชนที่ดำเนินมาจนถึงตอนนี้จำต้องสิ้นสุดลง
และจุดจบนั้นจะกลายเป็นวันสิ้นโลกที่แท้จริงของเผ่ามนุษย์
ดังนั้นจึงมีคนจำนวนหนึ่งมองไปยังรูปปั้นจักรพรรดิครองกระบี่โดยสัญชาตญาณ…
เวลานี้ดูเหมือนว่าจะมีเพียงดาบครั้งสุดท้ายของจักรพรรดิครองกระบี่เท่านั้น ที่จะสามารถแก้ไขและคลี่คลายทุกสิ่งได้
ทว่า…องค์จักรพรรดิกลับนิ่งเงียบ
สวี่ชิงถอนหายใจเบาๆ แต่ถึงตอนนี้ เขาก็ยังรู้สึกว่าเรื่องราวในวันนี้ยังคงก่อปัญหาได้
เพราะองค์รัชทายาทม่วงครามยังไม่ปรากฏตัว
เพราะจักรพรรดิมนุษย์เอาแต่นิ่งเงียบตั้งแต่ต้นจนบัดนี้
และแล้วพลังทำลายล้างภายในดาราจักรพรรดิโบราณก็ปะทุขึ้น
แต่ตอนนั้นเอง…จักรพรรดิมนุษย์ก็ขยับตัว
พระองค์มีสีหน้าเรียบเฉย ยกพระหัตถ์ขวาขึ้นอย่างสงบ
โซ่แห่งดวงชะตาที่พันธนาการพระวรกายก็ขาดออกอีกหลายท่อนทันทีที่พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้น จากนั้นก็กดพระหัตถ์ขวาลงเบาๆ
ฝ่ามือยักษ์ เข้ามาแทนที่ท้องฟ้าเหนือดาราจักรพรรดิโบราณในเสี้ยวขณะ ปกคลุมแผ่นดินดาราจักรพรรดิโบราณ
ปรากฏขึ้นเหนือดาราจักรพรรดิโบราณ!
ในพริบตา พายุพลันโหมกระหน่ำ ฟ้าดินมืดมัว พลังอันยิ่งใหญ่แผ่ปกคลุม
บดบังท้องฟ้าพร้อมกับผ่กระจายพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่เหนือกว่ามหาขั้นเตรียมสู่เทวะ
สั่นสะเทือนทุกทิศทาง
จากนั้น กดลงเบาๆ ที่ด้านล่าง
ความว่างเปล่าแตกสลาย ฟ้าดินร้องคำราม อ๋องสวรรค์เผ่ากลืนนภาทั้งสี่องค์ที่กำลังระเบิดตัวเอง ร่างกายกระตุกวูบ พลังที่ทำให้พวกเขาสั่นสะท้านลงมาและห่อหุ้มพวกเขาทั้งสี่โดยตรง บีบเค้นด้วยพลังอันน่าเหลือเชื่อ
ท่ามกลางเสียงร้องครวญคราง พวกเขาถูกบีบคั้นกลิ่นอายทำลายล้างที่แผ่กระจายออกไป กลับเข้าสู่ร่างกาย!
ภายใต้พลังมหาศาลนี้ อ๋องสวรรค์ทั้งสี่กระอักเลือดออกมา ร่างกายสั่นเทา ถูกพลังที่มองไม่เห็นนี้กดขี่และล้มลงกับพื้น
ท่ามกลางเสียงครืนครันของแผ่นดิน ร่างทั้งสี่ถูกตรึงอยู่กับที่ ไม่อาจดิ้นรนได้
แม้แต่โลกของพวกเขาก็เช่นกัน
ภายใต้พลังอันเบ็ดเสร็จ การต่อต้านใดๆ ล้วนแต่ไร้ความหมาย
ไม่เพียงแต่พวกเขาเท่านั้น ชั่วขณะถัดมา ดวงตะวันแสงอรุณที่กำลังจะระเบิดออกพลันสั่นสะเทือน แสงและความร้อนทั้งหมดม้วนกลับไปดังเดิม
มันถูกบีบอัดกลับเข้าไปจนกลายเป็นดวงตะวันแสงอรุณอีกครั้ง
มีเพียงรอยร้าวแผ่กระจายไปทั่ว เปลี่ยนสถานะจากที่เคยเสถียรก็กลายเป็นสั่นคลอน
จากนั้นก็อันตรธานไปจากตำแหน่งเดิม
ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนอากาศ โดยมีโซ่เหล็กครึ่งหนึ่งพันธนาการอยู่ ตกในพระหัตถ์ของจักรพรรดิมนุษย์ที่ยกขึ้น
ท้องฟ้าเงียบสงบ
ฟ้าดินไม่ไหวติง
ขณะนี้ดวงตาจำนวนนับไม่ถ้วนจ้องไปที่จักรพรรดิมนุษย์โดยสัญชาตญาณ
ในสายตานั้นมีทั้งความตกตะลึง ความงงงวย ความเหลือเชื่อ และความหวาดกลัว
จักรพรรดิมนุษย์เป็นเจ้าเหนือหัวเพียงหนึ่งเดียวของเผ่ามนุษย์ยุคปัจจุบัน ทุกคนในที่นี้ล้วนรู้ดี เพียงแต่…ตลอดเวลาที่จักรพรรดิมนุษย์ขึ้นครองราชย์กว่าสามพันปี พระองค์ไม่เคยลงมือมาก่อน
ดังนั้นความเข้าใจของผู้คนเกี่ยวกับพลังของเจ้าเหนือหัว จึงจำกัดอยู่เพียงคำบรรยายสั้นๆ ในตำราโบราณเท่านั้น
เพราะผู้บำเพ็ญแทบทุกคนในที่แห่งนี้ไม่เคยเห็นเจ้าเหนือหัวองค์ที่สองมาก่อนในชีวิต
ประกอบกับการมีอยู่ของเทพชั้นสูง ทำให้ผู้คนดูแคลนระดับขั้นของเจ้าเหนือหัวโดยสัญชาตญาณ
จนกระทั่งถึงตอนนี้
“เจ้าเหนือหัว…”
“นี่คือพลังของเจ้าเหนือหัว!!”
“มหาขั้นเตรียมสู่เทวะเมื่อเทียบกับพระองค์ก็เปรียบเหมือนมดปลวก! หากเจ้าเหนือหัวทรงพลังเช่นนี้ แล้วเทพเจ้าจะ…”
เสียงสูดหายใจงมาจากทั่วทุกสารทิศ
สวี่ชิงมองจักรพรรดิมนุษย์ด้วยแววตาเยือกเย็น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นจักรพรรดิมนุษย์ลงมือ
“ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับหลี่จื้อหวา แต่ก็เป็นพลังของเจ้าเหนือหัวอย่างแท้จริง…”
สวี่ชิงพึมพำในใจ
เวลานี้ สีพระพักตร์จักรพรรดิมนุษย์ยังคงสงบนิ่งเช่นเคย พระองค์ทรงถือดวงตะวันแสงอรุณไว้ในพระหัตถ์ มององค์ชายสิบเอ็ดที่สีหน้ามืดครึ้ม
“สิบเอ็ดน้อย ยังมีอีกหรือไม่?”
จักรพรรดิมนุษย์เอ่ยเสียงราบเรียบ
“ข้าไม่รู้ว่าเขามีหรือไม่ แต่ข้ามี!”
เสียงเย็นชาดังขึ้นฉับพลันจากขอบแท่นบูชาด้านหลังจักรพรรดิมนุษย์
ในพริบตา สายตาทั้งหมดก็หันไปมองผู้พูด สายตาส่วนใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เพราะผู้ที่พูดนั้นไม่ใช่องค์ชายสิบเอ็ด หากแต่เป็น…องค์ชายสิบที่ยืนอยู่เคียงข้างองค์ชายใหญ่ องค์ชายสี่และองค์ห้า!
องค์ชายสิบซึ่งเข้าร่วมพิธบูชาบรรพชนอย่างกะทันหัน ก่อนหน้านี้ทำสีหน้าหวาดกลัวตลอดเวลา ราวกับว่าไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่
ทว่าตอนนี้ สีหน้าของเขากลับสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาของเขาสบประสานกับจักรพรรดิมนุษย์ที่หันพระพักตร์มา ขณะที่เขาพูด
จักรพรรดิมนุษย์ดูไม่ได้แปลกใจ
“ในที่สุดเจ้าก็ตัดสินใจจะต่อสู้กับเราแล้วหรือ เจ้ามีทางเลือกอื่นแท้ๆ”
องค์ชายสิบเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“จู่ๆ ท่านก็ขอให้องค์ชายที่ข้าสิงร่างอยู่เข้าร่วมพิธีบูชาบรรพชน ไม่ใช่ว่าจะล่อให้ข้าออกมาต่อสู้กับท่านด้วยหรือ?”
“ข้านั้นมีทางเลือกอื่น ทว่าคำสัญญาที่พวกเขาหยิบยื่นให้ ทำให้ข้าไม่มีทางเลือกอื่นอีก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฉันก็ขอทำตามความปรารถนาของพวกเขา และทดสอบพลังต่อสู้ของเจ้าก่อน”
เมื่อองค์ชายสิบพูดจบ ร่างกายของเขาก็พร่าเลือนไป ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยว กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมาจากร่างกายของเขาราวกับกำลังฟื้นคืนชีพขึ้นมา
ฟ้าดินเปลี่ยนสี ลมพายุโหมกระหน่ำ
กลิ่นอายนี้ปั่นป่วนเมฆหมอก ทำให้ดาราจักรพรรดิโบราณสั่นสะเทือน เช่นเดียวกับภายนอก
ภายใต้กลิ่นอายนี้ มหาขั้นหวนสู่อนัตตาสั่นสะเทือน มหาขั้นเตรียมสู่เทวะยังถูกสะกด เพราะนั่นคือ…กลิ่นอายของเจ้าเหนือหัว
พลานุภาพเทียบเท่าพลังที่จักรพรรดิแสดงออกมาเมื่อครู่
ท่าทีขององค์ชายสิบสงบลงในไม่กี่อึดใจ ใบหน้าเปลี่ยนไปกลายเป็นใบหน้าที่ต่างไปจากเดิม
ดวงตาข้างเดียวอยู่กึ่งกลางหว่างคิ้ว ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ
เฉกช่นเผ่ากลืนนภาทั้งสี่ที่ปรากฏตัวมาก่อนหน้านี้