ตอนที่ 948
บทที่ 948 เมื่อบุปผาของข้าเบ่งบาน ดอกไม้ทั้งปวงจะโรยรา
October 22, 2026
บทที่ 948 เมื่อบุปผาของข้าเบ่งบาน ดอกไม้ทั้งปวงจะโรยรา
วลีนี้ วันนี้…จักรพรรดิมนุษย์ตรัสออกมาหลายครั้งแล้ว
ทุกครั้งที่ได้ยินใจขององค์ชายสิบเอ็ดก็ยิ่งดำดิ่งลงเรื่อยๆ จนกระทั่งตอนนี้ จิตใจของเขาก็ตกต่ำลงอย่างควบคุมไม่ได้
เวลานี้สีหหน้าของเขาซีดเซียว ถอยร่นโดยสัญชาตญาณ ร่างกายสั่นเทา ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน และความเหลือเชื่อ
ทว่าจักรพรรดิมนุษย์ยังคงสงบเยือกเย็น ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดๆ
ไม่ว่าองค์ชายสิบเอ็ดจะทำอะไร งัดไพ่เด็ดอะไรออกมา หรือใช้กลยุทธ์ใดๆ ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นเพียงเรื่องตลกสำหรับจักรพรรดิมนุษย์
ดังนั้น จักรพรรดิมนุษย์จึงไม่สั่งให้ผู้ใดไปกำราบองค์ชายสิบเอ็ด ปล่อยให้เขาทำตามใจชอบ
เห็นได้ชัดว่าในสายตาของพระองค์ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเด็กน้อยที่กำลังงอแงต่อหน้าพ่อแม่เท่านั้น
หากพ่อแม่ไม่สนใจและปล่อยให้เด็กน้อยร้องโวยวายต่อไป ร้องไห้จนสุดท้ายความเคียดแค้นมลายหายไป สุดท้ายแล้วลูกน้อยก็จะกลับมาเป็นเด็กดีดังเดิม
แต่หากพ่อแม่ไม่พอใจ เด็กน้อยก็ต้องได้รับบทลงโทษ ถูกพ่อแม่สั่งสอน
เมื่อได้รับบทเรียนแล้ว ลูกที่รู้จักกลัวก็จะกลับมาเป็นเด็กดี
ส่วนศัตรูภายนอกที่ลูกน้อยเรียกมา ไม่ได้สลักสำคัญ เพราะเป็นเพียงเหยื่อล่อ ไม่ว่าจะดาหน้ามามากน้อยเพียงใด แค่ฟาดทีเดียวก็สิ้นเรื่อง
ท่าทีและสายตาเช่นนี้ ทำให้องค์ชายสิบเอ็ดแทบจะหายใจไม่ออก
เขารู้สึกอึดอัด เหมือนมีบางอย่างอัดแน่นอยู่ในอก ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสลายไป
ความรู้สึกหมดสิ้นกำลังที่อธิบายไม่ได้เติบโตขึ้นจากจิตใจที่แตกสลายนั้น แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย และในที่สุดก็กลายเป็นเลือดที่พ่นออกจากปากเขา
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้…”
“ท่านเป็นเจ้าเหนือหัวขั้นสูงสุดได้อย่างไร…”
“เหตุใดคำสาปถึงใช้ไม่ได้ผล…”
การเตรียมการทั้งหมดของเขากลายเป็นเรื่องไร้สาระต่อหน้าอีกฝ่าย
เขาอุตส่าห์แลกทุกอย่างเพื่อร่วมมือกับต่างเผ่า แต่แล้วก็ถูกทำลายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวโดยอีกฝ่ายหนึ่ง
สิ่งของต่างๆ ของเขา ตั้งแต่ภาพวาดแห่งความแค้นจนถึงคำสาปเลือด กลายเป็นเพียงของเล่นทั้งสิ้น
จักรพรรดิมนุษย์ยืนอยู่ตรงนั้น
ดั่งภูผาที่ค้ำจุนสวรรค์!
ตราบใดที่โค่นพระองค์ลง โลกมนุษย์ก็จะไม่ล่มสลาย!
ความรู้สึกนี้รุนแรงอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่คุกรุ่นในใจขององค์ชายสิบเอ็ดเท่านั้น แต่ยังฝังแน่นอยู่ในใจของขุนนางทั้งหลายและประชาชนในเมืองหลวงจักรพรรดิอีกด้วย
ทว่า องค์ชายสิบเอ็ดยังคงไม่ยอมแพ้
ดวงตาของเขาแดงก่ำ จ้องมองจักรพรรดิมนุษย์แน่นิ่ง ภายใต้สายตาที่สงบเยือกเย็นของจักรพรรดิมนุษย์ หัวใจของเขากลับลุกโชนราวกับไฟ ในที่สุดเปลวไฟก็ปะทุออกมาทั่วร่าง กัดกินจิตใจของเขา
มอืขวาของเขายกขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วชี้ไปข้างหน้า
ในทันใดนั้น ภาพวาดโบราณก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา!
ในภาพวาดนั้น มีหญิงสาวผู้หนึ่ง
นางสวมชุดสีน้ำเงินเรียบง่าย ดูสง่างาม ผมของนางไม่มีเครื่องประดับใดๆ ใบหน้าของนางงดงาม ดวงตาฉายแววฉลาดหลักแหลม มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มแฝงเจือด้วยความขี้เล่น
เมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์แล้ว นางไม่ได้สวยโดดเด่น ทว่าต้องยอมรับว่าเป็นผู้หญิงที่มีบุคลิกโดดเด่น ดวงตาของนางดูมีประกาย สามารถสัมผัสได้ถึงความร่าเริงในตัวนางผ่านภาพวาด
นี่คือภาพวาดที่แขวนอยู่ที่จวนหนิงเหยียน เป็นภาพวาดขององค์ชายสิบเอ็ดและพระมารดาของหนิงเหยียน!
ใครเป็นผู้วาดภาพนี้ไม่ทราบได้ แต่วาดได้อย่างมีชีวิตชีวา แม้แต่ภาพสะท้อนในดวงตาก็ยังถูกวาดออกมา
แม้จะดูพร่าเลือน แต่จากโครงร่างแล้ว ดูเหมือนว่าในดวงตาของนางจะมีภาพสะท้อนของแท่นบูชาอยู่…
เมื่อมองภาพวาดอีกครั้ง สวี่ชิงรู้สึกปลดปลง ทันใดนั้นสายตาก็ตกลงบนภาพสะท้อนของแท่นบูชาที่เลือนลางในดวงตาของหญิงสาวในภาพ ให้ความรู้สึกคุ้นตาแก่เขา
ทันใดนั้นเอง ดวงตาของสวี่ชิงก็เบิกกว้าง
แท่นบูชานั้นเป็นรูปห้าเหลี่ยม ดู…คล้ายกับแท่นบูชาที่เขาทำลายไปก่อนหน้านี้มาก
ฉากนี้ทำให้สวี่ชิงตกใจ
“เสวียนจั้น!”
องค์ชายสิบเอ็ดคำรามด้วยความโกรธแค้น ใบหน้าบิดเบี้ยว ร่างกายของเขาในขณะนั้นพร้อมที่จะปะทะกับทุกสิ่ง มองจักรพรรดิมนุษย์ด้วยสายตาคั่งแค้น
จักรพรรดิมนุษย์เงียบไป พระองค์เบือนสายตาจากองค์ชายสิบเอ็ดมองไปยังภาพวาด จ้องมองหญิงสาวในภาพวาด พระพักตร์ฉายแววผันผวนเล็กน้อย ความทรงจำผุดขึ้นในแววตา
“เสวียนจั้น นี่คือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ข้าเตรียมไว้ให้ท่าน!”
เสียงขององค์ชายสิบเอ็ดดังก้องราวกับใบมีดที่กำลังจะตัดผ่านฟากฟ้า
“ทุกสิ่งที่ข้าทำในวันนี้ ไม่ว่าจะร่วมมือกับต่างเผ่า หรือเสียสละทุกอย่าง ก็เพื่อล้างแค้นให้เสด็จแม่ของข้า!”
“ข้าไม่สนใจเผ่าพันธุ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่สนใจหลักธรรมใดๆ และข้าก็ไม่ต้องการตำแหน่งองค์ชาย ข้ารู้ว่าการกระทำของข้าจะถูกคนมากมายดูหมิ่นและเกลียดชัง แต่ข้า…ไม่สนใจอีกแล้ว!”
“ไม่ว่าสวรรค์จะล่มสลาย เผ่าพันธุ์จะสูญสิ้นก็ช่าง ข้าไม่สนใจ! ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้สิ่งเดียวที่ข้าปรารถนาคือการสังหารท่าน!”
เสียงขององค์ชายสิบเอ็ดดังก้องกังวานไปทั่วทุกทิศ ไอเลือดกระจายไปทั่ว
“วันนี้ที่นี่ ข้าหนิงชางขอถามขุนนางเผ่ามนุษย์ทุกคน!”
“ดวงตะวันแสงอรุณ พวกท่านทราบดีว่าแม้จักรพรรดิมนุษย์จิ้งอวิ๋นจะเป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ แต่ผ่านมากี่หมื่นปีก็ยังไม่มีการพัฒนาใดๆ ความคืบหน้าเชื่องช้ายิ่ง”
“เป็นเสด็จแม่ของข้าที่สร้างโครงสร้างภายในทั้งหมดของดวงตะวันแสงอรุณขึ้นมา ด้วยพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมของนาง ด้วยร่างกายมนุษย์ธรรมดาของนาง!”
“เป็นเสด็จแม่ของข้าที่สละอายุขัยและพลังชีวิต เพื่อเผ่ามนุษย์ เพื่อจักรพรรดิมนุษย์ เพื่อพวกเจ้า…ทำให้ดวงตะวันแสงอรุณเกิดขึ้นเร็วขึ้นอย่างน้อยสามหมื่นปี!”
“เป็นเสด็จแม่ของข้า ที่เลื่อนขั้นการศึกษาเทพเจ้าของจวนรังสรรค์ ให้เทียบเท่ากับเผ่าพันธุ์ทรงพลัง!”
“เป็นเสด็จแม่ของข้า ที่ซ่อมแซมและเสริมสร้างเผ่ามนุษย์เผ่ามนุษย์ให้อยู่ในขั้นสูงสุด ปกป้องพวกเจ้าทุกคน!”
“แต่…จุดจบของนางเป็นอย่างไร?”
“จุดจบของนางคือกลายเป็นสารอาหารบำรุงของจักรพรรดิมนุษย์!!”
“กลายเป็นสารอาหารบำรุงให้กับจักรพรรดิมนุษย์ที่พวกเจ้าทุกคนยกย่องนักหนา!”
“เสวียนจั้น พรสวรรค์ของท่านธรรมดา ท่านได้สละตัวเองเพื่อเป็นเจ้าเหนือหัวต่างแดน แต่หลังจากนั้นท่านก็คลุ้มคลั่ง ละโมบในพรสวรรค์ของเสด็จแม่ข้า จนไม่สนใจความสัมพันธ์คู่ฝึกเต๋า กลืนกินนางเข้าไป!!”
“ท่านไม่คู่ควรแก่การเป็นจักรพรรดิมนุษย์ ไม่คู่ควรแก่การเป็นสามี ไม่คู่ควรแก่การเป็นบิดา!!”
องค์ชายสิบเอ็ดหัวเราะเยาะ เสียงของเขาแผ่กระจายไปทั่วทุกทิศ ขุนนางต่างเงียบงัน
จักรพรรดิมนุษย์หลับตาลง
แม้ว่าเสี่ยวชิงจะไม่เคยได้พบกับมารดาของหนิงเหยียนโดยตรง แต่ในช่วงหลายปีที่อยู่ในดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิแห่งนี้ เขาก็ได้ยินเรื่องราวของนางจากปากของหนิงเหยียนมาบ้าง
แม้ว่าหนิงเหยียนจะไม่ได้เล่าให้ฟังมากนัก แต่จากคำพูดเพียงน้อยนิด เขาก็สัมผัสได้ถึงความงดงามราวกับเทพธิดาของนาง
ทว่า…เมื่อนางสิ้นพระชนม์ พระนามและเรื่องราวของพระมเหสีผู้เป็นที่รักยิ่งของจักรพรรดิมนุษย์ก็กลายเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง