ตอนที่ 76
บทที่ 332 สภาพอากาศเปลี่ยนแล้ว
October 28, 2026
หยางยี่ยิ้ม ยันตัวลุกขึ้นพลางลูบหัวเถียนเถียนเบา ๆ ก่อนจะหันไปหาลุงเจียจือ “ลุงเจียจือ ช่วงที่ผมไม่อยู่ฝากลุงดูแลภรรยากับลูกสาวผมด้วยนะครับ ไม่นานพวกเราก็กลับมาแล้ว พวกลุงก็...ระวังตัวด้วยนะครับ”
ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นจะย้อนกลับมาแล้วฉวยโอกาสตอนที่ตนกับเสี่ยวเจี๋ยไม่อยู่บุกเข้ามาอีกหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้นจริงล่ะก็คงเป็นปัญหาใหญ่แน่
แต่หมู่บ้านหลงหัวค่อนข้างห่างไกล แถมคนอื่น ๆ ก็ไม่รู้จักที่นี่ คงจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอก
“พวกแกก็เหมือนกัน รีบกลับมา ระวังตัวด้วย”
ลุงเจียจือยังคงนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเดิมพร้อมกับห่มผ้าห่มหนังหนาเตอะ โบกไม้โบกมือให้พวกเขา
“เสวี่ยเอ๋อ พวกเราไปแล้วนะ”
ท่ามกลางพระอาทิตย์ตกหยางยี่โบกมือให้พวกเขาทั้งสามคน ก่อนจะหันหลังเดินตามตวนมู่เจี๋ยและคนอื่น ๆ เดินกลับออกจากหมู่บ้านหลงหัวไป
เสิ่นเสวี่ยยังคงยืนอยู่ตรงนั้น พาเถียนเถียนยืนอยู่ตรงประตูบ้านอย่างเงียบ ๆ มองแผ่นหลังของพวกหยางยี่ด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์จนพวกเขาค่อย ๆ ลับหายไปแล้วเธอถึงได้เบือนสายตาและพาเถียนเถียนกลับเข้าไปในบ้าน
หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่นและผ่านไปได้ด้วยดี
เสิ่นเสวี่ยแอบอธิษฐานในใจ
บนรถออฟโรดมีคนหลายคนนั่งอยู่บนนั้น
“คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์ข้างแรม เป็นเวลาที่โบราณสถานจะถูกเปิดออก คิดว่าคนที่ได้ยินเรื่องนี้และแห่มาต้องมีจำนวนไม่น้อยแน่ ๆ”
“ตอนนั้น กลุ่มคนที่คอยเฝ้าอยู่หน้าประตูโบราณสถานคงไม่ได้มีแค่พวกเราแน่นอน ฉะนั้นพวกเราอาจเกิดการปะทะกันกับพวกเขาก็เป็นได้”
ตวนมู่เจี๋ยพูดกับทุกคนด้วยเสียงหนักแน่น “ในเมื่อทุกคนต่างกำลังมุ่งหน้าไปที่โบราณสถาน ฉะนั้นพวกเราจำเป็นต้องรักษาพละกำลังของพวกเราและทำให้สภาพร่างกายแข็งแรงเข้าไว้ ดังนั้นดีที่สุดให้พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและปะทะกับพวกเขา พยายามหลีกเลี่ยงเรื่องพวกนี้ให้ได้มากที่สุด”
“แบบนี้พวกเราถึงจะสามารถรักษาร่างกายให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงได้ และบางทีอาจเข้าไปถึงโบราณสถานได้เร็วขึ้นด้วย”
คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์ข้างแรม พระจันทร์เต็มดวงลดเหลือเพียงครึ่ง ทำให้ท้องฟ้าดูแปลกไป
เมื่อถึงตอนนั้นข้างในโบราณสถานคงจะมีคนจำนวนมาก และคิดว่าคนเหล่านั้นก็คงรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ฉะนั้นพวกเขาคงเตรียมตัวมาอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนที่มาระดับฝีมือคงไม่ธรรมดา ฉะนั้นจึงไม่เหมาะที่จะปะทะกันอยู่นอกโบราณสถาน
“เสี่ยวเจี๋ย ฉันอยากรู้จริง ๆ นะว่าข้างในโบราณสถานมันมีของล้ำค่าอะไรอยู่กันแน่ ถึงสามารถดึงดูดความสนใจผู้คนได้มากมายขนาดนี้”
“ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังยอมสละชีวิตคนนับพันนับหมื่น ยอมทุ่มจ่ายหมดตัวเพื่อให้ได้สิ่งล้ำค่าอันนี้ไปครอง”
“ของพวกนั้นมันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ”
คำถามที่หยางยี่ถามก็เป็นคำถามที่เขาสงสัยมาตลอดเช่นกัน เขาไม่เข้าใจว่าข้างในโบราณสถานนั้นมีสิ่งลึกลับอะไรอยู่กันแน่ถึงทำให้ผู้คนมากมายต่างอยากได้อยากครอบครองจนบ้าคลั่งขนาดนี้ แม้แต่กษัตริย์ของประเทศอย่างเซี่ยอู๋จุนก็ยังคลั่งไคล้ในเรื่องนี้มากจนไม่ลังเลที่จะใช้เล่ห์กลเพื่อให้ได้หล่อแกเฉียนคุน
หรือว่าข้างในโบราณสถานจะมีของที่ทำให้ผู้คนเดือดดาลได้ขนาดนี้จริง ๆ จนเกินความรู้ความเข้าใจของผู้คนในยุคปัจจุบันอย่างนั้นเหรอ
แต่ถ้าข้างในโบราณสถานมีของที่เหนือความคาดหมายเกินกว่าที่คนยุคปัจจุบันจะเข้าใจได้ซ่อนอยู่จริง ๆ แล้วของพวกนั้นปรากฏขึ้นมาได้ยังไง การปรากฏตัวของพวกมันสมเหตุสมผลหรือเปล่า
หรือว่าของพวกนั้นถูกคนในสมัยโบราณเอาไปวางไว้ด้านใน หรือว่ามันปรากฏตัวขึ้นมาเองจริง ๆ
หยางยี่หัวเสีย เขาเองก็คิดอะไรไม่ออกเลยเหมือนกัน
“พี่ยี่ อันที่จริงข้างในโบราณสถานนั้นมีอะไรอยู่พวกเราก็ไม่รู้จริง ๆ เพียงแต่สิ่งที่เรารู้อยู่ในตอนนี้คือ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในโบราณสถานไม่ใช่ของในยุคสมัยพวกเรา และไม่ใช่แม้กระทั่งเสินโจวที่มีประวัติศาสตร์และอารยธรรมมานานนับหลายพันปีด้วย ดังนั้นพวกเราจึงต้องสืบหาค้นคว้าเรื่องนี้”
“หนึ่ง มาเพื่อดูว่าของที่อยู่ข้างในโบราณสถานมันคืออะไรกันแน่ สอง คือไม่อยากให้สิ่งของในโบราณสถานแห่งนี้ตกไปอยู่ในมือของพวกที่มีเจตนาไม่ดี ถ้าถึงตอนนั้น เกรงว่าเสินโจวคงต้องพบกับหายนะครั้งใหญ่แน่”