ตอนที่ 113
บทที่ 369 แผนซ้อนแผน
October 28, 2026
หยางยี่พยักหน้า เขามองหน้าทุกคนแล้วพูดช้า ๆ ว่า “อันที่จริงผมก็ไม่มั่นใจหรอกว่าคิดแบบนี้ถูกหรือเปล่า มันก็แค่การคาดเดาอย่างหนึ่งของผมเท่านั้น ผมคิดว่าเหตุผลที่อีกฝ่ายไม่รีบโจมตีก็เพราะพวกเขากังวลว่าสุดท้ายพวกเราจะต่อสู้กันจนตายไปด้วยกันทั้งสองฝ่ายเหมือนมัจฉาตายตาข่ายขาด ซึ่งก็คือหมาจนตรอกนั่นเอง เวลาที่หมามันจนตรอกมันจะแว้งกัดเอาได้ ผมเดาว่าพวกเขาไม่ได้กลัวกองกำลังของพวกเราแต่กลัวอาวุธหนักที่อยู่ข้างเราพวกเรามากกว่า พวกคุณลองคิดดูว่าถ้าพวกเขาบุกโจมตีเข้ามารวดเดียวจริง ๆ พวกเราจะยังมีพลังหลงเหลืออยู่อีกเหรอ”
“ก็เหมือนอย่างที่อานั่วจื่อพูดไว้ก่อนหน้านี้ ว่าถ้าผมไม่กลับมาพวกเขาก็พร้อมที่จะใช้อาวุธหนัก เพราะฉะนั้นถึงพวกเขาจะบุกโจมตีเข้ามา พวกเราก็คงไม่มีอะไรจะเสียแล้ว และถ้าถึงตอนนั้นคนที่ต้องเสียใจภายหลังก็คงจะเป็นพวกเขา”
หยางยี่พูดอย่างช้า ๆ
หลังจากทุกคนฟังหยางยี่พูดจบ ทุกคนก็เข้าใจขึ้นมาทันที ที่แท้ก็เป็นเพราะแบบนี้นี่เอง คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายก็ฉลาดมากไม่เบาเหมือนกัน
เพราะเมื่อคิดอย่างละเอียดดูแล้วมันก็นับว่ามีเหตุผลอยู่
เพราะถ้าหากจี้โจวกับเฟิงเย่โจวร่วมมือกันและตั้งใจจะเข้ายึดเมืองหลิงเป่ยจริง ๆ เป้าหมายต่อไปของพวกเขาคงจะมุ่งหน้าไปทางใต้ตรงไปยังเมืองหลวงของเสินโจว และผู้คนในเสินโจวก็คงไม่ใช่ลูกแกะที่จะยืนรอให้พวกเขาเชือดได้ง่าย ๆ ถ้าถึงตอนนั้นในระยะเวลาอันสั้นเสินโจวคงจะขนเอาอาวุธหนักออกมาโจมตีใส่จี้โจวกับเฟิงเย่โจวอย่างแน่นอน และเป้าหมายคงไม่ได้อยู่ที่กองกำลังทหารของพวกเขา แต่เป็นเมืองหลักของพวกเขาต่างหาก
ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่ามัจฉาตายตาข่ายขาด เพราะถ้าถึงตอนนั้นเสินโจวอยู่ต่อไปไม่ได้ พวกเขาจะยังเหลือของพวกนี้เอาไว้อีกทำไม จะเอาไว้มอบเป็นของขวัญให้พวกเขาหรือยังไง
ฉะนั้นหากไม่ใช่ช่วงเวลาวิกฤตสุดท้ายจะเอาออกมาใช้ง่าย ๆ ไม่ได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นความหายนะที่ตามมามันมากเกินกว่าจะจินตนาการได้
“ฉันเข้าใจแล้ว แบบนี้ก็เท่ากับว่าพวกเขาอยากจะทำสงครามยืดเยื้อกับเราและปล่อยให้พวกเราล้มตายกันไปเองใช่ไหม”
เฉินโม่หัวเราะเย้ยหยัน สีหน้าของเขาตอนนี้ดูเย็นชาสุด ๆ อีกฝ่ายไม่ยอมเคลื่อนไหวแบบนี้มันก็เหมือนจับกบต้มในน้ำอุ่น เล่นสงครามพร่ากำลังกับเรา
ถ้าหากเป็นนักรบธรรมดาถูกศัตรูตีพ่ายและยึดครองเมืองสามเมืองรวดในคราวเดียวแบบนี้ เกรงว่าคงไม่หลงเหลือจิตวิญญาณในการต่อสู้ หัวใจคงสลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว
แต่กองกำลังที่เฝ้าระวังอยู่ที่เมืองหลิงเป่ยไม่ใช่กองกำลังธรรมดา เพราะนี่คือกองกำลังสายฝนของอานั่วจื่อกับกองพิทักษ์เสินอู่ของหยางยี่ กองกำลังทั้งสองกองนี้ไม่ใช่ธรรมดา พวกเขาเป็นกองกำลังที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของราชาสวรรค์ ยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งกล้าหาญ และนี่คือจุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดของทั้งสองกอง
จิตวิญญาณของทั้งสองกองทัพไม่เคยสั่นคลอน ต่อให้ตายก็ต้องตายในสนามรบ ดังนั้นทหารทุกคนในกองกำลังต่างจดจำสิ่งนี้เอาไว้ขึ้นใจ และยึดถือสิ่งนี้เป็นหลัก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูพวกเขาจึงปราศจากความกลัว เลือดที่กำลังแผดเผาพลุกพล่านในร่างกายสาบานว่าจะปกป้องเสินโจวจนตาย
เพียงแต่เป็นเพราะครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายมีการเตรียมพร้อมมาอย่างดี สงครามโหมกระหน่ำและรุกรานเข้ามาอย่างรุนแรง ฉะนั้นทั้งสองกองทัพจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องต่อสู้และถอยออกมาเรื่อย ๆ
“พวกมันไม่รีบร้อน แล้วพวกเราจะรีบร้อนไปทำไม ในเมื่อพวกมันตั้งใจจะปล่อยให้พวกเราเฉาตาย ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็จะเล่นกับพวกมันด้วย อยากจะรู้นักว่าใครจะทนไม่ไหวก่อนกัน”
หยางยี่จุดบุหรี่ขึ้นสูบอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะสูดเข้าไปเฮือกใหญ่ พลางหันไปมองหยางหลิ่วด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม
“ในบรรดาสามสิบหกกลยุทธ์ กลยุทธ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือกลยุทธ์แผนซ้อนแผน จะลองดูก็ได้”
เมื่อได้ยินแบบนั้นหยางหลิ่วก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเบา ๆ และไม่ได้คัดค้านอะไร
อันที่จริงแล้วตั้งแต่หยางยี่เริ่มวิเคราะห์การเคลื่อนไหวและความคิดของอีกฝ่าย เขาก็เดาได้แล้วว่าต่อไปหยางยี่จะทำอะไรต่อไป เพียงแต่ว่าวิธีการนี้ต้องแบกรับผลที่จะตามมากภายหลัง เพราะไม่ใช่ว่าจะไม่มีการสูญเสียเลย ตรงกันข้ามถ้าหากล้มเหลวขึ้นมาผลที่จะตามมาภายหลังนั้นช่างน่ากลัวเกินกว่าที่จะสามารถแบกรับได้ไหว
ถ้าหากล้มเหลว เมืองหลิงเป่ย เมืองสุดท้ายในดินแดนทางเหนือคงได้มีการเปลี่ยนมืออย่างแน่นอน
หยางหลิ่วหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดต่อว่า “มีความเสี่ยงสูง ไม่รับประกันว่าจะไม่เกิดการสูญเสีย เพียงแต่ว่าตอนนี้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดและพวกเขาคงไม่คิดสงสัย อัตราความสำเร็จของแผนนี้สูงถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง”