ตอนที่ 3
ตอนที่ 301
October 22, 2026
ตอนที่ 301 บังสวรรค์(III) จางหยูไม่ได้เสียเวลาพูดถึงกายาศักด์ิสิทธ์ิมากนัก ไม่นานเขาก็บอก ว่ากลุ่มของเย่ฟ่ านและผังป๋ อ ได้ถูกกลุ่มผู้บ่มเพาะพากลับไปยังถ้ำ วิญญาณ ซึ่งเป็นหนึ่งในหกถ้ำสวรรค์ของประเทศหยาน จางหยูบอก ว่ามันคือดินแดนอมตะ มันคือโลกอันวิเศษที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ผู้คนที่ฟังอยู่ คิดภาพไม่ออกเลยว่า มีโลกที่วิเศษแบบนั้นอยู่ในโลก ได้ยังไง ถ้ำวิญญาณที่ผู้อาวุโสอู่ฉิงเฟิง เย่ฟ่ านและผังป๋ อไป มันทำให้ผู้คนเริ่ม ครุ่นคิดเกี่ยวกับมัน นอกจากนี้คำพูดระหว่างผู้อาวุโสอู่ฉิงเฟิงกับเย่ฟ่ าน และผังป๋ อเองก็ ทำให้ทุกคนสงสัย “บนฝ่ามือมีฝุ่นอยู่นับไม่ถ้วน? ฝุ่นคือโลกอันกว้างใหญ่? ฝุ่นหนึ่ง เม็ด ต้นหญ้าหนึ่งใบ ต้นไม้หนึ่งต้น พวกมันล้วนแล้วแต่เป็นโลก หนึ่งใบ? มันหมายความว่ายังไง ?” จากการฟังเรื่องเล่านี้ พวกเขา รู้สึกว่ากำลังฟังตำราอันศักด์ิสิทธ์ิอยู่ก็ไม่ปาน แม้ว่าคำพูดมันจะ เข้าใจง่าย แต่พวกเขากลับไม่เข้าใจความหมายของมัน โชคดีที่จางหยูได้พูดเรื่องลึกลับพวกนั้นต่อ ไม่นานเขาก็พูดถึงส่วน ที่สำคัญที่สุด การบ่มเพาะ ! “บนโลกมีฝุ่นอยู่นับไม่ถ้วน และฝุ่นทุกเม็ดก็คือโลก ก็คล้ายกันกับ ร่างกายของพวกเรา ที่แม้จะมองไม่เห็น แต่กลับประกอบไปด้วย ‘ประตู’ มากมาย เหมือนกับฝุ่นในโลกนี้ ร่างกายเล็ก ๆ ของพวกเขา กลับแฝงไปด้วยประตูมากมายจนนับไม่ถ้วน หากเปิดประตูเหล่านี้ อย่างต่อเนื่อง ก็จะค้นพบ ‘ตัวตนที่แท้จริงของเรา’ และนี่คือการบ่ม เพาะ” “เวลานั้นไร้ปราณี แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ต้นไม้เองก็มีวงจรของ มัน และร่างกายของเราก็มีกงล้อชีวิต การบ่มเพาะนั้นเริ่มขึ้นจากกง ล้อแห่งชีวิตของร่างกายคน กงล้อชีวิตได้หลอมรวมกับทะเลขมขื่น การบ่มเพาะกงล้อชีวิตก็เท่ากับการบ่มเพาะทะเลขมขื่น การเริ่มต้น การบ่มเพาะก็คือการรับรู้ถึงกงล้อชีวิต มีแค่การรับรู้กงล้อชีวิตเท่านั้น ที่จะก้าวเข้าสู่การบ่มเพาะได้” ตำแหน่งกงล้อชีวิต ที่แท้ก็คือตันเถียนของมนุษย์ ทุกคนต่างก็ตกตะลึง ตันเถียนจริง ๆ แล้วอยู่ในกงล้อแห่งชีวิต ซึ่งก็ คือแก่นชีวิตของมนุษย์ มันน่าเสียดายที่ตลอดหลายปีมานี้ ไม่มีใครเคยได้ยินเรื่องกงล้อชีวิต จึงเป็นธรรมดาที่ไม่มีใครรับรู้ถึงมันได้ “บางทีข้าอาจจะไม่เหมาะกับวิธีบ่มเพาะโบราณ…” ไม่มีใครสงสัย ในคำพูดของจางหยู พวกเขาได้แต่คิดถึงเหตุผลของตัวเอง “หากไม่ มีวิธีการบ่มเพาะที่เจาะจง เราคงไม่อาจจะสัมผัสถึงกงล้อชีวิตได้….” อันที่จริงสิ่งที่เรียกว่ากงล้อชีวิต ทะเลขมขื่นต่างก็ถูกแต่งขึ้นมาโดยจางหยู มันคือเนื้อหาของบังสวรรค์ มันไม่ได้มีอยู่จริง พวกเขาจะรับรู้ถึงมันได้ยังไง ?แต่จากการฟังคำพูดของจางหยู หลายคนก็อดคิดไม่ได้ “เจ้าสำนักรู้รายละเอียดอย่างชัดเจน เจ้าสำนักเองก็รู้ถึงวิธีการบ่มเพาะโบราณรึ ?แม้แต่เจ้าสำนักก็รับรู้ได้ถึงกงล้อชีวิตรึ ?”แม้แต่พวกขอบเขตหลี่ซวนอย่างหลินจื้อเป่ ยและคนอื่น ๆ ต่างก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยโจวถิงและเฉาซย๋งจดจำทุกคำพูดที่จางหยูพูดมาให้ขึ้นใจคนอื่นอาจจะรับรู้ถึงกงล้อชีวิตไม่ได้และก็ยอมแพ้ไป แน่นอนว่าพวกเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก แต่โจวถิงกับเฉาซย๋งนั้นต่างออกไปพวกเขาอยากจะรู้ถึงการบ่มเพาะในอดีต และเชื่อว่ามันมีอยู่จริง พวกเขาไม่ได้สงสัยใด ๆ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือวิธีการบ่มเพาะ“ชีวิตมนุษย์และกงล้อชีวิตถูกใช้ไปอย่างต่อเนื่อง เวลานั้นจะทิ้งร่องรอยเอาไว้เหมือนกับวงแหวนบนต้นไม้ ตอนที่ร่างกายมนุษย์แก่ตัวลง กงล้อชีวิตเองก็เต็มไปด้วยรอยแผลแห่งกาลเวลา จากนั้นวงจรนี้จะพังลงโดยสิ้นเชิง”หลังจากที่จางหยูสอนวิธีพื้นฐานการบ่มเพาะเสร็จ โจวถิงก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา “ท่านเซียน ท่านรับรู้ถึงกงล้อชีวิตได้หรือไม่ ?”เมื่อได้ยินคำถามนั้น ทุกคนต่างก็พากันสงสัยขึ้นมา อู่ฉิงฉวน, หลินจื้อเป่ ยและคนอื่น ๆ ต่างก็มองไปที่จางหยูด้วยความสงสัยเมื่อรับรู้ได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่มองมา จางหยูก็หัวเราะออกมา“เป็นธรรมดา”บังสวรรค์คือเรื่องราวเมื่อสามแสนปีก่อน เนื่องจากมันเป็นประวัติ-ศาสตร์ มันก็เป็นธรรมดาที่ควรจะทดสอบ หากกงล้อชีวิตนี้เป็นของปลอม มันก็ไม่มีใครรับรู้ถึงมันได้ เจ้าสำนักสามารถหลอกทุกคนได้งั้นรึ? ดังนั้นจางหยูจึงไม่ลังเลที่จะตอบทุกคน เขาไม่ได้รับรู้อะไรเกี่ยวกับกงล้อชีวิต แต่เขามีสายตามองทะลุขึ้นสูง ที่มองออกว่าคนเราอายุเท่าไหร่และเข้าใจข้อมูลของอีกฝ่ายได้ทันที“งั้นท่านเซียน ท่านรู้หรือไม่ว่ากงล้อชีวิตของผู้น้อยเป็นยังไง ?” โจวถิงถามออกมาด้วยความกดดันและเคารพคนอื่น ๆ เองก็มองมาที่จางหยูด้วยความคาดหวัง“813 ปี” จางหยูยิ้มและมองไปที่โจวถิง “ดูจากร่องรอยบนกงล้อชีวิตแล้ว เจ้าอายุได้ 813 ปี ถูกต้องรึไม่ ?”โจวถิงตาเบิกกว้างเพราะความตกตะลึงเมื่อเห็นสีหน้าของโจวถิง ทุกคนต่างก็รู้ว่าจางหยูพูดถูกพวกเขารู้สึกแปลกใจกับข้อมูลนี้ โจวถิงไม่ได้ดูแก่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นสัตว์ประหลาดเฒ่าที่อยู่มาถึง 813 ปี !“ท่านเซียน แล้วเราล่ะ ?” บางทีเพราะความสามารถที่จางหยูแสดงออกมานั้นดูประหลาดเกินไป แม้แต่คนกลุ่มของหลินจื้อเป่ ย ก็อดไม่ได้ที่จะเปิดปากถามออกมา