ตอนที่ 51
ตอนที่ 349 ปลดเปลื้องภาระ
October 22, 2026
ตอนที่ 349 ปลดเปลื้องภาระ จางหยูเดาเอาไว้แล้วว่า ชะตากรรมของเหล่าสัตว์อสูรขอบเขตตุ้น ซวนจะเป็นยังไง หลังจากที่เฉินกูโกรธ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจจะห้าม เฉินกู ปัญหานี้เผ่าสัตว์อสูรต้องแก้ไขกันเอาเอง หลังจากที่กลับมายังสำนักคังเฉียง จางหยูก็เรียกภารกิจออกมาดู เพื่อ ตรวจสอบความก้าวหน้า [ภารกิจรองที่ 7 : กลุ่มอาจารย์ (รับพวกขอบเขตตุ้นซวนหรือสูงกว่า มาเป็นอาจารย์ ความก้าวหน้า 8/10)] ราชาสัตว์อสูร ซู่เหยียนและสัตว์อสูรขอบเขตตุ้นซวนทั้งหกตัว ตอนนี้จำนวนอาจารย์ขอบเขตตุ้นซวนของสำนัก ขาดอีกแค่ 2 คนก็ จะครบข้อกำหนด สิ่งเดียวที่น่าเสียดายก็คือ 7 จาก 8 เป็นสัตว์อสูร และมีมนุษย์อยู่เพียงคนเดียวซึ่งก็คือซู่เหยียน จางหยูยิ้มออกมา “เฉินกูผู้นี้คือดาวนำโชคของข้าจริง ๆ !” รู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดี ที่รับพวกระดับสูงสุดของสัตว์อสูร เข้ามายังสำนัก นอกจากนี้เฉินกูยังช่วยให้เขาได้ทักษะสร้างร่างเทียม ขึ้นมาด้วย ที่สำคัญกว่านั้นคือ ด้วยความช่วยเหลือจากเฉินกู แม้ว่าพวกระดับ สูงสุดของมนุษย์ทั้งสี่ หรือเผ่ามังกรจะมาที่นี่ เขาก็ไม่กลัว ! “เมื่อข้าร่วมมือกับเฉินกูแล้ว มันก็ไม่มีใครในโลกที่ข้าไม่อาจจะ เทียบได้” จางหยูมั่นใจอย่างมาก “นอกซะจากว่า พวกระดับสูงสุดทั้งสี่ของมนุษย์กับราชามังกรร่วมมือ กัน ไม่งั้นก็ไม่มีใครเป็นภัยต่อสำนักคังเฉียงได้ !” พวกระดับสูงสุด ทั้งสี่ของมนุษย์กับราชามังกรร่วมมือกัน มันเป็นไปได้ด้วยรึ ? นี่ไม่ต้องพูดถึงการที่ทั้งสี่ จะเชื่อใจราชามังกรหรือไม่ แม้ว่าพวกเขา จะเชื่อ แต่ด้วยเกียรติของราชามังกรแล้ว เกรงว่าคงไม่มีทางให้ความ ร่วมมือกับทั้งสี่คนแน่ ตอนที่เฉินกูกับสัตว์อสูรกลับไปแล้ว จางหยูก็ได้เคลื่อนย้ายกลับขึ้น ไปในอากาศ และทำการบ่มเพาะต่อ เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าระดับ การบ่มเพาะของเขานั้นพัฒนาขึ้น แม้ว่าจะติดอยู่ขอบเขตตุ้นซวนขั้น ต่ำ แต่คงใช้เวลาไม่นานที่จะขึ้นไปถึงขั้นกลางได้ ! ในสายตาของจางหยูแล้ว การเลื่อนขั้นนี้สำคัญกว่าสิ่งใด ! ตราบใดที่ระดับการบ่มเพาะเขาเพิ่มขึ้นมาเป็นขอบเขตตุ้นซวนขั้น กลาง ความแข็งแกร่งของเขาก็จะเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก ตอนนั้นเฉินกู ก็ไม่อาจจะเป็นคู่มือของเขาได้ ! “ตอนนี้ข้าเป็นพวกระดับสูงในหมู่ขอบเขตตุ้นซวนขั้นสมบูรณ์แล้ว ข้าพอจะทัดเทียมกับพวกระดับสูงสุดของมนุษย์ได้ แต่ถ้าเทียบกับ พวกระดับสูงสุดรุ่นเก่าอย่างเฉินกูแล้ว ช่องว่างนี้ไม่ใช่น้อย ๆ !” จางหยูยังไม่เคยเห็นเฉินกูลงมือมาก่อน แต่พลังที่เฉินกูแผ่ออกมานั้น ทำให้จางหยูรู้สึกหวั่นเกรง เขาเข้าใจว่าหากเกิดการต่อสู้กันขึ้นมา เขาคงไม่ใช่คู่มือของเฉินกู ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เฉินกูอาจจะไม่ สนับสนุนเขา“แม้ว่าข้าจะไม่ใช่คู่มือของเขา แต่หากเขาต้องการจะสังหารข้า มันก็คงจะเป็นไปไม่ได้” จางหยูมั่นใจกับทักษะเคลื่อนย้ายพริบตาเป็นอย่างมาก เขาเจอกับเฉินกูมาหลายครั้ง เขาค่อย ๆ รู้ว่าท่าเคลื่อนย้ายพริบตาของตนนั้น ดีกว่าของเฉินกูหรืออาจจะดีกว่าใครในโลกนี้ !ท่าเคลื่อนย้ายพริบตาที่เฉินกูใช้ออกมานั้น อยู่แค่ในอาณาเขต หากไปไกลกว่านี้ก็จะใช้ไม่ได้ผลแต่ท่าเคลื่อนย้ายพริบตาของจางหยูนั้น แค่คิดเขาก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ทันที !หากท่าเคลื่อนย้ายพริบตาที่เฉินกูมีเป็นขั้นต่ำ งั้นของจางหยูคงเป็นขั้นสูงหรืออาจจะขั้นสมบูรณ์เลยก็ว่าได้ !ยังไงซะ อันแรกก็อยู่ในระยะอาณาเขต แต่อีกอันอยู่ในระยะการรับรู้หากลองคิดดูดี ๆ แล้วก็จะรู้ถึงความต่างระหว่างทั้งสองอันในด้านการเคลื่อนย้าย ไม่มีใครทัดเทียมกับจางหยูได้ นี่ไม่ต้องนับแค่เฉินกูเลย แม้แต่ราชามังกรก็อาจจะเทียบเขาไม่ได้“เฮ้อ….”หลิงชี่นับไม่ถ้วนถูกจางหยูดูดซับไปในทันที จนทำให้อาณาเขตของเขาขาดหลิงชี่ไปชั่วขณะ แต่ไม่กี่อึดใจก็มีหลิงชี่ส่วนอื่น ๆ เข้ามาเติมเต็มการดูดซับหลิงชี่เข้าไปนี้ ทำให้ระดับการบ่มเพาะของจางหยูเพิ่มขึ้นมาด้วยความเร็วที่น่าตกใจ เมื่ออาทิตย์ตกดินแสงเริ่มหม่นลง เขาก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับถอนหายใจเมื่อรับรู้ได้ว่าร่างกายมีพลังงานมากกว่าเดิม จางหยูก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจกับการที่รู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ตลอดโชคร้ายที่เขาทำแบบนี้ทั้งวันไม่ได้ เพราะเขาจำเป็นต้องไปสอนศิษย์เนื่องจากหลินจื้อเป่ ยและคนอื่น ๆ เข้าร่วมสำนักแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องชี้แนะส่วนตัวกับไป่ หลิง, เซียวเหยียน, เหลยเจี้ยน, เติ้งชิวฉานและศิษย์ที่มีพรสวรรค์อื่น ๆ ด้วยตัวเอง ยกเว้นแค่ผังหลง เพราะพรสวรรค์พิเศษของผังหลงอย่างบังสวรรค์นั้น นอกจากจางหยูแล้วก็ไม่มีใครที่จะสอนได้“เดี๋ยวนะ คนอื่นไม่อาจจะสอนได้ แต่มันไม่ได้หมายความว่า ร่างเทียมของข้าจะไม่อาจสอนได้นี่ !” จางหยูคิด“ข้ารู้อะไร ร่างเทียมของข้าก็รู้ไปด้วย แต่ข้ากลับไม่ได้ใช้งานในส่วนนี้เลย การสอนศิษย์ไม่ใช่การต่อสู้ แค่ทฤษฎีก็น่าจะเพียงพอ”ดวงตาเขาเป็นประกายขึ้นมาทันทีด้วยความเสียดาย หากเขาคิดออกตั้งแต่แรก เขาคงสร้างร่างเทียมขึ้นมาตั้งนานแล้ว และให้ร่างเทียมไปสอนผังหลงแทนเขา แล้วเขาจะใช้เวลาที่เหลือในการบ่มเพาะป่ านนี้ระดับบ่มเพาะของเขาคงสูงกว่านี้ไปแล้ว“แต่มันยังไม่สายเกินไป” จางหยูสงบสติอารมณ์ และทำการสร้างร่างเทียมขึ้นมาทันที ครั้งนี้เขาสร้างขึ้นมาสองร่าง นั่นก็คือเฒ่าเทียนจีกับเจ้าสำนัก เฒ่าเทียนจีเป็นชายแก่ผมขาว ร่างเจ้าสำนักนั้นเหมือนกับตัวจางหยูเอง ทั้งสองต่างก็เป็นร่างขั้น 1 ใช้พลังงานแค่ 1 หน่วย