ตอนที่ 129
บทที่ 129 ตระกูลสวี่ถูกทำลาย และสามตระกูลหลักแสดงความภักดี!
October 22, 2026
บทที่ 129 ตระกูลสวี่ถูกทำลาย และสามตระกูลหลักแสดงความภักดี!
“ก็ได้ งั้นข้าจะสู้กับเจ้าเอง!”
ท่ามกลางความสิ้นหวัง บรรพบุรุษตระกูลสวี่แสดงสีหน้าหนักอึ้งออกมาและเตรียมที่จะสู้กับฉู่โม่วอีกครั้งหนึ่ง
เขารวบรวมพลังอณูแห่งชีวิตและกระตุ้นเลือดลมจากทั่วร่าง ในขณะเดียวกันก็ใช้กระบวนท่าลับระเบิดอณูแห่งชีวิตที่ทำให้ตัวเขาเองแข็งแกร่งขึ้นด้วย กระบวนท่านี้จะสร้างเป็นกลุ่มก้อนพลังอันมหาศาลทำลายทั้งเขาและฉู่โม่วไปพร้อม ๆ กัน
ทว่า…
แผนการกลับล่มตั้งแต่ที่ฉู่โม่วเหลือบมอง
ฟู่ว…
ทวาราแห่งกระบี่ทั้ง 365 จุดทั่วร่างกายของฉู่โม่วสั่นสะเทือนอย่างพร้อมเพรียงกัน เช่นเดียวกับลมปราณและอณูแห่งชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกายก็กำลังเดือดพล่าน
อณูแห่งชีวิตที่แกร่งกล้าไหลไปรวมกันอยู่ที่เส้นลมปราณแล้วเคลื่อนไปเกาะกลุ่มกันที่มือขวา!
ขณะเดียวกัน
พรสวรรค์ต่าง ๆ ก็ถูกสั่งใช้งาน
มันทำให้พลังกายของฉู่โม่วเพิ่มขึ้นสูงไปอีกกว่าสองร้อยเท่า!
จากนั้นเขาก็ฟาดฟันกระบี่ลงไป!
ในชั่วพริบตา
คลื่นกระบี่จำนวนมากปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันพุ่งเข้าใส่บรรพบุรุษตระกูลสวี่ราวกับสายลมที่โหมกระหน่ำ
เพียงแค่การแกว่งกระบี่ครั้งเดียว ฟากฟ้าครึ่งหนึ่งก็ปรากฏแสงสว่างระยิบระยับราวกับประกายแสงดาวที่ส่องสว่างแม้จะเป็นกลางวัน คลื่นกระบี่เหนือประมาณพุ่งผ่านน่านฟ้า มันมากพอที่จะทำให้ทั่วทั้งฐานจินหลิงสังเกตเห็นสิ่งนี้ได้ไม่ยากเลย
แม้จะรับรู้ได้ถึงคลื่นกระบี่มหาศาลที่ล่องลอยอยู่บนฟ้า ทว่าบรรพบุรุษตระกูลสวี่นั้นกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่จะต้านทานมันไว้!
ฉั้วะ!
เสียงกล้ามเนื้อถูกตัดขาด
ร่างของบรรพบุรุษตระกูลสวี่นิ่งแข็งไปกลางอากาศ สีหน้าของเขาดูตกตะลึงเช่นเดียวกับดวงตาที่เบิกกว้าง
เขามองไปยังฉู่โม่วราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ท้ายสุดก็ไม่ได้พูดออกมา
กลับกันยังคงยืนนิ่งอยู่กลางอากาศเช่นนั้น โดยไม่ไหวติงอะไรทั้งสิ้น
“บรรพบุรุษตระกูลสวี่กำลังทำอะไรน่ะ?”
“ทำไมเขาไม่ขยับเลย?”
ภาพที่เห็นนี้ทำให้เหล่าผู้เฝ้าดูรู้สึกแปลกใจ พวกเขาหลุดพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว
และในตอนนั้น
ชิ้ง! ชิ้ง! ชิ้ง!
ทุกคนได้ยินเสียงของเหล็กที่กระทบกระทั่งกันไปมาก่อนที่มันจะหายไป และเกิดความสงสัยบางอย่าง ทว่าความสงสัยก็ถูกคลายลงก่อนที่จะได้ถามกันเอง ร่างของบรรพบุรุษตระกูลสวี่เริ่มสั่นเทา บริเวณลำคอของเขามีเลือดปริมาณมากเริ่มหลั่งไหลราวกับเขื่อนทะลัก
ไม่นานทั่วทั้งร่างก็มีเลือดซึมออกมา!
เพียงชั่วพริบตา เสื้อผ้าของชายชราก็เต็มไปด้วยเลือดเสียแล้ว!
เมื่อเห็นเช่นนั้น
ทุกคนที่ได้เห็นต่างตกตะลึงและตาเบิกกว้างไม่ต่างกันนัก
“นะ… นี่มัน… กระบวนท่าอะไร… กันแน่…!?”
สีหน้าของบรรพบุรุษตระกูลสวี่ซีดเผือดลง ดวงตาเบิกกว้าง เขามองมายังฉู่โม่วที่อยู่ตรงหน้า และในท้ายที่สุดก็พูดบางอย่าง
“คมกระบี่สวรรค์เร้นลับ…”
ฉู่โม่วครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง…
“ค… คม… กระบี่… สวรรค์…”
ชายชรายกมือขึ้นชี้ฉู่โม่วด้วยความยากลำบาก เขาพยายามพูดต่อ
ทว่าเพียงแค่อ้าปาก เลือดมากมายก็หลั่งไหลออกมาเสียแล้ว แขนของเขาสั่นเทา และในที่สุดมันก็ตกลงไปข้างลำตัวด้วยความอ่อนแรง
ลมหายใจของคนผู้นี้ติด ๆ ขัด ๆ จนกระทั่งร่างของจ้าวยุทธ์ชราก็ไร้ซึ่งพลังให้ลอยอยู่บนอากาศต่อ เขาดิ่งลงไปกับพื้นอย่างช่วยอะไรไม่ได้เลย
ดวงตาที่ผ่านโลกมามากเหลือบมองกลับไปยังท้องฟ้าที่สดใส และดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมา
ฟากฟ้ากว้างใหญ่ มวลเมฆสีขาวสะอาดตา
สายลมเบาบางและแสงอาทิตย์อันอบอุ่น
นี่ช่างเป็นภาพทิวทัศน์ที่งดงามเสียจริง ๆ ทั้งที่เขามักจะใช้เดินเหินผ่านท้องฟ้าไปไหนมาไหนอยู่ตลอด แต่ในเวลานี้ภายใต้สายตาของบรรพบุรุษตระกูลสวี่ที่ชินชากับวิวฟากฟ้ากลับรู้สึกว่ามันช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
ข้าไม่ได้… มองท้องฟ้าเช่นนี้มานานเพียงใดแล้ว?
เลือดสีแดงยังคงไหลออกจากปากของเขาอย่างต่อเนื่อง
เวลานี้เป็นช่วงฤดูร้อนของฐานจินหลิง ใช่แล้ว! เขาสัมผัสได้ถึงสายลมที่อบอุ่น ทว่าทั่วทั้งร่างกายกลับรู้สึกเย็นยะเยือก ความรู้สึกที่เหมือนกับเมื่อยังเด็ก ยังคงไร้ซึ่งวรยุทธ์แล้วพลาดพลั้งตกลงไปในแม่น้ำขณะวิ่งเล่นยามฤดูหนาว มันช่างหนาวเหน็บจริง ๆ…
ไม่มีการห้ามเลือดใด ๆ ทั้งสิ้น
มันยังคงไหลออกพร้อม ๆ กับพลังชีวิตที่หมดลงไปอย่างรวดเร็ว
ภาพจำในอดีตต่างหวนย้อนกลับมา
ความหยิ่งทระนง ความหวัง การโดนหักหลัง… ประสบการณ์ชีวิตมากมาย
แต่แล้วภาพทุกอย่างก็เบลอหายไป เขาเริ่มจะมองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ดวงโตที่อยู่เบื้องหน้า
แน่นอนว่าเขารู้ดี
ชีวิตของเขาจบลงแล้ว…
วินาทีก่อนที่ดวงตาของชายชราจะหลับไปตลอดกาล หางตาก็เหลือบไปเห็นซากปรักหักพังของคฤหาสน์ตระกูลสวี่ ที่ไม่เพียงแค่ตัวคฤหาสน์ แต่รวมถึงเหล่าผู้ปลุกพลังในตระกูลที่นอนตายกลายเป็นซากกันเกลื่อนกลาด ไม่นานนัก เขาก็เห็นเลือดของเขาเองไหลรวมไปกับเลือดของเหล่าคนตระกูลสวี่นั้น
เสียงถอนหายใจเบา ๆ ดังขึ้น
ได้เวลา… พักผ่อนของข้าเสียที…
คำกล่าวนั้นไร้ซึ่งเสียงใด ๆ
ทุกอย่างเงียบสงบ เงียบจนได้ยินเสียงบรรยากาศโดยรอบชัดเจน
พลังชีวิตของบรรพบุรุษตระกูลสวี่หลั่งไหลออกมาจนหมดแล้ว จิตวิญญาณของเขาก็สลายหายคืนธรรมชาติไปเช่นกัน
…
ทุกคนเงียบสงบ
แต่ทุกความเงียบนั้นมาจากความตกใจ!
ผู้คนที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปลุกพลังที่มาจากฝ่ายอื่น ๆ ในฐานจินหลิง หรือจะเป็นผู้ปลุกพลังที่ยังรอดชีวิตของตระกูลสวี่ ทุกคนล้วนแต่ตกตะลึง
พวกเขาอึ้งจนพูดไม่ออก
ไม่รู้ว่านานขนาดไหนกว่าจะมีใครบางคนพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่สั่นเทา “บะ… บรรพบุรุษตระกูลสวี่… ตายแล้วเหรอ?”
ผู้พูดเป็นผู้ปลุกพลังวัยเยาว์ เขามีสีหน้าตกตะลึงขณะที่ปากก็พูดพึมพำไปด้วย
ด้วยเสียงนี้ ทุกคนที่ได้ยินต่างหลุดออกจากภวังค์ความเงียบราวกับตื่นจากฝันกลางวัน
พวกเขายังแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง
ทั้งที่ขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์มาร่วมทศวรรษ ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของฐานจินหลิง แม้จะเป็นคนในตระกูลสวี่ต่างก็มองว่าบรรพบุรุษตระกูลคนนี้มีพลังเกินหยั่งถึง เป็นผู้ที่เฝ้ามองทั้งโลกและสยบซึ่งปัญหาต่าง ๆ นานาได้ แต่กลับต้องมีจุดจบชีวิตเช่นนี้งั้นหรือ!?
ทุกคนต่างมองไปยังร่างไร้วิญญาณของบรรพบุรุษตระกูลสวี่ที่นอนอยู่บนพื้น สลับกับมองไปยังฉู่โม่วที่ยืนอยู่เบื้องหน้าศพของชายชรา
มือที่กำด้ามกระบี่ของเขาค่อย ๆ ผ่อนคลายลงหลังจากเก็บกระบี่คืนฝักไปแล้ว
ความรู้สึกหนาวเย็นแผ่ตัวกว้างและกัดกินหัวใจทุกคน และมันทำให้พวกเขาสั่นเทาขึ้นมา
คำพูดที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใด ๆ ที่ออกมาจากปากฉู่โม่ว ทำให้ทุกสายตาต่างไม่กล้าหลบไปไหน
“จากวันนี้เป็นต้นไป…”
ฉู่โม่วยังคงยืนนิ่งเอามือไพล่หลังอยู่ที่เดิม สายตากวาดมองผู้เฝ้ามองทุกคน “…จะไม่มีตระกูลสวี่อยู่บนโลกใบนี้อีก!”
แม้จะเป็นเสียงที่ไม่ได้ดังมากนัก
แต่ทุกคนกลับได้ยินคำประกาศิตนั้นก้อง ทำให้ทุกคนต้องจดจำไว้ให้มั่น