ตอนที่ 191
บทที่ 191 ปราบสัตว์อสูรเขียวคราม และพบเจอกับเจียงเย่วเหยาครั้งแรก
October 22, 2026
บทที่ 191 ปราบสัตว์อสูรเขียวคราม และพบเจอกับเจียงเย่วเหยาครั้งแรก
‘หรือว่าเจ้านี่… มีพรสวรรค์ห้วงเวลางั้นเหรอ!?’
คิดได้เช่นนั้น
สีหน้าของฉู่โม่วก็แสดงความไม่เชื่อออกมา
สวรรค์ส่งเจ้านี่มาให้เป็นของขวัญของฉันงั้นเหรอ!?
ความสามารถของกาลเวลานั้นถือเป็นหนึ่งในสองความสามารถระดับสุดยอดที่ต่อยอดมาจากความสามารถแห่งห้วงมิติ!
อย่างไรก็ตาม พลังแห่งห้วงมิติยังพอหาตามธรรมชาติได้บ้าง มันไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยมีใครพบเจอมาก่อนที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ สัตว์อสูรที่มีพรสวรรค์เหล่านี้ตั้งแต่เกิดอย่างพังพอนมายาเป็นต้น
ทว่าสำหรับพลังแห่งกาลเวลา ฉู่โม่วไม่เคยได้ยินว่ามีใครพบเจอมาก่อนเลย
แล้วในวันนี้ สิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เจอง่าย ๆ ก็มาอยู่เบื้องหน้าฉู่โม่วแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้กลายเป็นประจักษ์พยานที่ได้เห็นความน่ากลัวของพลังดังกล่าวแล้วด้วย
ทั้งที่อสูรตนนี้เป็นเพียงอสูรระดับ 7 ชั้นต้นเท่านั้น แต่สามารถโจมตีราชันย์ยุทธ์ที่แข็งแกร่งได้เลย แถมแม้แต่ชายชราที่เป็นราชันย์ยุทธ์ระดับกลางคนนั้นก็ดูจะไม่สามารถต้านทานอะไรได้เลยด้วย
‘ถ้าฉันสามารถกลืนกินพลังแห่งกาลเวลานั้นมาได้ มันจะต้องช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ฉันได้อีกมากเลยแน่ ๆ! ต่อที่ว่าต้องเจอกับราชันย์ยุทธ์ระดับสูงที่มีพลังของห้วงมิติ พลังแห่งกาลเวลาก็น่าจะสร้างความได้เปรียบให้ฉันได้!’
คิดได้เช่นนั้น แววตาของฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความตื่นเต้นออกมา
แต่แล้ว เขาก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
เพราะสัตว์อสูรตนนี้มีพลังของกาลเวลา และพลังแห่งกาลเวลานั่นก็ไม่ใช่ระดับ 1 ด้วย ดูเหมือนว่ามันจะสามารถทำให้เวลารอบ ๆ ตัวช้าลงได้ ซึ่งส่งผลให้การเคลื่อนไหวของศัตรูช้าลงไปด้วย
ถึงแม้ว่าความแข็งแกร่งของมันจะไม่ได้สูงจนน่ากลัวกว่าสัตว์อสูรตนอื่น ๆ แต่ดูแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ ๆ ที่จะจัดการมัน!
‘ดูท่าฉันจะใช้ได้แค่กระบวนท่าลับแสงสวรรค์ต้าเหยี่ยนสินะ!’
เขาคิดกับตนเอง
เผอิญที่กระบวนท่าลับแสงสวรรค์ต้าเหยี่ยนของเขาเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นที่ 2 พอดี ดังนั้นแล้วฉู่โม่วจึงอยากจะทดลองความแข็งแกร่งของมันไปด้วย เขาอยากจะรู้ว่าพลังของกระบวนท่าลับแสงสวรรค์ต้าเหยี่ยน ณ ตอนนี้รุนแรงขนาดไหนแล้ว!
…
“โธ่เอ้ย! ฉันไม่น่าโลภเลย!”
ในตอนนั้น
การที่ต้องเผชิญหน้ากับอสูรเขียวครามที่มีพลังแห่งกาลเวลาเช่นนี้ มันทำให้เจียงเย่วเหยารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก
เธอเข้ามาที่นี่ในครั้งนี้ก็เพียงเพราะอยากจะสำรวจและหาสิ่งที่เธอต้องการเท่านั้น
ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้มีโอกาสที่จะกลับไปสุดยอดฐานจงไห่แล้วแท้ ๆ แต่เพราะดันเจอสายธารหัวใจโลกาชิงหยวนพอดี ซึ่งสมบัติแห่งโลกและสวรรค์ชิ้นนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสพัฒนาพรสวรรค์ให้กับผู้ที่ดื่มกินมันลงไปได้ เพราะงั้นเธอจึงอยากที่จะได้มันมาครอบครอง
ผลลัพธ์…
อย่างไรก็ตาม เธอดันต้องมาเผชิญหน้าเข้ากับสัตว์อสูรที่ทำหน้าที่คุ้มกันสายธารหัวใจโลกาชิงหยวนนี้ไว้ มันคือสัตว์อสูรเขียวครามที่มีพรสวรรค์ในด้านการควบคุมห้วงเวลา!
อสูรเขียวครามตนนี้ถือเป็นอสูรที่หาได้ยากมากตนหนึ่ง จุดเด่นของมันคือการที่มันมีพลังแห่งห้วงเวลามาตั้งแต่กำเนิด
ดังนั้นมันจึงถือว่ามีพลังที่น่ากลัวมาก
เมื่อครั้งที่เธอออกจากฐานมานี้ เธอมาพร้อมกับผู้คุ้มกันส่วนตัวขั้นราชันย์ยุทธ์ฝีมือดีคนหนึ่งกับผู้ติดตามอีกสิบกว่าคน ซึ่งทั้งหมดก็เป็นจ้าวยุทธ์กันทั้งสิ้น ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอสูรเขียวคราม จ้าวยุทธ์ทั้งหมดก็ถูกฆ่าตายในชั่วพริบตา โดยที่ไม่สามารถขัดขืนใด ๆ ได้เลยด้วยซ้ำ
ในส่วนของผู้คุ้มกันส่วนตัวของเธอ เพราะเขาพยายามซื้อเวลาให้เธอหนี คอยสู้กับสัตว์อสูรตนนั้นไว้จนกระทั่งท้ายสุดก็เป็นฝ่ายพลาดท่าและตายลงไปเสียเอง
เพราะงั้นในตอนนี้
อสูรร้ายตนนี้จึงกลับมาไล่ล่าเธอใหม่อีกครั้ง!
ถึงเธอจะมีความสามารถที่จัดได้ว่าแข็งแกร่ง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พึ่งจะทลายขั้นและขึ้นเป็นราชันย์ยุทธ์ได้เท่านั้น การที่ต้องเจอกับสัตว์อสูรที่น่าเกรงขามเช่นนี้ เธอไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันเลย เช่นนั้นแล้ว อีกไม่นาน การดิ้นรนของเธอคงจะนำพามาซึ่งจุดจบที่ไม่ต่างกับคนอื่นนัก
เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองหนีไม่พ้นความตายเป็นแน่
เจียงเย่วเหยาก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟันแน่น ความผิดหวังปรากฏขึ้นเต็มใบหน้าของเธอ
เธอไม่อยากมาตายที่นี่!
และในตอนนั้น
กรรร!!
เจ้าอสูรเขียวครามกู่ก้องคำรามออกมา คลื่นการโจมตีที่มองไม่เห็นกระจายวงกว้าง จากนั้นเจียงเย่วเหยาก็สัมผัสได้ว่ารอบตัวเธอมีมวลพลังงานบางอย่างก่อตัวขึ้นมาอยู่ และมันทำให้เธอคิดสิ่งต่าง ๆ ได้ช้าลง รวมไปถึงการเคลื่อนไหวก็ช้าลงไปเป็นอย่างมากด้วย
ซึ่งเมื่อหญิงสาวตกอยู่ในภวังค์นั้นแล้ว
อสูรร้ายก็พุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว กรงเล็บที่แหลมคมถูกยกขึ้นสูงเพื่อตะปบลงมายังร่างเล็กที่อยู่เบื้องล่าง
ภาพที่น่าหวาดกลัว
ส่งผลให้เจียงเย่วเหยาต้องหลับตาลงด้วยความยำเกรง
ทว่า…
โฮกกก!! กรรร!
ภาพความเจ็บปวดที่คาดคิดไว้กลับไม่ได้เกิดขึ้น กลับกันมันดันเป็นเสียงร้องโอดครวญของสัตว์อสูรตัวยักษ์เบื้องหน้าเธอแทน
เจียงเย่วเหยาลืมตาตื่นขึ้นมามองหาต้นเหตุ
แล้วเธอก็พบว่า สัตว์อสูรตัวร้ายที่เคยเกรี้ยวกราดต่อหน้าเธอ บัดนี้มันกำลังกุมหัวตนเองไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง เกลือกกลิ้งลงไปบนพื้นราวกับว่ามันกำลังปวดหัวอย่างหนักอยู่
“นี่มัน…”
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ทำให้เจียงเย่วเหยากลับมาได้สติในทันที
แต่ตอนนั้นเอง
เธอก็เห็นร่างร่างหนึ่งลอยเข้ามาจากระยะไกลอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ร่างนั้นกำลังเข้าใกล้เธอ ภาพมันก็ยิ่งชัดเจน ร่างของชายหนุ่มที่กำลังกวาดมือ และทันใดนั้นเขาก็ปล่อยลำแสงสีทองที่มีสภาพเหมือนหอกแสงออกมาจากความว่างเปล่า ก่อนจะปล่อยมันออกมาโจมตีอสูรนภาเขียวตรงหน้าเธออีกครั้ง
อาววุธทองคำพุ่งหายไปในมิติ
และทันใดนั้น มันก็ปรากฏออกมาพร้อมกับทิ่มแทงเข้าไปที่กายจิตของอสูรเขียวครามอย่างแม่นยำ ทำให้สัตว์ร้ายตนนี้ต้องร้องโอดครวญด้วยความเศร้าโศกอีกครั้ง
“นั่นคือกระบวนท่าอะไรกันน่ะ?”
เมื่อมองไปยังสิ่งที่เกิดขึ้น หัวใจของเจียงเย่วเหยาก็สั่นระรัว
ชายผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นมานี้คือ ฉู่โม่ว!
ในตอนนี้ที่เขาเลือกที่จะปรากฏตัว เพราะเห็นว่าอสูรเขียวครามกำลังเล็งเป้าหมายไปทางอื่นอยู่ เมื่อสามารถทำให้สัตว์อสูรร้ายลงไปนอนกลิ้งเกลือกบนพื้นและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดได้ เขาก็ชักกระบี่ออกมาจากฝัก แสงกระบี่สีแดงฉานสาดส่องออกมาราวกับลำแสงผ่าฟ้า ก่อนจะฟันลงไปที่คอของอสูรเขียวครามอย่างแม่นยำ
ถึงแม้ว่าอสูรเขียวครามจะอยู่ในอาการบาดเจ็บสาหัส
แต่เมื่อกระบี่ของฉู่โม่วปลดปล่อยคลื่นพลังออกมา มันยังสามารถตระหนักได้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้อยู่ ทันทีทันใดรีบกล้ำกลืนฝืนทนความเจ็บเอาไว้และหมายจะใช้พลังแห่งกาลเวลาโต้กลับ
โฮกกกก!
ควบคู่ไปกับการสั่นสะเทือนของห้วงมิติ คลื่นที่มองไม่เห็นถูกสร้างออกไป และมันก็ทำให้ปราณกระบี่ที่กำลังคลั่งของฉู่โม่วพลอยช้าลงไปด้วย
ทว่า
ขณะนั้น คมกระบี่ของฉู่โม่วอยู่ห่างจากเป้าหมายเพียงไม่ถึงเมตรแล้ว เพราะงั้นต่อให้เวลารอบตัวจะช้าลง ยังไงเสียมันก็ทำได้เพียงรับคมกระบี่ไว้เท่านั้น
ฉั้วะ!
คมกระบี่ยาวสีแดงฟาดฟันลงไปยังเป้าหมาย