ตอนที่ 258
บทที่ 258 มุ่งหน้าสู่เขตแดนอัสนีบาตคำรนและกลุ่มคนประหลาด
October 22, 2026
บทที่ 258 มุ่งหน้าสู่เขตแดนอัสนีบาตคำรนและกลุ่มคนประหลาด
“คุณฉู่ จะจากไปเร็วถึงเพียงนี้จริง ๆ เหรอครับ? ทำไมไม่อยู่ต่ออีกสักวันสองวัน เมืองหยวนซานแห่งนี้ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างน่าเดินชมอยู่อีกนะครับ”
เช้าวันต่อมา
เมื่อฉู่โม่วกล่าวคำลา เฉียนเหิงก็รีบเข้ามาพูดกับเขา
“ผู้นำตระกูลเฉียน จริง ๆ แล้วผมยังมีสิ่งสำคัญที่ต้องไปทำอยู่อีกน่ะครับ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ผมก็ใช้เวลาไปเยอะแล้ว เพราะงั้นในเมื่อตอนนี้ตระกูลเฉียนปลอดภัยดี ผมเลยเลือกที่จะไปจัดการสิ่งที่ยังคั่งค้างอยู่ต่อน่ะครับ”
เขาพูดไปตามตรง
“หากเป็นเช่นนั้น ผมเองก็คงไม่รั้งคุณไว้ให้เป็นการเสียเวลา”
“หากในอนาคตคุณฉู่ได้มายังดินแดนแห่งนี้อีก ได้โปรดแวะเวียนมายังบ้านตระกูลเฉียนได้ตลอดเลยนะครับ”
เฉียนเหิงพูด
“ได้เลยครับ”
ฉู่โม่วพยักหน้า จากนั้นหันหน้าออกไปยังหน้าประตูและกลายเป็นกลุ่มแสงพุ่งทะยานขึ้นฟ้าไป ก่อนจะหายวับไปต่อหน้าต่อตาทุกคน
ในตอนนั้น
เฉียนเหิงเดินนำเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลตามไปดู จนกระทั่งพวกเขามองไม่เห็นฉู่โม่วอีก
ผ่านไปสักพักคนเหล่านี้ก็ได้สติอีกครั้ง
“คุณฉู่… คุณน่ะคือผู้สร้างความเป็นไปได้อันไม่สิ้นสุด… เสมือนเทพที่ลงมาโปรดมนุษย์”
คำพูดนั้นเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมากมาย
และในขณะเดียวกัน
ภายในหัวใจของเฉียนเหิงก็มีความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมา ความรู้สึกที่บอกว่า… เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้เจอฉู่โม่วอีกในตลอดช่วงชีวิตนี้
และสิ่งนั้นเองก็ทำให้เขาพลอยรู้สึกเสียใจไปอยู่พักใหญ่ ๆ
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็สามารถทำใจยอมรับมันได้
ฉู่โม่วผู้นั้นถือเป็นมังกรหลับใหลที่แท้จริง วันใดที่เขาคิดจะทะยานฟ้า ไม่ว่าเพดานจะสูงแค่ไหนก็ไม่อาจเป็นอุปสรรคได้ ในขณะที่เขานั้นเป็นเพียงผู้ปลุกพลังทั่ว ๆ ไปคนหนึ่งที่ไม่คาดคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ผูกมิตรกับมังกรหลับใหลอย่างฉู่โม่วเช่นนี้
“ไปกันเถอะ”
เฉียนเหิงหันหน้ากลับไปยังคฤหาสน์ของตน “กลับไปปรึกษากันเรื่องสิ่งต่าง ๆ ที่ตระกูลเฉียนของฉันต้องทำ แล้วมาร่วมกันพัฒนาตระกูลของพวกเราให้ดียิ่งขึ้น!”
…
บนท้องฟ้า
ฉู่โม่วกำลังบินไปยังทิศทางของเขตแดนลับอย่างรวดเร็ว
ตามที่เฉียนเหิงกล่าวเอาไว้ เขตแดนลับแห่งนี้อยู่ลึกไปในหุบเขาราว ๆ แปดแสนกิโลเมตร
หากจะเข้าไปยังเขตแดนลับแห่งนี้ด้วยเส้นทางธรรมชาติ ต่อให้เป็นผู้ปลุกพลังขั้นราชันย์เทพยุทธ์ก็อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้าถึงได้
แต่ด้วยชั่วลัดนิ้วมือของฉู่โม่วนั้น เพียงแค่หนึ่งก้าวก็ทำให้เขาเดินทางไปไกลกว่าสี่พันกิโลเมตร เขาถึงย่นระยะเวลาการเดินทางไปได้มากเลยทีเดียว
หลังจากที่เดินทางมาแล้วสักพัก
ฉู่โม่วก็ก้าวเข้าสู่เทือกเขาที่ไม่คุ้นเคย
เมื่อมองลงไป เขาก็พบว่าเบื้องล่างนั้นมีรอยแยกเป็นหุบเขาอยู่ลึกลงไปด้านล่าง
มันยาวราว ๆ แสนกิโลเมตร และกว้างราว ๆ สามพันกิโลเมตร
เขาลอยตัวอยู่บนอากาศและมองลงมา มันเหมือนรอยแยกเสียมากกว่าหุบเขา ราวกับโลกถูกผ่าลงมาจนเหลือร่องรอยที่น่าประหลาดใจเช่นนี้ไว้
“ที่นี่สินะ”
ด้วยเสียงพูดเบา ๆ ฉู่โม่วดิ่งลงไปเบื้องล่างและลงไปยืนที่พื้น
ไม่นานนัก
เขาก็ย่นมิติเข้าไปยังจุดที่ลึกที่สุดของหุบเหวนี้
“จากที่เฉียนเหิงพูดไว้ ทางเข้าเขตแดนลับนั้นอยู่ที่แท่นบูชาซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่ลึกที่สุดของรอยแยก ฉันแค่ต้องไปยืนอยู่บนแท่นนั้นและเปิดประตูเข้าไปด้วยหินปฐมกาล จากนั้นก็จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังเขตแดนลับโดยอัตโนมัติ”
ฉู่โม่วเริ่มมองหาสิ่งนั้น
ที่ตั้งของแท่นบูชาดังกล่าวค่อนข้างจะลึกลับ หากเป็นคนธรรมดาคงยากที่จะหาเจอ แต่ด้วยความที่ฉู่โม่วได้ถามรายละเอียดต่าง ๆ มาจากเฉียนเหิงแล้ว จึงทำให้เขาใช้เวลาหาตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ ตามที่ได้รู้มานิดหน่อย ก่อนจะเจอเข้ากับแท่นบูชาดังกล่าว
มันเป็นแท่นบูชาที่มีขนาดกว้างหลายเมตร และมีลวดลายที่ดูน่าสงสัยถูกสลักเอาไว้มากมาย
รอบแท่นที่ถูกยกสูงนี้มีช่องเล็ก ๆ กว่าสิบช่อง ดูเหมือนจะเตรียมไว้สำหรับบรรจุหินปฐมกาล
เขาไม่รอช้า หยิบเอาหินปฐมกาลขึ้นมาและใส่ลงไปในช่องว่างพวกนั้น จากนั้นก็กระตุ้นให้หินปฐมกาลทั้งหมดทำงานพร้อมกัน
ซุ่ม!
ทันใดนั้นเอง
คลื่นที่มองไม่เห็นก็กระจายเป็นวงกว้างออกมา
ทำให้หินปฐมกาลในช่องที่ถูกบรรจุไปหลอมละลายราวกับน้ำแข็งที่ละลายเป็นน้ำ อณูแห่งชีวิตฟุ้งกระจายออกมาจากรอบด้าน อณูแห่งชีวิตเหล่านั้นถูกแท่นบูชานี้ดูดกลืนราวกับธารน้ำวนที่ไหลเข้าสู่จุดศูนย์กลาง
ขณะเดียวกัน
ตัวแท่นบูชาก็เหมือนจะตอบสนองกับอณูแห่งชีวิต มันเริ่มเปล่งแสงสว่างขึ้นมา
ลวดลายบนแท่นนั้นค่อย ๆ เปล่งแสงขึ้นมาจนกระทั่งเติมเต็มรอยแกะสลักที่บริเวณกลางแท่นบูชาจนเกิดลำแสงสว่างจ้าขึ้นมา และลำแสงนั้นก็ห่อหุ้มร่างของฉู่โม่วไว้
เพียงชั่วพริบตา ภาพที่ฉู่โม่วเห็นกลายเป็นเพียงสีดำมืด ทว่าหากเป็นสายตาที่ผู้อื่นมองอยู่ ฉู่โม่วได้หายตัวจากจุดที่อยู่ไปอย่างไร้ร่องรอย
…
เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน
เมื่อฉู่โม่วกลับมามองเห็นรอบ ๆ ตัวได้อีกครั้ง เขาก็พบว่าตนเองมาอยู่ในที่แปลกประหลาดเสียแล้ว
ที่นี่มีสายฟ้าฟาดและพลังงานสายฟ้ากระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
กระแสไฟฟ้าที่ลอยอยู่ในบรรยากาศเข้าโจมตีฉู่โม่วโดยอัตโนมัติ การโจมตีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องราวกับว่ามันมีชีวิต และจุดประสงค์ของมันคือการฉีกฉู่โม่วเป็นชิ้น ๆ
ทว่าด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายฉู่โม่ว ต่อให้ไม่มีพลังของอัสนีบาตคงกระพัน กระแสไฟฟ้าระดับนี้ก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้อยู่แล้ว
“นี่เหรอ เขตแดนลับนั่น?”
ฉู่โม่วพูดเบา ๆ โดยที่แววตาของเขาแสดงความประหลาดใจออกมา
ไม่ใช่ว่าเพราะเขาคิดว่าตนเองมาผิดที่
แต่เพราะ…
ในความคิดของเขา ที่นี่ดูไม่เหมือนเขตแดนลับเสียเท่าไหร่ มันเหมือนกับ…
“มิติทับซ้อน?”
ฉู่โม่วเอ่ยออกมา
เมื่อตอนที่แท่นบูชาทำงาน พลังในการรับรู้คลื่นมิติของชายหนุ่มเองก็ทำงานตลอดเหมือนกัน
ก่อนหน้านี้จากที่เขาได้เข้ามาในเขตแดนลับ มันจะเหมือนกับเขาได้เดินผ่านกำแพงที่มองไม่เห็นเข้าไป ซึ่งถ้าอิงตามความเข้าใจของฉู่โม่ว สิ่งนั้นน่าจะเป็นเกราะป้องกันเขตแดน
ผิดกับครั้งนี้ที่เขาไม่รู้สึกอย่างนั้น
กลับกัน เขายังรู้สึกเหมือนว่าตนเองไม่ได้เคลื่อนย้ายที่ไปไหนเลยแม้แต่น้อย
แต่มันก็ชัดเจนว่าสายฟ้าที่ปรากฏขึ้นรอบ ๆ ตัวเขามาจากหุบเขานี่จริง ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ภาพลวงตาหรือการรับรู้ที่ผิดพลาด สายฟ้าเหล่านี้มีอยู่จริงแม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้ก็ตาม
‘เขตแดนลับอัสนีบาตคำรน… แท้จริงแล้วเป็นมิติทับซ้อน!’
‘ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ของโลกใบนี้ แต่หากถูกซ่อนไว้ในโลกโดยการเขียนทับลงไปด้วยพลังที่แกร่งกล้า! คนที่ทำเรื่องแบบนี้ได้… ต้องมีพลังมากพอที่จะสร้างและซ่อนมันเอาไว้บนโลกใบนี้!’
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง
เมื่อหาข้อสรุปได้แล้ว เขาก็เลิกประหลาดใจแล้วเดินตรงไปด้านหน้า