ตอนที่ 259
บทที่ 259 นายน้อยแห่งสำนักเมฆาม่วง ดอกผลึกแก้วอัสนี
October 22, 2026
บทที่ 259 นายน้อยแห่งสำนักเมฆาม่วง ดอกผลึกแก้วอัสนี
เสื้อคลุมปักไหมทองบนร่างของราชันย์ยุทธ์ระดับสูงคนนี้เป็นหนึ่งในของที่มีมูลค่าสูงชิ้นหนึ่ง
ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจนั้น แสดงให้เห็นว่าเขาคือผู้ว่าจ้างกลุ่มผู้ปลุกพลังเหล่านี้อย่างแน่นอน
คนคนนี้กระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับราชันย์เทพยุทธ์ที่มาด้วย
จากนั้น… ราชันย์เทพยุทธ์คนหนึ่งก็กระโดดเข้ามาหาฉู่โม่วและพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “พวกเราคือผู้อาวุโสแห่งสำนักเมฆาม่วง การเดินทางในครั้งนี้ พวกเราตั้งใจตามนายน้อยแห่งสำนักมาสำรวจเขตแดนอัสนีบาตคำรนเพื่อหาทรัพยากรและสิ่งล้ำค่า ในเมื่อนายมีความสามารถของธาตุสายฟ้ากับพลังของธาตุลมอยู่ นายถือว่ามีคุณสมบัติที่จะได้เข้าร่วมกลุ่มของพวกเรา”
“หลังการเดินทางครั้งนี้จบลงแล้ว นายน้อยจะมอบสมบัติแห่งโลกและสวรรค์บางส่วนให้นายพร้อมกับหินปฐมกาลแสนล้านก้อน!”
หินปฐมกาลระดับต่ำแสนล้านก้อน!
นี่ถือเป็นมูลค่าที่สูงไม่ใช่น้อยเลยสำหรับผู้ปลุกพลังขั้นราชันย์ยุทธ์เช่นนี้
แต่ฉู่โม่วก็ไม่เชื่อเสียทีเดียวว่าคนเหล่านี้จะทำตามอย่างที่พูด ยังไงซะ ตัดสินเอาจากสภาพการณ์ของทีมในตอนนี้ก็มีจำนวนคนกว่าห้าสิบคนไปแล้ว แต่ดูเหมือนจะมีเพียงประมาณยี่สิบคนเท่านั้นที่เป็นคนจากสำนักเมฆาม่วง ส่วนผู้ปลุกพลังอีกสามสิบคนที่เหลือน่าจะเป็นคนที่ถูกเชื้อเชิญมาเช่นกัน
เช่นนั้นแล้ว
หากแต่ละคนเหล่านี้ได้คนละแสนล้านหินปฐมกาลระดับต่ำ สำนักเมฆาม่วงจะต้องจ่ายมากถึงสามล้านล้านหินปฐมกาลเลยสำหรับการเดินทางครั้งนี้
ต่อให้เป็นสำนักขนาดใหญ่ แต่การใช้หินปฐมกาลระดับนี้กับคนที่ไม่รู้จักมักคุ้นก็ถือว่าน่าเสียดายอยู่!
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องที่ว่าจะแบ่งสมบัติแห่งโลกและสวรรค์ให้อีก… ข้อเสนอนี้ดูจะเป็นการล่อลวงเสียมากกว่า
ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้ปลุกพลังมากมายที่ยอมเขาร่วมกับกลุ่มคนพวกนี้
จากการคาดเดาของฉู่โม่ว แสดงว่า… คนเหล่านี้… คงต้องเลือกระหว่างเข้าร่วมกลุ่ม กับถูกสังหารแน่ ๆ
แต่….
ดูจากสีหน้าที่แน่วแน่ของพวกผู้อาวุโสในสำนัก บางทีพวกเขาทั้งหมดนี้อาจจะเจออะไรดี ๆ ในเขตแดนอัสนีบาตคำรนแล้วก็เป็นได้
คิดได้แบบนั้น
ฉู่โม่วเองก็อยากจะตามไปดูด้วยเช่นกัน ยังไงเสียเขาก็เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก มีคนนำทางย่อมดีกว่าไปคนเดียวอยู่แล้ว บางทีไปกับคนพวกนี้ เขาอาจจะเจออะไรมากกว่าเดินสำรวจคนเดียวเป็นไหน ๆ
เมื่อสรุปได้แล้ว
ฉู่โม่วก็ตอบกลับไปด้วยคำถาม “จริงเหรอครับ?”
“แน่นอน ฉันเป็นถึงผู้อาวุโสแห่งสำนักเมฆาม่วงเลยนะ ทำไมนายถึงคิดว่าฉันต้องหลอกลวงนายด้วยล่ะ เจ้าหนุ่มราชันย์ยุทธ์ตัวจ้อย” ราชันย์เทพยุทธ์ผู้มาสอบถามพูดด้วยท่าทียิ่งใหญ่
“ถ้างั้นผมเข้าร่วมทีมด้วย!”
ฉู่โม่วจงใจทำให้ดูเหมือนว่าตนเองกำลังดีใจ
เห็นแบบนั้นแล้ว ราชันย์เทพยุทธ์ก็เย้ยหยันฉู่โม่วขึ้นมาในใจแม้ว่าสีหน้าของเขาจะนิ่งเฉยเหมือนเดิม เขาพูดต่อ “หากนายคิดจะเข้าร่วมละก็ นายต้องถูกทดสอบความแข็งแกร่งเสียก่อน!”
กะไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
ดังนั้นฉู่โม่วจึงไม่ลังเล เขาแสดงให้เห็นถึงพลังของธาตุสายฟ้าที่เขามี ทว่าก็ไม่ได้แสดงออกไปทั้งหมด เผลอ ๆ อาจไม่ถึงหนึ่งในสิบของพลังด้วยซ้ำ
นอกจากนี้
ฉู่โม่วยังใช้พลังของธาตุลมที่ควบคุมให้เพิ่มความเร็วเพียงยี่สิบเท่าเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น
มันก็ยังมากพอที่จะทำให้ราชันย์เทพยุทธ์พึงพอใจอย่างมาก
พลังของธาตุสายฟ้าและธาตุลมเพียงเท่านี้ เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาสามารถเข้าร่วมทีมภายในนี้ได้
จากข้อมูลที่สำนักเมฆาม่วงให้ไว้
ที่นี่มีอันตรายมากมายรออยู่ และในบางพื้นที่ก็มีเพียงผู้ปลุกพลังที่มีพลังของธาตุสายฟ้าเท่านั้นที่จะสามารถย่ำเท้าเข้าไปได้ ภายในกลุ่มที่มาด้วยกันนี้ นอกจากนายน้อยของสำนักแล้ว ก็มีเพียงผู้ปลุกพลังที่เชิญเข้ามาเพียงสองคนเท่านั้นที่มีพลังของธาตุสายฟ้า
กับการเดินทางเช่นนี้ ตัดเรื่องการให้นายน้อยของพวกเขาเผชิญหน้ากับอันตรายด้วยตนเองได้เลย
ดังนั้นมันก็จะเป็นหน้าที่ของสองคนนี้… กับฉู่โม่ว ซึ่งเป็นผู้ปลุกพลังที่เชิญมาทั้งหมด
เมื่อเห็นความสามารถของฉู่โม่วแล้ว
เขาก็กระแอมหัวเราะในลำคอ “ความสามารถของนายนั้นไม่เลวเลย เพราะงั้นนายผ่าน!”
ด้วยคำพูดนี้ ฉู่โม่วจึงเดินเข้าไปรวมกลุ่มด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
สิ่งนี้ไม่พูดถึงคงไม่ได้
เหล่าผู้ปลุกพลังที่ถูกจ้างมาก่อนหน้า พวกเขามองไปยังสีหน้าของฉู่โม่ว แล้วก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและแสดงความสมเพชออกมา
‘โง่ชะมัด คิดว่าพวกคนจากสำนักเมฆาม่วงจะยอมมอบสมบัติกับหินปฐมกาลให้ตามที่พูดหรือไงกัน!?’
พวกเขาคิดในใจ
แน่นอนว่าฉู่โม่วรับรู้ถึงสายตาเหล่านี้ได้อยู่แล้ว เพียงแค่เขาไม่ใส่ใจเฉย ๆ
ใครจะเป็นเหยื่อ ใครจะเป็นผู้ล่า เดี๋ยวได้รู้กันหลังจากนี้แหละ
จากนั้น
ทั้งทีมนี้ต่างก็ค่อย ๆ ทำตามแผนด้วยความใจเย็น
เพียงชั่วพริบตา หนึ่งวันก็ผ่านไป
ในวันนี้
เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระหว่างทาง ผู้ปลุกพลังจากสำนักเมฆาม่วงก็จะส่งคนนอกสำนักอย่างฉู่โม่วไปสู้แทนตลอด หรือไม่ก็ยามที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคระหว่างทาง พวกเขาก็จะให้คนนอกไปสำรวจก่อนเป็นคนแรก
ท่ามกลางเหล่าคนนอก ฉู่โม่วเป็นผู้ที่ถูกส่งไปสำรวจบ่อยที่สุด
แต่เมื่อเทียบกับความดื้อดึงของผู้ปลุกพลังคนอื่นแล้ว ฉู่โม่วเลือกที่จะแสดงความยินดีออกมาเสียมากกว่า
เพราะการกระทำเช่นนี้
ทำให้เหล่าผู้ปลุกพลังจากสำนักเมฆาม่วงค่อย ๆ มองฉู่โม่วอย่างไม่ตั้งแง่ไปด้วย
พวกเขามองว่าฉู่โม่วเป็นแค่เด็กน้อยที่กำลังฝันกลางวันว่าจะได้รับการตอบแทนตามที่ว่าไว้เท่านั้น
ขณะนั้นเอง
ทีมสำรวจได้เดินทางเข้ามายังป่าหนาทึบที่เต็มไปด้วยสายฟ้าฟาด
ก่อนที่พวกเขาจะได้ส่งใครสักคนเข้าไปสำรวจ เสียงของสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในป่าใหญ่ก็ดังกังวานออกมาจากส่วนที่ลึกที่สุด
“โฮกกกกกกก!”
ไม่ทันสิ้นเสียง
อสูรอัสนีกว่าร้อยตัวก็พากันวิ่งออกมาจากในป่าทึบนี้ พวกมันส่วนมากเป็นถึงสัตว์อสูรระดับ 7 ที่เทียบเท่าได้กับราชันย์ยุทธ์ แถมยังมีระดับ 8 มาถึงสามตนเลยด้วย!
เห็นเช่นนั้น
สีหน้าของทุกคนต่างก็เปลี่ยนไป
สัตว์อสูรระดับ 7 ก็มีร่วมร้อยตนแล้ว ไหนจะระดับ 8 ที่เทียบเท่าได้กับราชันย์เทพยุทธ์อีกตั้งสามตนนั่นอีก สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่าหายนะเลยก็ว่าได้!
“ทุกคน เตรียมรับมือและกันพวกมันเอาไว้!”
ราชันย์เทพยุทธ์คนหนึ่งพูดขึ้นเสียงดัง
จังหวะนั้น
ผู้ปลุกพลังกว่าสิบคนก็พากันออกมาและทำอะไรสักอย่างกับสถานการณ์เช่นนี้
ราชันย์เทพยุทธ์ทั้งห้าเข้าไปรับมือกับสัตว์อสูรระดับ 8 ทั้งสามตน ในขณะที่ผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ก็แยกย้ายกันไปรับมือกับสัตว์อสูรระดับ 7 ที่เหลือแทน
พักหนึ่ง แสงสีของการโจมตีกระจายไปทั่วทั้งพื้นที่ ตามด้วยเสียงระเบิดอันเกิดจากการปะทะกันที่ดังไม่หยุดหย่อน