ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 จัดฉาก
September 30, 2026
ห้าปีต่อมา น้ำขิงนั่งอยู่ในเลาท์ของเรือยอชส่วนตัวสุดหรูที่แล่นผ่านเกลียวคลื่นของท้องทะเลสีฟ้าระยิบระยับที่กว้างใหญ่ เธอโอบแขนไว้รอบไวโอลินสีมะฮอกกะนีขณะกำลังปรับเสียงอย่างเบาๆ
สมาชิกของวงออเคสตราคนอื่นๆก็จับจองพื้นที่ของรอบๆตัวเธอ พวกเขาพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นเกี่ยวกับเจ้าของเรือยอชลำนี้ ซึ่งบังเอิญเป็นเจ้าชายน้อยแห่งตระกูลโยธาบดี
มีข่าวลือมาว่าเจ้าชายน้อยนั้นมีความมั่งคั่งนับพันล้านถึงแม้ว่าเขาจะอายุแทบจะไม่เกินสี่ขวบ และปู่ทวดของเขา นายท่านโยธาบดี ก็ไม่แม้แต่ลังเลเมื่อต้องเฉลิมฉลองให้กับวันเกิดของเด็กน้อย อันที่จริงแล้ว เรือยอชลำนี้เป็นของขวัญวันเกิดให้กับเจ้าชายน้อย และซื้อมันง่าย ๆ เหมือนการกระพริบตา
“นี่ ทำไมคุณถึงคิดว่าตระกูลโยธาบดีถึงเลือกวงออเคสตราของเราให้มาแสดงในงานฉลองวันเกิดของเจ้าชายน้อยล่ะ? ในเมื่อมีวงออร์เคสตราอื่นๆที่มีชื่อเสียงมากกว่าของเราอีกตั้งเยอะ!”
“ใครจะไปรู้ ฉันได้ยินมาว่าเจ้าชายน้อยเป็นคนเลือกเราให้มาแสดงในวันนี้เอง ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้เราได้มาแสดงบนเรือยอทช์สุดหรูแบบนี้ด้วยซ้ำ แถมงานนี้เราก็ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่าอีกต่างหาก!”
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ สมาชิกวงออเคสตราคนอื่นๆก็เริ่มแสดงความอิจฉา “เราจะโชคดีแค่ไหน ถ้าร่ำรวยได้แค่หนึ่งในสิบของเจ้าชายน้อย ลองคิดดูสิว่าชีวิตจะง่ายแค่ไหน!”
“โชคชะตาเดิมก็ลำเอียงอยู่แล้ว แต่นี่เหมือนจะลำเอียงเข้าข้างเจ้าชายน้อยไปซะทุกด้านเลย อย่างเราๆ ก็ทำได้แค่อิจฉาเท่านั้นแหละ!”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น น้ำขิงก็รู้สึกว่ามุมปากของเธอนั้นขดตัวด้วยความขมขื่น เธอยิ้มอย่างไร้อารมณ์ แน่นอนสิ เธอคิดอย่างมืดมน บางคนเกิดมาพร้อมโชคชะตาตั้งแต่เด็กโดยที่ไม่ต้องดิ้นรนอะไร เหมือนกับเจ้าชายน้อยแห่งตระกูลโยธาบดี
แต่เช่นเดียวกันก็มีคนประเภทเดียวกันกับเธอ ที่เรียกได้ว่าแพ้ไปตั้งแต่ก่อนกรรมการจะเริ่มยิ่งปืนประกาศการแข่งขันเสียอีก พ่อของน้ำขิงเป็นแค่เศษสวะที่แอบทำเรื่องเลวทรามลับหลังภรรยาและเมินเฉยต่อทุกสิ่งที่เธอได้ทำให้ เขาทอดทิ้งเธอและลืมความพยายามที่ร่วมทำด้วยกันมาในทันทีที่ธุรกิจประสบความสำเร็จ
เมื่อแม่ของน้ำขิงเสียชีวิต น้ำขิงและอาทิตย์ก็ไม่มีใครให้พึ่งพาได้อีกนอกจากกันและกัน
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำขิงถึงถูกบังคับให้ขายเลือดเนื้อของตัวเองเพื่อหาเงินค่ารักษาพยาบาลให้อาทิตย์ ฉันไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นหน้าลูกด้วยซ้ำ...เธอคิดอย่างขุ่นเคือง ทุกครั้งที่เธอนึกถึงเรื่องเหล่านี้ ความเจ็บปวดก็แผดเผาหัวใจของเธอ ฉีกเธอเป็นชิ้นๆ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ลูกของเธอก็น่าจะอายุสี่ขวบปีนี้แล้วเช่นกัน อายุคงจะใกล้เคียงกับเจ้าชายน้อย ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกจะเด็กชายร่าเริงหรือเด็กหญิงที่น่ารัก ฉันไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ไหน ไม่รู้แม้แต่ว่าเขาจะสบายดีหรือเปล่า...
ทันใดนั้น ดวงตาของเธอก็พร่ามัว และเธอก็อดที่จะรู้สึกถึงจี๊ดๆในจมูก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าน้ำมูกกำลังจะไหล
ทันใดนั้น เสียงตะโกนที่ดังแหลมก็ดึงน้ำขิงออกมาจากห้วงความคิดของเธอ “น้ำขิง! แกมาทำอะไรที่นี่?”
ความพร่ามัวในตาของน้ำขิงนั้นพลันหายไปเมื่อเธอก็หันไปตามทิศทางของเสียงนั้น และกลับเจอเข้ากับคนบางคนที่เธอไม่อยากจะเจอไปตลอดที่นี่ ในที่แห่งนี้ …ชมพู รณพีร์!
ชมพูสวมชุดที่ดูสง่าสำหรับงานตอนเย็น และใบหน้าของเธอถูกแต่งอย่างประณีต คางของเธอเอียงอย่างเย่อหยิ่งในขณะที่เธอมองผ่านจมูกของเธอไปยังน้ำขิง เหมือนกับที่เธอทำเมื่อหกปีก่อน
น้ำขิงทำหน้าตาบูดบึ้งด้วยความขยะแขยงกับภาพของชมพูตรงหน้า เพราะเธอไม่คาดคิดว่าจะเจอชมพูที่นี่
“ฮ้า! เป็นแกจริงๆด้วย!” เมื่อเธอแน่ใจแล้วว่าผู้หญิงที่อยู่ในเลาท์นั้นเป็นน้ำขิงจริงๆ ชมพูก็เดินเข้ามาหาเธอ เสียงรองเท้าส้นเข็มของเธอนั้นดังก้องไปทั่วทั้งห้อง เมื่อเธอเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าน้ำขิง เธอก็เย้ยขึ้นอย่างหยิ่งผยอง “ฉันไม่คิดว่าแกจะยังมีชีวิตอยู่นะเนี่ย นึกว่าแกกับน้องชายที่ไร้ประโยชน์ของแกตายไปเมื่อนานมาแล้วซะอีก!”
อาทิตย์… น้ำขิงกัดฟัน ถ้าชมพูและแม่ของเธอ ลียา ไม่ตัดเงินค่ารักษาพยาบาลของอาทิตย์อย่างโหดร้าย น้ำขิงก็คงไม่ต้องให้กำเนิดบุตรให้กับชายหนุ่มคนนั้น และไม่ต้องพบเจอหายนะที่ต้องพรากจากกับเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองด้วย