ตอนที่ 1647
บทที่ 1647 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1487
October 28, 2026
สุสานสัตว์
เธอเอาของเล่นที่ซื้อมาใหม่ทั้งหมดออกมาอย่างเงียบๆ “อาทิตย์หนึ่งแล้วที่ไม่ได้มาเยี่ยมแก คิดถึงฉันแล้วใช่ไหม อยู่ที่นั่นมีเพื่อนใหม่แล้วหรือยัง?”
รอบข้างได้เงียบเอามากๆ มีแค่แมวจรจัดสีดำกระโดดจากหลุมศพหนึ่งไปยังอีกหลุมฝังศพอย่างช่ำชอง ร้องไปทางเธอ ดวงตาสีเขียวได้จ้องตรงไปที่เนื้อวัวอบแห้งในมือของเธอ
ติงยียีก็ได้แบ่งเนื้อวัวในมือของตัวเองออกไปเล็กน้อย มองดูร่างแมวดำค่อยๆ หายไปในความมืด เธอได้พูดเสียงเบาว่า “ได้จบลงแล้ว ทั้งหมดนั้นมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว”
เธอได้เอาโทรศัพท์ออกมาแล้วส่งข้อความให้เย่ป๋อ “บอกกับเขา คุณย่าคิดถึงเขามาก ฉันจะไปแล้ว โลกของเขาจะไม่มีฉันอีกต่อไป”
บริษัทเย่ซื่อ
เย่ป๋อที่อ่านข้อความเสร็จก็ได้นิ่งไป เอกสารที่อ่านครึ่งหนึ่งก็ไม่ได้อ่านต่อ เย่เนี่ยนโม่เงยหน้ามองเขา
“คุณยียีไปแล้วครับ จะไปตามตัวเธอไหม?” เย่ป๋อถาม
มือที่พิมพ์บนแป้นพิมพ์ของเย่เนี่ยนโม่ก็ได้หยุดลง อยู่นานถึงได้ตอบว่า “ไม่ต้อง” เพิ่งยกปากกา เขาขมวดคิ้ว “ไปที่ฐานข้อมูลและคัดลอกไฟล์นี้ให้ฉันหน่อย”
เย่ป๋อออกไป เขาจ้องที่คอมพิวเตอร์ นิ้วก็ได้พิมพ์ออกไปอย่างไม่รู้ตัว พอรู้ตัวก็เห็นว่าตัวเองนั้นได้พิมพ์ไปแถวหนึ่งแล้ว “ติงยียี”
เขาก็ได้ถอนหายใจอีกครั้ง เปิดลิ้นชักแล้วเอาหนังสือออกมาสองสามเล่ม เขาลูบหนังสือใหม่ ในนั้นมีบันทึกที่เขาทำไว้บางส่วน ทั้งหมดเกี่ยวกับวิธีการปกป้องทารกแรกเกิด
เขาใช้กำลังทั้งหมดไปรักลูกในท้องและผู้หญิงที่เขาอยากอยู่ด้วยตลอดชีวิต แต่กลับพบว่าความจริงนั้นมันโหดร้ายจนทำให้เขานั้นรู้สึกว่าไม่รู้จะทำยังไงดีเป็นครั้งแรก
ยกโทษเธอ? เขาปวดใจ! ไม่ยกโทษให้เธอ? เขานั้นเหมือนกับตัวเองนั้นไม่มีทางที่จะหายใจได้!
ลมหนาวพัดอยู่นอกหน้าต่าง เขาลุกขึ้นโยนหนังสือในมือทิ้งลงถังขยะทั้งหมด ในห้องทำงานที่ว่างเปล่ามีเพียงเสียงถอนหายใจ
“เธอออกมาจากตระกูลเย่อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรจริงๆ เหรอ?” ชิวไป๋เหวี่ยงไม้เทนนิส ก็ได้ถามออกไปขณะหายใจหอบหนัก
ลูกบอลสีเหลืองกระเด็นออกจากกำแพง ติงยียีวิ่งไปเล็กน้อยแล้วก็เหวี่ยงไม้เทนนิส “วันนี้ไม่พูดถึงเขาจะได้ไหม?”
ชิวไป๋กำลังจะรับลูก โทรศัพท์ที่มุมห้องก็ได้ดังขึ้น เธอหันไปรับ วางสาย สีหน้าเธอดูเต็มไปด้วยความประหลาดใจและไม่อยากเชื่อ
ติงยียียังเหวี่ยงไม้เทนนิสอยู่ เธอเดินไปข้างๆ เขา พยายามทำน้ำเสียงให้นิ่งเรียบที่สุด “เมื่อกี้จางจื๋อหรุ่ยได้โทรมาหาฉัน”
“อ้อ” ติงยียีได้เช็ดเหงื่อบนคอตีลูกเทนนิสไปตอบเธอไป
ชิวไป๋ก็ได้พูดช้าๆ ว่า “เธอยังจำครั้งก่อนที่เธอนั้นได้เพิ่มบทไปเองในละครนั้นได้ไหม?”
ติงยียีหอบหายใจแล้วตอบ “จำได้”
“เมื่อกี้จางจื๋อหรุ่ยได้โทรหาฉัน บอกว่ามีหนังอีกเรื่องอยากให้เธอไปเป็นตัวประกอบ ถึงบทจะไม่เยอะ แต่ว่าผู้กำกับดังมาก”
ได้ยินที่เธอพูด ติงยียีก็ได้หยุดลงด้วยความประหลาดใจ ลูกเทนนิสชนกำแพงแล้วเด้งกลับ ชนไปที่หน้าผากเธอ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ติงยียีก็ได้ประคบน้ำแข็งแล้วก็พูดอู้อี้ “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
“ผู้กำกับคนนั้นค่อนข้างโด่งดังในแวดวง เมื่อเร็ว ๆ นี้ ฉันรู้ว่าพวกเขากำลังจะไปเมืองตงเจียงเพื่อเลือกคัดนักแสดง แต่ฉันคิดไม่ถึงว่าจะเลือกเธอ” ชิวไป๋นิ่งไป เห็นว่าติงยียีไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรถึงได้พูดต่อ “ผู้ชายคนนั้นไขว่คว้าความสมบูรณ์แบบ ปากก็ไม่ค่อยดี แต่ว่าเป็นคนโชคดี ได้รางวัลจนมืออ่อนไปเลย”
ติงยียีเงียบไป ทำไมผู้กำกับชื่อดังถึงเลือกเธอ หรือว่าเขาได้ทำอะไรอยู่เบื้องหลังอีกแล้ว ถ้าเกิดเป็นเขาจริงๆ คราวนี้ไม่ว่ายังไงเธอก็จะไม่รับบทนี้!
พอตัดสินใจได้แล้ว ตัวเธอไม่ลังเลอีกต่อไป ก็ได้นัดเวลากับชิวไป๋ง่ายๆ ไป
ในห้องทำงาน ผู้กำกับหวู จางจื๋อหรุ่ยแล้วก็ยังมีผู้ชายที่ดูเป็นอ่อนโยนและน่าจะอายุสามสิบแล้ว
“คนนี้คือผู้กำกับไต้ผู้กำกับชื่อดังฮ่องกง ภาพยนตร์ที่ถ่ายก็ได้รับรางวัลมากมาย ถึงแม้จะเป็นตัวประกอบ แต่ก็ถือว่าดีมากๆ เหมือนกัน”
ผู้กำกับหวูก็ได้แนะนำออกไป แต่ผู้กำกับไต้ที่โดนเขาชมนั้นก็ได้นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม การที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรของเขา ติงยียีกับชิวไป๋ก็ได้จ้องหน้ากัน ต่างก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่คบหาลำบาก
พูดคุยง่ายๆ กันไปสักพัก ผู้กำกับไต้ก็ได้เอาบทออกมา ผู้กำกับหวูกับจางจื๋อหรุ่ยก็ได้ออกไปอย่างรู้งาน
“นี่เป็นบท ผมอยู่ในต่างประเทศมาหลายปีเพราะงั้นภาษาจีนไม่ดีเท่าไหร่ก็เลยพูดคุยได้แต่ภาษาอังกฤษ หวังว่าพวกเธอจะไม่ถือสานะครับ” เขาก็ได้พูดภาษาจีนอย่างติดๆขัดๆออกมา ติงยียีคิด เมื่อกี้ที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรก็เป็นเพราะว่าฟังไม่ออกนี่เอง
ทั้งสองฝ่ายสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างราบรื่น หนังเรื่องนี้ชื่อ ความทะเยอทะยานของเฉี้ยนปี้ เป็นเรื่องราวของสาวบ้านนอกที่ทิ้งบ้านเกิดไปเรียนหนังสือ นางเอกคือแช่ถิงถิง ในนั้นติงยียีได้แสดงเป็นครูประถมของเฉี้ยนปี้
“เนื้อเรื่องก็ประมาณนี้ ถ้าไม่มีปัญหาผมสามารถพูดว่าขอให้ร่วมงานอย่างมีความสุขไหม?” ผู้กำกับไต้กะพริบตา แววตาที่ดูเป็นมิตรนั้นไม่ได้เข้ากับความรุ่งโรจน์ในตัวเลยสักนิด