ตอนที่ 1660
บทที่ 1660 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1500
October 28, 2026
เมื่อตามองไม่เห็น ความสามารถการฟังก็เฉียบคมมากขึ้น เธอรู้ว่ามีคนคนหนึ่งเดินมาข้างกายตัวเอง มือข้างหนึ่งเกลี่ยผมหน้ามาของตัวเองแผ่วเบา หลังจากนั้นก็จับมือตัวเองเอาไว้ มือคู่นั้นแห้งกร้านเย็นเยียบจนถึงขั้นสั่นเล็กน้อย
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยไอน้ำเบาบาง หยดที่หนึ่ง หยดที่สอง หยดที่สาม ของเหลวกระทบลงบนหลังมือเธอ ระดับความร้อนนั้นลวกให้บาดเจ็บได้ยิ่งกว่าหินหนืดในภูเขาไฟหลายระดับ เธอค่อยๆลืมตา ยื่นมืออีกข้างออกไปจับมือใหญ่ที่สั่นระริกข้างนั้นเอาไว้
“ชูหวิน อย่าร้องไห้” เสียงของเธอแหบพร่าไม่น่าฟัง ร่างเย่ชูหวินชะงักค้าง เขารีบปล่อยมือเธอแล้วหันไปอีกด้าน คล้ายกับว่าหยุดน้ำตาของตัวเองไม่ได้อย่างไรอย่างนั้น เขาตัดสินใจลุกขึ้นลนลานหนีไป
ติงยียีมองคราบน้ำตาบนหลังมือ หัวใจก็เจ็บปวดจนไม่สามารถบรรยายออกมาได้ น้ำตารินไหลลงมาทั้งแบบนั้น เธอขดตัวอยู่ในผ้าห่ม กัดมุมผ้าห่มแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา ความไม่เป็นธรรมที่ได้รับมาทั้งหมดกลายเป็นหยาดน้ำตาอุ่นร้อน
เย่เนี่ยนโม่เดินเข้ามาในห้อง เขาเห็นผ้าห่มที่พองตัวเป็นก้อน เหมือนกับดักแด้เดียวดาย ฟังเสียงร้องไห้ที่ดังอยู่ใต้ผ้าห่ม หัวใจเขาเจ็บมาก เขารู้ว่าเธอสิ้นหวัง เธอเกลียด เดิมเขาเตรียมที่จะตายไปเป็นเพื่อนเธอแล้ว แต่ทั้งหมดนี้เธอคงจะไม่เชื่ออีกแล้วสินะ
เขายื่นมือลูบไปยังเรือนผมสีดำที่อยู่ใต้ผ้าห่มสีขาว น้ำเสียงแหบแห้งดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า “ขอโทษนะยียี”
เสียงกล่าวคำขอโทษนั้นคล้ายกับกระทบลงบนปุยฝ้ายแล้วสะท้อนกลับมา ไม่มีใครตอบรับ หัวใจของเขาและเธอราวกับถูกควักออกมาจนเหลือเพียงความว่างเปล่า แม้ว่าจะห่างกันเพียงแค่ช่วงแขนหนึ่ง แต่กลับก้าวเข้าไปในใจของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้
เย่เนี่ยนโม่รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมากะทันหัน เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียเธอไปแล้ว จึงเลิกผ้าห่มออกด้วยความเด็ดเดี่ยว คนที่อยู่ด้านในร้องไห้จนเกือบจะหมดสติแล้ว ความอ่อนแอของเธอทำให้คนปวดใจ
“ยียี” เขากระซิบเรียกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “เธอฟังฉัน ฉันไม่ได้ต้องการจะทอดทิ้งเธอ ฉันไม่เคยตั้งใจจะทอดทิ้งเธอเลย”
ติงยียีเอนตัวลงนอนอย่างสับสน ดวงตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าเด็ดเดี่ยวของเขา จู่ๆเธอก็ฉีกยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ เธอหัวเราะออกมา น้ำตาก็ทะลักออกมาไม่หยุดตามรอยยิ้มเกินจริง “เย่เนี่ยนโม่” เธอพึมพำเบาๆ จากนั้นก็เพิ่มความดังของเสียงขึ้นมากะทันหัน “เย่เนี่ยนโม่! นายบอกว่านายรักฉัน นายรักฉันอย่างไรกันแน่? เห็นฉันเจ็บปวดร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดเพราะนายแล้ว นายสนุกมากใช่ไหม”
เธอฉีกกระชากหมอนที่อยู่ในมืออย่างบ้าคลั่ง นัยน์ตาและปลายจมูกล้วนแดงก่ำจากการร้องไห้ เย่เนี่ยนโม่คิดจะกอดเธอเอาไว้ แต่เธอกลับต่อสู้ดิ้นรน วิ่งเท้าเปล่าไปที่ข้างเตียง บนข้อมือเธอมีผ้าพันแผลพันอยู่ เพราะว่าออกแรงมากเกินไปจึงทำให้บาดแผลปริออกเล็กน้อย “ถ้าหากไม่อยากให้ฉันโดดลงไปจากตรงนี้ นายก็รีบไปซะ!”
“ยียี” เย่เนี่ยนโม่ขมวดคิ้วเป็นปมแน่น เขาไม่รู้ว่าติงยียีจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้รุนแรงขนาดนี้ เห็นอยู่ชัดๆว่าเขาสามารถอธิบายได้ ไม่ใช่หรือ
ติงยียีตะคอกออกมา “ไสหัวไป!”
อาการขัดขืนอย่างรุนแรงราวกับใบมีดคู่เล่มหนึ่ง ที่ทำร้ายเธอ และทำร้ายเขา เย่เนี่ยนโม่หมุนตัวเดินออกจากประตูไป เมื่อประตูปิดลง ติงยียีก็ทรุดตัวลงกับพื้น บนพื้นเย็นมาก แต่หัวใจเธอหนาวเหน็บยิ่งกว่า เธอส่งเสียงร้องไห้ออกมาแล้วทึ้งผมตัวเองอย่างแรง น้ำตาเป็นของราคาถูก เป็นสิ่งที่ใช้ระบายออกมาอย่างไร้ประโยชน์หลังจากเรื่องราวทั้งหมด แต่สำหรับติงยียี นอกจากร้องไห้ เธอยังจะทำอะไรได้อีก เธอทำอะไรไม่ได้เลย
เธอไม่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่นานเท่าไร เมื่อพยาบาลเดินเข้ามาก็รีบโวยวายว่า “พระเจ้า คุณไปนั่งอยู่บนพื้นทำไมคะ จะเป็นหวัดเอาได้นะ รีบลุกขึ้นมาเร็วเข้า!”
พยาบาลประคองเธอกลับไปบนเตียง ทำแผลบนมือให้เธอไป พลางเอ่ยว่า “ผู้ชายที่อยู่นอกประตูก็เป็นแบบนี้ นั่งมาทั้งวันแล้ว โดยไม่ได้เปลี่ยนท่าทางเลย และไม่เห็นจะกินข้าวดื่มน้ำอะไรด้วยสักนิดเดียว”
ติงยียีก้มหน้ามองฟองสีขาวจากยาฆ่าเชื้อที่ใส่แผล การกระตุ้นประสาทสัมผัสที่นำมาซึ่งความรู้สึกเจ็บปวดนั้นทำให้เธอมีความสุขอย่างน่าประหลาด เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “ใส่ยาให้ฉันอีกหน่อยเถอะค่ะ”
พยาบาลมองเธอแปลกๆ และใส่ยาฆ่าเชื้อลงบนแขนเธอเพิ่มอีกเล็กน้อย ความรู้สึกเจ็บปวดถูกส่งจากแขนกลับไปที่สมองอีกครั้ง เธอเจ็บจนตัวกระตุก ทว่าริมฝีปากกลับแย้มรอยยิ้มเล็กน้อย
ค่ำคืนนั้นยาวนานมาก บนระเบียงทางเดินยาวมีเย่เนี่ยนโม่นั่งอยู่คนเดียว บางครั้งก็มีผู้ป่วยหรือคุณหมอที่มาตรวจอาการผู้ป่วยตามห้องเดินผ่าน พวกเขามองชายหนุ่มที่นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ด้วยความประหลาดใจ และรีบร้อนจากไป ในห้องพักผู้ป่วยห้องหนึ่ง ติงยียีก็นั่งเหม่อเช่นกัน กำแพงหนึ่งแบ่งโลกออกเป็นสองส่วน
เสียงฝีเท้ามั่นคงดังขึ้น เย่ป๋อเดินมาข้างกายเขา “กัวต้าชิ่งจะถูกฟ้องดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคน ส่วนจางถังการรักษาไม่เป็นผล เสียชีวิตแล้วครับ”
เย่เนี่ยนโม่ขยับตัวเล็กน้อย เขาพยักหน้า หลับตาลง เผยให้เห็นสีหน้าอันอ่อนล้า เย่ป๋อชะงักไปแล้วเอ่ยต่อว่า “พรุ่งนี้ท่านประธานให้คุณไปที่บริษัทเย่ซื่อครับ”
เขาพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร ราวกับจมอยู่ในความเงียบงันไม่มีที่สิ้นสุด เย่ป๋อถอนหายใจแล้วเดินผละจากเขาไป เพิ่งจะเดินไปถึงบันได ก็พบเข้ากับเงาร่างหนึ่ง
“ยียีล่ะ?” ไม่รอให้เขาตอบคำถาม เธอก็เดินตรงเข้าไปด้านใน เมื่อเห็นเย่เนี่ยนโม่ อารมณ์ของเธอก็ปะทุขึ้นมาทันที “นายมันไอคนสารเลว! นายถึงกับกล้าให้ยียีไปตาย! ถ้าหากว่าตำรวจไม่ได้ยิงปืนก่อน เธอได้ตายแน่นอน! ทำไมนายถึงได้โหดร้ายแบบนี้ เธอรักนายขนาดนั้น นายกลับกระซวกมีดแทงเข้าที่หัวใจเธอ!”
เย่เนี่ยนโม่ไม่พูดอะไร กระทั่งร่างกายก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ปล่อยให้เธอพูด ชิวไป๋โมโหยิ่งขึ้น “ทำไมนายถึงไม่พูดอะไรล่ะ นายมันสุภาพบุรุษจอมปลอม สมควรจะลงนรกไปซะ!”
เย่ป๋อก้าวเข้ามาคว้าข้อมือเธอเอาไว้ สีหน้าเจือไปด้วยแววดุดัน “พอได้แล้ว! ไม่ใช่อย่างที่คุณคิด”
เขาโค้งตัวให้กับคุณชาย แววตาเต็มไปด้วยการขอโทษ ชิวไป๋ยังอยากจะพูดอะไร แต่ถูกเขาลากออกไป ภายในห้องพักผู้ป่วย ติงยียีกอดเข่าทั้งสองข้าง เอาใบหน้าซุกกับหน้าขา คล้ายกับว่าทำเช่นนี้แล้วจะไม่ได้ยินเสียงเอะอะที่ดังลอยมาจากด้านนอก
การไม่ได้ขยับเขยื้อนเป็นเวลานานทำให้ร่างกายมีอาการเหน็บชา แม้ว่าเป็นเช่นนี้แล้วเธอก็ไม่ยินยอมที่จะเปิดประตู ตลอดทั้งคืนทั้งเธอไม่ได้นอน เขาก็ไม่ได้นอนเช่นกัน
เช้าตรู่ เธอลืมตาที่เหนื่อยล้าขึ้นมา ใบไม้สีเขียวนอกบานหน้าต่างดึงดูดความสนใจเธอ เธออยากจะยิ้ม แต่พบว่ากระทั่งจะยิ้มก็กินแรงเป็นอย่างมาก