ตอนที่ 1706
บทที่ 1706 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1546
October 28, 2026
ติงยียีเห็นน้ำเสียงเขาเด็ดขาด ไม่มีท่าทีว่าจะยอมปรึกษาหารือกันแม้แต่น้อย ก็โมโหเล็กน้อย “คุณเจสันงานเลี้ยงประจำปีก็ต้องการใจทุกคนได้ฉลองกันอย่างมีความสุข ฉันคิดว่าในเมื่อคนส่วนใหญ่เลือกงานปาร์ตี้อย่างนั้นพวกเราก็ควรจะต้องเคารพการตัดสินใจของพนักงานนะคะ”
“อะไรทีาเรียกว่าเคารพการตัดสินใจของพนักงานรับเงินเดือนจากบริษัทเย่ซื่อก็ต้องทำงานให้บริษัทเย่ซื่อ นี่ก็เป็นหลักการที่มีเหตุผลถูกต้องแล้ว
งานเลี้ยงประจำปีก็ต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมของบริษัทเย่ซื่อ ทำอย่างใหญ่โตสวยงามแบบนี้คนอื่นถึงจะไม่บอกว่าบริษัทเย่ซื่อไม่ทันสมัย”
ดูเหมือนเจสันจะอยากข่มขู่ติงยียี พูดออกมาตรงๆว่า “ถ้าคุณไม่พอใจก็ไปหาเฟิ่งหยีได้นะครับ”
ประโยคเดียวก็ทำให้ปิดกั้นทุกความเป็นไปได้คณะกรรมการบริษัทต่างก็ไม่พูดอะไร ติงยียียังคิดจะช่วยพูดให้พนักงานอีก ไหล่ทรุดลง เย่ป๋อส่ายหน้าอย่างเงียบๆ แสดงความหมายให้เธอใจเย็นอย่าวู่วาม
เจสันกดโทรศัพท์ภายใน เลขานุการเดินเข้ามา มองเห็นคนที่มาก็ตกตะลึง
“สั่งการลงไป ยกเลิกงานปาร์ตี้หน้ากาก ให้ทุกแผนกส่งแผนงานเลี้ยงประจำปีมาใหม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมของบริษัท”
เลขามองเย่ป๋อและติงยียีอย่างแปลกใจ เย่ป๋อพยักหน้าอย่างเงียบๆ เธอจึงรับคำสั่งแล้วออกไป
เดิมบรรยากาศที่สุขสดชื่นก็เปลี่ยนเป็นอึมครึมบรรดาพนักงานแอบวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุดภายในห้องน้ำ
พนักงานสาวคนหนึ่งกำลังเติมเครื่องสำอาง “เธอได้ข่าวหรือยัง ผู้บริหารคนใหม่คนหนึ่งสั่งยกเลิกงานปาร์ตี้หน้ากากแล้ว”
“ผู้บริหารอะไรกันจะโง่ขนาดนี้ เรื่องที่ประธานติงรับปากแล้วยังยกเลิกได้”
“ประธานติงอะไรกัน ได้ข่าวว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังมากมาย ไม่อย่างนั้นอยู่ดีๆประธานเย่จะลาออกเหรอ จากนั้นคุณชายรองเย่ก็เข้ามาบริหาร สุดท้ายก็กลายเป็นเธอ”
“ช่างเถอะ เรื่องแบบนี้พวกเราคิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ มาคิดว่าจะเอารายการอะไรดีกว่า ร้องเพลงชาติไปเลยดีมั้ย แสดงความเป็นตัวตนของกิจการได้อย่างดีเลย”
“ใช่สินะ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ร้องเพลงทหารเถอะ วัฒนธรรมองค์กรบ้าอะไร”
ทั้งสองพากันพูดคุยหยอกล้อกันสนุกสนานแล้วเดินออกไปจากห้องน้ำ จนกระทั่งไม่ได้ยินเสียง ก็มีเสียงกดน้ำดังมาจากห้องน้ำข้างๆ ประตูถูกเปิดออก ติงยียีเดินออกมา
บทสนทนาที่ทั้งสองคุยกันติงยียีได้ยินชัดทั้งหมด แต่กลับทำได้แค่ล้างมืออย่างจำใจ
จนกระทั่งเลิกงาน เธอก็ยังหาวิธีแก้ไขไม่ได้ รถยนต์ค่อยๆเคลื่อนตัวช้าๆท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่น
ทันใดนั้นเธอก็เห็นไฟส่องสว่างของสถานีข้างๆ
กลับไปที่บ้านตระกูลติงใหม่อีกครั้ง ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว สิ่งแรกที่เธอทำหลังจากลงรถก็คือเงยหน้าก่อน มืดสนิทไปหมด ตอนที่เธอมีความกดดันมากที่สุด ห้องที่สว่างทุกวันถูกทิ้งร้างในตอนนี้ ไม่มีใครผ่านไปมาด้านหลังม่าน แสงสว่างที่อยู่เป็นเพื่อนเธอข้ามผ่านความทุกข์ยากลำบากก็หายไปแล้ว
เธอเดินมาที่ประตูของเพื่อนบ้าน แอบคิดว่าแค่ตนเองพูดกับเพื่อนบ้านว่าสวัสดีปีใหม่สักคำก็พอแล้ว
เพิ่งเคาะประตู สัมผัสแปลกๆก็ทำให้เธอหยุดการเคลื่อนไหว
เธอค่อยๆโน้มตัวไปเปิดไฟในโทรศัพท์มือถือ ลูกบิดประตูเต็มไปด้วยฝุ่นเล็กๆหลายชั้น ดูแล้วน่าจะไม่มีคนอยู่นานมากแล้ว
บางคนก็เป็นแบบนี้ ในสถานการณ์ที่พวกเขาเองก็ไม่รู้กลายเป็นความกล้าหาญที่จะให้ผู้อื่นได้ก้าวไปข้างหน้าต่อไป
ในขณะที่เธอแบกความรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณกลับมา อยากจะบอกขอบคุณสักคำ อีกฝ่ายก็หายสาบสูญไปอีก
ก็เหมือนกับว่าไม่เคยได้ปรากฏตัวในชีวิตของคุณมาก่อน
ในเวลาเดียวกัน ภายในสำนักงานที่คับแคบ เย่เนี่ยนโม่เป็นเหมือนเครื่องจักรที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยมีเอกสารของบริษัทการค้าอยู่ทางซ้าย ส่วนเอกสารของบริษัทเย่ซื่ออยู่ทางขวา
เพื่อให้ติงยียีสามารถทำงานที่บริษัทเย่ซื่อได้อย่างมั่นคง ลดความกดดันของเธอ เขายอมเป็นผู้ชายที่อยู่เบื้องหลังเธอ ประตูถูกผลักเปิดออก เย่ป๋อเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “คุณชาย เกิดเรื่องแล้วครับ”
“มีชายชราคนหนึ่งชื่อว่าเจสันมาที่บริษัทเย่ซื่อบอกว่าท่านายส่งเขามาบริหารบริษัทเย่ซื่อระยะสั้น แต่พอเขามาถึงก็ปฏิเสธข้อเสนอแนะของคุณยียีทันที” เย่ป๋อเล่าเรื่องวันนี้ให้เขาฟังอย่างคร่าวๆอีกรอบ
“เจสันเหรอ”
เย่เนี่ยนโม่ขมวดคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเจสันคนนี้คือใครแต่วิธีการของคุณย่าเขาคาดเดาได้
อาการของเย่ชูหวินในตอนนี้พูดได้ว่าค่อยๆแย่ลงเรื่อยๆ ร่างครึ่งซีกใกล้จะเป็นอัมพาตแล้ว จะอยู่ต่ออีกหนึ่งปีได้หรือไม่ยังต้องลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ
ส่วนสิ่งที่คุณย่ากังวลที่สุดคือปัญหาเรื่องทายาทของตระกูลเย่หลังจากเย่ชูหวินตายแล้ว
โดยเฉพาะเหตุผลงี่เง่าที่บอกว่ามาแลกเปลี่ยนความรู้ที่บริษัทเย่ซื่อในระยะสั้น สู้คุณย่าบอกมาตามตรงอย่างเปิดเผยว่าเป็นสายลับที่มาคอยจับตาดูติงยียีที่บริษัทเย่ซื่อไปเลยจะดีกว่า
“ฉันจะกลับไปสักครั้ง” เย่เนี่ยนโม่ลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุม
ร้านกาแฟไม่ไกลจากบ้านตระกูลเย่ คู่รักหลายคู่อยากเข้าไปในร้านกาแฟ
แต่กลับถูกบอดี้การ์ดคนหนึ่งขวางเอาไว้ “สวัสดีครับ ที่นี่ถูกจองเป็นการส่วนตัวไว้แล้วครับ”
ภายในร้านกาแฟ กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟตลบอบอวลไปทั่วทั้งร้าน
ในร้านกาแฟกว้างใหญ่มีเพียงโต๊ะเดียวที่มีคน เย่เฟิ่งหยีคนกาแฟในแก้ว
“คุณก็ยังชอบดื่มกาแฟอย่างนั้นเหมือนเดิมนะเจสัน”
“คุณก็ยังชอบที่จะดื่มชาเหรอ” เจสันจิบกาแฟ ชะงักไปเล็กน้อย
ให้กลิ่นกาแฟอบอวลไปทั่วทั้งปากแล้วจึงเอ่ยถาม
เย่เฟิ่งหยียิ้ม “ครั้งนี้ขอบคุณคุณมากเลยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างพิเศษ ฉันก็คงไม่รบกวนคุณ”
“ไม่เป็นไร อย่างไรเสียผมก็อยู่ว่างอยู่แล้ว ลูกอยู่ที่เยอรมันกันหมด หลานชายหลานสาวก็อยู่แคนาดา แต่ละคนอยู่แต่ละประเทศ ผมก็โดดเดี่ยวอ้างว้าง”
เย่เฟิ่งหยีถามด้วยความสนใจว่า “ได้ข่าวว่าหลานชายคุณอยู่ในแวดวงการเงินที่มีชื่อเสียงระดับโลก หลานสาวก็เรียนเต้นอยู่ที่สถาบันสอนเต้นที่มีชื่อเสียง”
เจสันยิ้ม “รอหลังจากตรุษจีนแล้วน่าจะกลับประเทศ ถึงตอนนั้นค่อยแนะนำให้คุณรู้จัก”
ทั้งสองคนรำลึกความหลังพลางดื่มกาแฟไปพลาง จนกระทั่งเสียงนาฬิกาบนผนังส่งเสียงเตือนเป็นเวลาสองทุ่มแล้ว เจสันยิ้มพลางเอ่ยว่า “สองทุ่มแล้ว