ตอนที่ 1604
บทที่1604 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1444
October 28, 2026
เย่เนี่ยนโม่มาที่ห้องของอ้าวเสว่ พอเข้าไปอ้าวเสว่ก็กระโจนเข้ามาในอ้อมแขนของเขา “เนี่ยนโม่ ฉันฝัน น่ากลัวมากเลย ในฝันมีคนจะมาทำร้ายลูกของเรา”
“อ้าวเสว่พอแล้ว” เย่เนี่ยนโม่ดึงแขนของเธอที่กำลังพาดอยู่บนลำคอของตนออกไปเบา ๆ สีหน้าของเขาเรียบนิ่ง ในดวงตาแสดงความเข้าใจแจ่มแจ้งทุกอย่าง
“เนี่ยนโม่ ทำไมคุณต้องดุขนาดนี้ด้วย? คุณโกรธเรื่องเมื่อเย็นวันนี้อยู่เหรอ? ฉันไม่รู้เลยจริง ๆ ฉันเองก็เพิ่งมารู้เอาตอนหลังเหมือนกัน” อ้าวเสว่มองเขาไปอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม
เย่เนี่ยนโม่เว้นระยะห่างกับเธอหนึ่งช่วงแขน “หลังจากคลอดลูกแล้วเธอก็ออกไปจากตระกูลเย่ การตัดสินใจนี้มันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”
อ้าวเสว่ได้ตกตะลึงไปชั่วขณะนึง เธอยิ้มออกมาอย่างเจ็บปวด “ฉันรู้ ฉันไม่ลืม หลังจากนี้เด็กคนนี้จะมอบให้คุณกับยียีเป็นคนเลี้ยงดู ฉันจะไม่มารบกวนพวกคุณอีก”
สีหน้าของเย่เนี่ยนโม่ได้อ่อนโยนขึ้นมาเล็กน้อย ความอ่อนโยนอย่างนี้ในความคิดของอ้าวเสว่นั้นมันยิ่งเป็นการเยาะเย้ยที่น่าเจ็บปวดเสียมากกว่า เธอพยายามลองดึงมือเขามาวางบนท้องของตัวเอง “เพียงแค่คืนนี้ช่วยอยู่เป็นเพื่อนฉันหน่อยได้มั้ย? ฉันฝันร้ายจริง ๆ”
ภายใต้แสงไฟสีเหลืองส้ม อ้าวเสว่ได้จับมือของเย่เนี่ยนโม่เอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยไปเลยสักนาทีเดียว คิ้วเรียวยาวของเธอได้ขมวดเล็กน้อย บนใบหน้ามีความเศร้าโศกที่ไม่อาจสลายไปได้เลย แสงไฟได้ดึงเอาเงาร่างเบื้องหลังของพวกเขาทั้งสองคนทอดยาวออกไป
ส่วนอีกด้านนึงก็มีคนที่เศร้าเสียใจอยู่คนนึงเหมือนกัน เธอเดินไปมาอยู่ในห้อง เท้าเหยียบอยู่บนพรมขนแกะที่อ่อนนุ่ม พระจันทร์ค่อย ๆ ซ่อนเข้าไปในชั้นเมฆ ทั้งเศร้าเสียใจและทั้งโดดเดี่ยว
“คุณยียีนอนเถอะครับ คุณผู้ชายเขาไม่กลับมาแล้ว” พ่อบ้านยืนมองเด็กตรงหน้าที่มักจะมีความโศกเศร้าออกมาจาง ๆ อยู่ที่ปากประตูทางเข้า ครั้งแรกตอนที่เจอเธอ เธอยังสดใสร่าเริงอยู่เลย ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่บนใบหน้าของเด็กคนนี้ได้ประดับไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจกัน
“ขอบคุณค่ะ” ติงยียียิ้มให้เขาไปเล็กน้อย ผันร่างปิดบังความอ้างว้างในดวงตา เธอรู้ว่าเขาจะไม่กลับมา เธอรู้
ตอนเช้ามืด ติงยียีค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา ในดวงตาของเธอไม่ได้มีความง่วงนอนอยู่เลย ตาตื่นตลอดทั้งคืน เฉยชาไร้ความรู้สึกไปทั้งคืน รออยู่ทั้งคืนทั้งที่รู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่าไม่มีหวัง
“ฮัดชิ้ว!” เธอจามออกมาอย่างแรง ลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้า เปิดตู้เสื้อผ้าแต่พบว่าชุดสาวใช้ที่ปกติจะต้องใส่ได้หายไปแล้ว แทนที่ด้วยเสื้อผ้าใหม่อยู่เต็มตู้ แม้แต่ป้ายที่ห้อยอยู่ก็ไม่ได้ดึงออกไปเลย
เธอก็เลยต้องเลือกเสื้อเชิ้ตสีขาวมาตัวนึง สวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มาเตรียมกินข้าวที่ห้องอาหารของคนใช้ ต้าต้าเห็นเธอก็พูดออกมาอย่างตกใจว่า “ยียีเธอมาได้ยังไง ไม่สิ คุณยียี”
“มีอะไรเหรอ?” ติงยียีรู้สึกได้ถึงท่าทีที่แตกต่างไปของทุกคน หัวของเธอปวดขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังฝืนให้มีชีวิตชีวาออกมา
“คุณผู้ชายได้สั่งเอาไว้แล้ว ต่อจากนี้ไปเธอไม่ต้องทำงานสาวใช้อีกแล้ว ถ้าใครมอบหมายงานให้เธอ ก็ไล่คนนั้นออกไปจากตระกูลเย่” เสียงของต้าต้าได้เบาลงเรื่อย ๆ
ติงยียีไม่อาจฝืนทนให้พวกเธอต้องลำบากใจกันไปได้ ก็เลยต้องตอบรับไป ทั้งห้องรับแขกเงียบเชียบมาก จู่ ๆ ติงยียีก็คิดถึงแพนด้าขึ้นมา ไม่รู้เหมือนกันว่ามันอยู่ที่ฝรั่งเศสจะเป็นยังไงบ้าง เอเลนได้ดูแลมันดีหรือเปล่า
เธอหยิบกระเป๋าสะพายออกจากบ้านไป วันนี้นัดเจอกับชิวไป๋เอาไว้แล้ว ตอนที่ออกจากบ้านไปก็มีคนขับรถเดินเข้ามาหา ติงยียีจำได้ว่าคนขับรถเป็นคนที่เย่เนี่ยนโม่บอกกับตนมาเมื่อตอนนั้นว่าเป็นคนที่ท่านนายส่งมาสอดส่องตน
เธอยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วแจ้งชื่อสถานที่ไป “รบกวนคุณแล้ว”
ตอนเช้าตรู่ ร้านกาแฟล้วนเป็นกลุ่มคนทำงานที่กระจัดกระจายกันอยู่เต็มไปหมด กลุ่มคนทำงานบางคนเห็นรถปอร์เช่คันหนึ่งเข้ามาจอดที่หน้าร้านกาแฟต่างก็ลอบอิจฉากันขึ้นมา ถ้าได้ขับรถปอร์เช่ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งเต้นไปทั่วเพื่อเงินไม่กี่พันหยวนแล้ว
ติงยียีลงจากรถเห็นกลุ่มคนทำงานที่อยู่ในชุดสูทรองเท้าหนัง ภายในใจมันกลับรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อย พวกเขาถึงแม้ว่าจะเหนื่อย แต่อย่างน้อยก็ต่อสู้ดิ้นรนสุดกำลังเพื่อตัวเอง ส่วนเธอน่ะเหรอ เธอนั้นไม่รู้เลยว่าตอนนี้เธอเหมือนอะไร ถูกคนอื่นกักขังเอาไว้ในที่แห่งหนึ่งไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้
ทันทีที่เข้าไป บริกรก็แนะนำกาแฟที่แพงที่สุดในร้านให้เธออย่างกระตือรือร้น ติงยียียิ้มพลางสั่งกาแฟธรรมดาที่ตัวเองดื่มบ่อยที่สุดไปแก้วหนึ่ง
เพียงไม่นาน ชิวไป๋กับเย่ชูหวินก็เดินเข้ามา สายตาของติงยียีได้หยุดอยู่ที่บนใบหน้าของเย่ชูหวิน แต่กลับเป็นอีกฝ่ายที่หลบสายตาเธอแล้วเดินไปยังเคาน์เตอร์แทน
สายตาของเธอก็ได้หม่นลง หรือว่าเมื่อคืนตนจะทำร้ายจิตใจเขาไปแล้วจริง ๆ งั้นเหรอ? กำลังรู้สึกไม่ดีอยู่นั้นเองปลายจมูกก็ได้กลิ่นหวานเลี่ยนลอยเข้ามา ทาร์ตไข่ชุดนึงได้วางอยู่ที่ตรงหน้าเธอ ในน้ำเสียงของเย่ชูหวินได้แฝงไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย “เช้าตรู่อย่างนี้อย่าดื่มแค่กาแฟเปล่า ๆ”
“จุ๊ ๆ ๆ ใส่ใจกันจังเลยอ่ะ” ชิวไป๋ขยิบตาพูดขำ ๆ ออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ ติงยียีย้อนถามกลับออกไป “เธอเองก็มีนี่”
สีหน้าของชิวไป๋แข็งเกร็งออกมา “ฉันไม่มีเสียหน่อย” เธอถอนรอยยิ้มกลับมาแล้วหยิบของที่ห่อกระดาษหนังวัวชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพายแล้วดันไปที่ตรงหน้าของติงยียี “ด้านในเป็นเงินหกแสน ฉันรู้ว่าเธอไม่ต้องการเงินของคนอื่น แต่เรื่องนี้ฉันเองก็มีส่วนผิดด้วยเหมือนกัน ในฐานะที่เป็นผู้จัดการแต่ไม่ได้ช่วยเธอตรวจสอบให้ดี เงินนี้เธอเอาไปเถอะ”
ติงยียีอึ้งค้างไป ยื่นมือไปดันเงินกลับไป น้ำตาของชิวไป๋ไหลพรากลงมา “เธอรับไปเถอะ เธอรู้หรือเปล่าว่าฉันโทษตัวเองแค่ไหน สิ่งที่คิดอยู่ทุกวันก็คือจะช่วยเธอออกมายังไงดี”
เสียงของเธอทำเอาใจของติงยียีอ่อนยวบลง เธอรีบหยิบกระดาษทิชชูส่งให้เธอไปเสียให้ควั่ก น้ำเสียงเองก็ได้ประดับไปด้วยเสียงสะอึกสะอื้นออกมาด้วย “เธอร้องไห้อะไรเนี่ย ร้องเสียฉันอยากร้องไปด้วยเลย”
ชิวไป๋หันหน้าไปเช็ดขอบตาเพื่อไม่ให้ตาที่แต่งมาเลอะไป ผ่านไปสักพักนึงกว่าจะหันหน้ามาอีกครั้ง “ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องเก็บเงินนี้เอาไว้ให้ดี”
ติงยียีก็เลยต้องเก็บเอาไว้ เธอรู้ว่าเย่เนี่ยนโม่ไม่มีทางจะสนใจเงินพวกนี้ แต่ถึงแม้ว่าจะยืมเงินจากใครก็ดีทั้งนั้น เธอไม่ได้อยากติดค้างอะไรเขาเลย