ตอนที่ 1366
ตอนที่ 1366 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่1266
October 28, 2026
หลินหลิงไม่ได้ตอบกลับ ตั้งแต่ไห่ลี่หมินเสียชีวิต หลินหลิงก็เงียบขรึมไปมาก เซี่ยชีหรั่นกังวลใจ เธอจึงร้องตะโกนไปยังหลินหลิงที่อยู่ข้างบ้านด้วยตัวเอง
ภายในห้องเงียบสงัด เซี่ยชีหรั่นคาดเดาว่าเป็นเพราะว่าในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์พี่เลี้ยงของบ้านตระกูลหลินทุกคนจะต้องหยุดงานกันหมด
เธอหันไปหารอบๆ ก็ไม่พบหลินหลิงเลย เซี่ยชีหรั่นจึงเดินไปที่ห้องทำงานของไห่ลี่หมิน ประตูในห้องทำงานถูกแง้มเอาไว้ครึ่งหนึ่ง หลินหลิงนั่งอยู่บนเก้าอี้โซฟาขนาดใหญ่ และกำลังมองดูรูปถ่ายของไห่ลี่หมินที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างเลื่อนลอย
“พี่หลินหลิง” เซี่ยชีหรั่นเดินเข้าไป ในขณะที่มองดูไห่ลี่หมินกำลังกอดไห่โจ๋ซวนอยู่ในรูปถ่าย สมาชิกในครอบครัวทั้งสามคนยิ้มหัวเราะกันอย่างหวานชื่น ความโศกเศร้าในใจของเธอก็รุนแรงขึ้นจนไม่อาจขจัดออกไปได้
“พี่หลินหลิง”
เซี่ยชีหรั่นค่อยๆเดินเบาเบาอยู่ข้างๆหลินหลิง ราวกับกลัวว่าจะไปรบกวนหลินหลิง หลินหลิงเงยหน้าขึ้นมองเซี่ยชีหรั่น มีเส้นเลือดฝอยสีแดงอยู่ในดวงตาของเธอทำให้เซี่ยชีหรั่น ตกใจเป็นอย่างมาก
“คุณไม่ได้นอนมานานแค่ไหนแล้ว?” เซี่ยชีหรั่นถาม
หลินหลิงส่ายหน้า พอหลับตาลงเงาก็มีแต่ของไห่ลี่หมินเต็มไปหมดไม่สามารถสลัดทิ้งไปได้ เธอคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะคนหนึ่ง สามารถทำใจยอมรับความจริงได้ว่าไห่ลี่หมินจากไปแล้วได้ แต่หลังจากที่มันเกิดขึ้นจริงๆเธอจึงได้รู้ว่า ไม่ว่าตัวเองจะพยายามอย่างไรก็ไม่มีทางปล่อยวางไปได้
“ไปนอนสักหน่อยเถอะค่ะ ถ้าลี่หมินยังมีชีวิตอยู่เขาต้องไม่อยากเห็นคุณเป็นอย่างนี้อย่างแน่นอน” เซี่ยชีหรั่นปลอบใจด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
หลินหลิงพยักหน้า แล้วเอนตัวนอนหลับตาอยู่บนโซฟาด้วยความเหนื่อยล้า และแล้วโทรศัพท์ที่อยู่ในกางเกงของเซี่ยชีหรั่นก็สั่นขึ้นมา เซี่ยชีหรั่นจึงรีบล้วงออกมา แล้วก็กดรับสายโดยที่ไม่ได้ดูชื่อ
ในศาลBakerกำลังขมวดคิ้วมองโทรศัพท์ที่ถูกกดรับ ถึงเวลาเปิดศาลพิจารณาคดีแล้ว หลัวหมี่เสว่ก็ถูกนำตัวไปที่ในที่นั่งจำเลยแล้ว
หลัวหมี่เสว่กวาดตามองสถานที่นี้อย่างงุนงงด้วยดวงตาที่ไม่มีแววตา หลังจากที่พบBakerเธอก็สลัดออกจากผู้คุมในทันที แล้ววิ่งไปหาBaker เธอคว้าแขนเสื้อของBaker แล้วรีบพูดว่า “ฉันจำคุณได้ คุณเป็นตำรวจที่ดี ฉันไม่ได้ทำเรื่องนี้นะคะ”
“ปล่อยมือ!” ผู้คุมลากหลัวหมี่เสว่มาข้างหลัง Bakerมองดูผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าอ้อนวอนด้วยสีหน้าท่าทางที่สับสน
“ที่ฉันพูดไปทั้งหมดเป็นความจริงนะคะ ฉันได้รับกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่ง ในกระดาษโน้ตมีที่อยู่ด้วย หลังจากที่ฉันไปถึงที่นั่นก็พบว่ามีคนคนหนึ่งนอนอยู่ในห้อง หลังจากนั้นฉันก็สลบลงไปแล้ว หลังจากที่ตื่นขึ้นมาในมือก็ถือมีดอยู่เล่มหนึ่ง ต่อมาตำรวจก็มาจับตัวฉันไป ฉันไม่รู้เลยนะคะว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น!”
หลัวหมี่เสว่ถูกบังคับให้กลับมาที่นั่งจำเลย และสายตาของเธอก็จับจ้องไปที่Bakerอย่างไม่วางตา Bakerถอนหายใจ เย่เชินหลินกระทำการได้อย่างแยบยลและไม่มีช่องโหว่เลยแม้แต่น้อย เขาไม่มีทางหาหลักฐานได้เลย เขาก็ยอมรับอยู่ในใจของตัวเองว่า เขาก็มีความรู้สึกชั่ววูบที่อยากจะปกปิดเรื่องนี้เพื่อเย่เชินหลินอยู่เล็กน้อย
“โลกนี้ก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ ความอยุติธรรมมีอยู่มากมาย ผู้มีอำนาจย่อมได้รับอภิสิทธิ์มากกว่าเสมอ” จางเฟิงอี้เดินไปอยู่ข้างๆBakerและมองหลัวหมี่เสว่ที่กำลังร้องไห้จนดวงตาพร่าเลือนอยู่บนที่นั่งจำเลย แล้วพูดว่า
“ทำไมถึงทำแบบนี้?” Bakerกระซิบถาม
“หรือบางทีอาจจะเป็นการปกป้องคนที่สำคัญยิ่งกว่าล่ะมั้ง?” จางเฟิงอี้รู้ว่าBakerฉลาดมาก หลังจากที่ตัวเองพูดเป็นนัยอย่างนี้แล้วเขาน่าจะสามารถคิดเชื่อมโยงได้ว่าเย่เชินหลินทำแบบนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเซี่ยชีหรั่น
เมื่อการพิจารณาคดีสิ้นสุดลง จางเฟิงอี้ก็เดินออกมาจากศาลแล้วโทรศัพท์ไปหาเย่เชินหลิน “ทุกอย่างเป็นไปตามแผนครับ”
เย่เชินหลินตอบคำถามแบบง่ายๆ แล้ววางโทรศัพท์ลงและมองเซี่ยชีหรั่นที่กำลังนอนหลับอยู่บนโซฟาอย่างอ่อนโยน หลินหลิงที่อยู่ข้างๆก็แสดงรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย ดูเหมือนจะบ่นว่าแต่กลับพูดด้วยความเป็นห่วงว่า “บอกให้ผมนอน สุดท้ายตัวเองกลับฟุบหลับไปบนโซฟาซะแล้ว”
“คุณโอเคไหม?” เย่เชินหลินมองไปที่ผู้ช่วยหญิงที่แข็งแกร่งคนนี้ที่ตัวเองไว้วางใจมาตลอด หลินหลิงส่ายหน้า แล้วมองรูปของไห่ลี่หมินที่อยู่บนโต๊ะและพูดว่า “ฉันเคยเกลียดเซี่ยชีหรั่น ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ใช่คนที่ฆ่าลี่หมิน แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเซี่ยชีหรั่น ไห่ลี่หมินก็คงจะไม่สู้สุดชีวิตขนาดนั้น”
น้ำเสียงของหลินหลิงแผ่วเบามาก เย่เชินหลินขมวดคิ้ว แล้วหลินหลิงก็รีบพูดต่อว่า “ฉันรู้ว่าเธอไม่มีความผิด และฉันเชื่อว่าเมื่อเทียบกับฉันแล้ว ความโศกเศร้าของคุณก็ไม่น้อยไปกว่าฉันเลย และเธอก็เหมือนกัน ฉันจะเลี้ยงโจ๋ซวนให้ดี ส่วนเขา ก็จะอยู่ในใจของฉันเสมอ”
หลินหลิงพูดทั้งน้ำตา และมองดูเย่เชินหลินลุกขึ้นยืนแล้วโอบกอดตัวเองด้วยความประหลาดใจ ไม่นานเย่เชินหลินก็รีบปล่อยมือทันที หลินหลิงมองไปที่เย่เชินหลินอย่างงุนงง เธอเคยคิดถึงอ้อมกอดของเย่เชินหลินมาหลายครั้งแล้ว
เย่เชินหลินยืนอยู่ต่อหน้าหลินหลิงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ลุ่มลึกว่า “คุณไม่ใช่คนอ่อนแออะไรขนาดนั้น ผมหวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะเห็นน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจของคุณ”
หลินหลิงพยักหน้า หัวเราะออกมาทั้งน้ำตาและพูดว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งจะถูกเจ้านายปลอบใจแบบนี้”
“ผมอาจจะตาบอดได้” เย่เชินหลินพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทันใดนั้นหลินหลิงก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา เธอกำลังมองเย่เชินหลินอย่างสมองทื่อๆ
เย่เชินหลินพูดกับหลินหลิงอย่างกระชับแต่ได้ใจความหนึ่งรอบว่า “ผมอยากจะเก็บกวาดปัญหาทั้งหมดให้เธอ ลี่หมินเป็นเพื่อนของผมที่โตมาด้วยกัน และคุณคือผู้ช่วยที่ภาคภูมิใจที่สุดของผม รับปากผม ว่าจะไม่เกลียดเซี่ยชีหรั่นอีกต่อไป ถ้าหากวันหนึ่งผมตาบอดขึ้นมาจริงๆ ก็คงต้องฝากให้คุณช่วยดูแลเซี่ยชีหรั่นแล้ว”
เย่เชินหลินมองหลินหลิง และต้องการให้หลินหลิงตอบตัวเองอย่างดื้อรั้น หลังจากที่ผ่านไปนาน หลินหลิงพูดคำพยางค์เดียวออกมาอย่างยากลำบากว่า “ค่ะ”
เซี่ยชีหรั่นที่อยู่บนโซฟาตื่นขึ้นมาอย่างเงียบๆ และมองเย่เชินหลินกับหลินหลิงอย่างงวยงง
เย่เชินหลินเอนตัวลงบีบจมูกของเซี่ยชีหรั่นเอาไว้และส่ายไปมาทั้งสองข้าง แล้วพูดด้วยความรักและเอ็นดูว่า “เจ้าหมูน้อยขี้เซา พ่อบ้านเตรียมของสำหรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ในตอนกลางเย็นได้พร้อมแล้ว และกำลังตามหาคุณไปทั่วเลยล่ะ”
เซี่ยชีหรั่นบิดขี้เกียจด้วยความเกียจคร้าน เย่เชินหลินจับมือของเธอเอาไว้แล้วเดินออกไปข้างนอกโดยเอานิ้วทั้งสิบนิ้วมาประสานกัน
“ใช่แล้วหลินหลิง” เซี่ยชีหรั่น หันไปพูดกับหลินหลิงว่า “อย่าลืมมาเทศกาลไหว้พระจันทร์ในคืนนี้ด้วยกันกับโจ๋ซวนนะ ถ้าไม่มาฉันจะไปเรียกคุณด้วยตัวเองเลย!”