ตอนที่ 1380
ตอนที่ 1380 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1280
October 28, 2026
เย่เนี่ยนโม่โกรธมาก ผู้หญิงคนนี้มักตีความหวังดีของตัวเองผิดครั้งแล้วครั้งเล่า หรือต้องให้ตัวเองทำต่อไปทั้งๆที่อีกฝ่ายเย็นชาใส่
เมื่อนั่งกลับไป เย่เนี่ยนโม่ไม่ไปสนใจติงยียีอีก ติงยียียิ่งอยู่ยิ่งประหม่า ชิงช้าสวรรค์ยิ่งอยู่ยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และกำลังจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้ว
“ไม่” ติงยียีเอ่ยขึ้นเบาๆ รู้สึกเบาไปทั้งตัว นั่งไม่นิ่ง เหมือนกับว่าล่องลอยอยู่ในอากาศ
มีเสียงถอนหายใจในอากาศ ติงยียียังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ถูกโอบเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่น
มือของเย่เนี่ยนโม่ตบไปที่หลังของติงยียีเบาๆเพื่อปลอบโยน ติงยียีขยับตัว แรงที่ตบอยู่ที่แผ่นหลังของติงยียีได้เบาลง
ติงยียีซบอยู่ในอ้อมกอดของเย่เนี่ยนโม่ ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี เสียงหัวใจเต้นของเย่เนี่ยนโม่ได้ลอยดังมา ทำให้ติงยียีรู้สึกสบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก
ทั้งคู่ไม่ทันได้สังเกตว่าชิงช้าสวรรค์ได้หยุดลงแล้ว ประตูถูกเปิดออก ไห่โจ๋ซวน เย่ชูฉิง อ้าวเสว่กับซ่งเมิ่นเจ๋ต่างจ้องมองทั้งสองอย่างตะลึงงัน
ติงยียีสะบัดเย่เนี่ยนโม่ทิ้งราวกับถูกไฟช็อต “อ้าวเฮ้ย อย่าบอกนะว่าถูกคุณกล่าวหาว่าเป็นโรคจิตอีก เมื่อกี้ผมแค่หวังดีนะ” เย่เนี่ยนโม่เห็นว่าอีกฝ่ายมองตัวเองหมดประโยชน์ก็จะสลัดทิ้ง จึงรู้สึกโมโหนิดหน่อย
“ขอบคุณ!” ติงยียีที่ก้าวออกมาจากชิงชาสวรรค์แล้ว ได้ยินดังนั้นก็หันกลับไปกล่าว จากนั้นก็วิ่งเข้าไปข้างๆซ่งเมิ่นเจ๋ราวกับกระต่ายน้อย
เมื่อสักครู่นั้นคือหน้าแดงเหรอ เย่เนี่ยนโม่ครุ่นคิด อ้าวเสว่ที่เห็นปฏิสัมพันธ์ของติงยียีกับเย่เนี่ยนโม่ ในใจนั้นได้โกรธปรี๊ดจนแทบจะเป็นลม ใครก็ได้บอกตัวเองทีว่าคนที่ชื่อติงยียีนั้นที่แท้โผล่มาจากไหนกันแน่
ตอนบ่ายซ่งเมิ่นเจ๋บีบติงยียีจนถึงติดกำแพง หยิบหมอนแล้วบังคับให้สารภาพออกมา :“บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าไปคบกับเย่เนี่ยนโม่ตั้งแต่ตอนไหน ทำไมฉันถึงไม่รู้ ยังเห็นฉันเป็นเพื่อนรักอยู่หรือเปล่า!”
ติงยียีเปิดหนังสือคำศัพท์อย่างจำใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนของซ่งเมิ่นเจ๋ จากนั้นพูดย้ำอีกครั้งว่า:“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ฉันบอกไปแล้วว่า ตัวฉันลืมไปว่าตัวเองนั้นเป็นโรคกลัวความสูง ทางฝั่งนั้นก็เลยหวังดีให้ยืมไหล่ซบก็เท่านั้น”
ซ่งเมิ่นเจ๋รู้ว่าติงยียีเป็นโรคกลัวความสูงขั้นรุนแรง จึงยอมรับฟังคำพูดนี้ ถอนหายใจแล้วกล่าวขึ้น :“เธอคงไม่รู้ว่าท่าทางของอ้าวเสว่ในตอนนั้นแทบอยากจะกินเลือดกินเนื้อของเธอเลยนะ!”
ติงยียีนึกถึงอ้าวเสว่ผู้อ่อนโยน รู้สึกว่าสิ่งที่ซ่งเมิ่นเจ๋พูดนั้นเกินความเป็นจริง จึงพูดอย่างไม่เห็นด้วย :“อ้าวเสว่ไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลเช่นนั้น เธออย่าไปพูดเธอแบบนั้นสิ”
ซ่งเมิ่นเจ๋นำอ้าวเสว่คนที่ยื่นสเปรย์แก้หอบหืดให้กับตัวเองอย่างอ่อนโยนกับอ้าวเสว่ที่ยืนข้างตัวเองด้วยใบหน้าที่บูดเบี้ยวมาซ้อนทับด้วยกัน ในใจฉับพลันรู้สึกว่าคนที่หน้าบูดหน้าเบี้ยวคนนั้นคือนิสัยตัวตนที่แท้จริงของอ้าวเสว่
ติงยียีเตรียมตัวที่จะกลับบ้านซ่งเมิ่นเจ๋ถึงได้ขจัดความคิดที่วุ่นวายของตัวเองนั้นออกไปจากสมอง
โรงแรมตี้เหา
เย่ชูฉิงวิ่งเข้าไปในอ้อมกอดของเซี่ยชีหรั่น ตั้งแต่ที่เซี่ยชีหรั่นกับเย่เชินหลินเดินทางท่องเที่ยวรอบโลกนั้น ในแต่ละปีเกินกว่าครึ่งที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ครั้งนี้ก็กลับมาเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น
“หม่ามี้! คิดถึงจังเลย”
เย่ชูฉิงคลอเคลียตัวเซี่ยชีหรั่น เซี่ยชีหรั่นตบศีรษะเย่ชูฉิงเบาๆทอดถอนใจแล้วพูดขึ้น :“ชูฉิงนั้นตัวสูงกว่าแม่แล้ว จะแต่งงานออกเรือนได้อยู่แล้ว จะมาออดอ้อนออเซาะแบบนี้ไม่ได้นะ”
เย่ชูฉิงได้ยินเซี่ยชีหรั่นพูดเรื่องออกเรือน ใบหน้าก็แดงขึ้น แล้วมองไปทางไห่โจ๋ซวน เห็นไห่โจ๋ซวนกำลังคุยสนทนากันกับเย่เนี่ยนโม่ ในใจนั้นจึงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
สายตาของเย่เชินหลินตกกระทบไปที่แขนของเย่เนี่ยนโม่ เห็นแขนของเย่เนี่ยนโม่นั้นมีรอยสักเล็กๆ น้ำเสียงจึงเคร่งขรึมขึ้น:“ยังเด็กยังเล็กก็ไปสักลาย ไปเอาออกเดี๋ยวนี้ เหมือนกับอะไรก็ไม่รู้”
เย่เนี่ยนโม่ที่เดิมทีเห็นดีใจที่ได้เจอกับเซี่ยชีหรั่น เมื่อได้ยินเย่เชินหลินเอ่ยปากหาเรื่องตัวเอง ใบหน้าจึงไม่พอใจขึ้น จากนั้นพูด:“ยืนตรงไม่หวั่นเกรงเงาเฉเฉียง คนทำดีไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ถ้าหากว่าการสักลายนั้นแปลว่าเป็นคนไม่ดี อย่างนั้นตำรวจก็คงจะบรรเทางานของตำรวจลงไปไม่น้อย”
“แก!” เย่เชินหลินที่กำลังจะอ้าปากสั่งสอน พ่อบ้านได้เดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
“นายท่าย นายหญิง พวกท่านดูซิว่าใครมา”
“ชีหรั่น!” โม่เสี่ยวจุนที่ไว้หนวด เห็นแล้วดูขึงขังจริงจังขึ้น ไห่ฉิงฉิงที่ยังคงอ่อนโยนยืนอยู่ข้างโม่เสี่ยวจุน
“พี่! ไม่เจอกันตั้งนานเลยนะคะ!”เซี่ยชีหรั่นก็ดีใจมากเช่นกัน โม่เสี่ยวจุนพยักหน้า แล้วหันไปพูดกับเย่ชูหวินที่ยืนอยู่ข้างๆว่า:“เมื่อสักครู่ยังบอกว่าต้องการจะมา แต่ตอนนี้ทำไมกลับเงียบไม่พูดไม่จาล่ะ”
เซี่ยชีหรั่นยิ้มแล้พูดขึ้น:“ชูหวินดูโตขึ้นมากเลยนะ ดูมีชีวิตชีวาขึ้น”
โม่เสี่ยวจุนเห็นเซี่ยชีหรั่นมีความสุข จึงได้พูดเสริมอีกสองสามคำ:“ใช่ มีชีวิตชีวาจริงๆ อายุน้อยไม่ยอมเรียนหนังสือ กลับหนีไปแข่งรถ!”
“คุณพูดน้อยๆหน่อย”ไห่ฉิงฉิงกระตุกแขนเสื้อโม่เสี่ยวจุน ในบ้านเย่ชูหวินนั้นเป็นคนพูดน้อย ไม่ว่าโม่เสี่ยวจุนจะพูดอย่างไรก็ไม่มีปฏิกิริยา ต่างคนต่างอยู่ สองพ่อลูกก็เข้ากันได้ดี แต่ว่าเมื่ออยู่ข้างนอก อย่างไรก็ต้องไว้หน้าลูกบ้าง
“คุณอาครับ เร็วๆนี้คุณอาจะเปิดงานประเมินมณี ใช่ไหมครับ” เย่ชูหวินถามขึ้น
เซี่ยชีหรั่นพยักหน้าขึ้น แปลกใจที่เย่ชูหวินอกจากเรื่องแข่งรถแล้วก็ให้ความสนใจเรื่องอื่นด้วย
“สามารถที่จะให้บัตรผมหนึ่งใบได้ไหมครับ” เย่ชูหวินกล่าว
“ได้สิ แต่ว่าเย่ชูหวินถ้าหนูมาก็มาได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้บัตร”