ตอนที่ 1387
ตอนที่ 1387 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1287
October 28, 2026
ในยามค่ำคืน อ้าวเสว่กำลังฮำเพลงอยู่และเย่เนี่ยนโม่ก็โบกมือไปมา ในขณะที่มองดูเย่เนี่ยนโม่เดินจากไปและหันหลังจะเดินเข้าไปในสถานสงเคราะห์ ก็คิดในใจว่าสถานสงเคราะห์อยู่ไกลจากบ้านตระกูลเย่อยู่บ้างจริงๆ จะเช่าห้องที่อยู่ใกล้โรงเรียนสักห้องดีไหมนะ
“อ้าวเสว่” ซือซือเดินออกมาจากซอยเล็กๆด้านข้าง เธอก็เห็นเย่เนี่ยนโม่มาส่งอ้าวเสว่เช่นกัน ดูเหมือนว่าที่คลอดเธอออกมาก่อนหน้านี้ช่างคลอดได้ถูกต้องจริงๆ
“แม่” อ้าวเสว่พูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้างเล็กน้อย อารมณ์ที่ดีๆอยู่ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในทันใด
“เด็กดี แม่เห็นหมดแล้ว ลูกทำได้ดีมากเลย” ซือซือมองอ้าวเสว่อย่างมีเมตตาและอ่อนโยน ในสายตาของเธอตอนนี้อ้าวเสว่เป็นเบี้ยที่ดีที่สุดในการแก้แค้นตระกูลเย่ให้ยืดเยื้อต่อไปได้ของตัวเอง
“แม่ หนูรักเย่เนี่ยนโม่ ต่อให้หลังจากนี้ต่อไปหนูจะอยู่กับเขา หนูก็ไม่สามารถทำร้ายเขาด้วยการฟังคำพูดของแม่ได้หรอก” อ้าวเสว่พูดด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
ใบหน้าของซือซือบิดเบี้ยวเข้าหากัน หม่นหมองและน่าหวาดกลัวภายใต้การสะท้อนของแสงไฟบนถนน พออ้าวเสว่ถอยหลังหนึ่งก้าว ข้อมือของเธอก็ถูกซือซือคว้าเอาไว้ทันที
“แม่ปล่อยหนูนะ!” กระซิบด้วยความตื่นตระหนก เธอไม่อยากชักนำให้คนอื่นเดินเข้ามา
ซือซือหัวเราะเยาะ แล้ววางมือของอ้าวเสว่ลงบนหน้าอกของตัวเองแล้วพยายามกดลงอย่างสุดกำลัง ข้างในว่างเปล่า อ้าวเสว่จึงมองซือซือด้วยความประหลาดใจ
“รู้อะไรไหม? ความจริงแม่ของเธอควรจะต้องตายไปแล้ว และเธอก็ไม่มีแม่แล้ว แต่ฉันจะตายไม่ได้ ตระกูลเย่ทำร้ายฉันจนกลายเป็นแบบนี้ ตอนนี้ฉันก็ยังเป็นคนพิการคนหนึ่งอีกด้วย ในฐานะที่เธอลูกสาวของฉัน เธอจะทนเห็นฉันแบบนี้ได้เหรอ?” ซือซือคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เพื่อการแก้แค้นแล้ว เธอจึงเข้ารับการผ่าตัดเอาเต้านมออก และรักษาร่างกายที่ไม่สมบูรณ์นี้เพื่อแก้แค้นบ้านตระกูลเย่
“แม่ปล่อยหนูนะ!” ทันใดนั้นอ้าวเสว่ก็ดึงมือออกมาแล้วเดินโซซัดโซเซเข้าไปในสถานสงเคราะห์ เธอจะไม่ทรยศต่อเย่เนี่ยนโม่ แม้ว่าจะเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดของตัวเองก็ตาม เธอไม่มีแม่ก็ได้ ถึงยังไงซะเธอก็ไม่เคยได้รับความรักจากแม่มาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว แต่เธอจะไม่มีเย่เนี่ยนโม่ไม่ได้
ซือซือย่อนแขนของตัวเองลงอย่างเย็นชา แล้วมองประตูสถานสงเคราะห์อย่างเงียบๆ
“อ้าวเสว่ ไม่ช้าก็เร็วสักวันหนึ่งเธอจะได้เห็นว่าผู้ชายในตระกูลเย่มันไร้ความปราณีและเย็นชาทุกคน” บนถนนที่ว่างเปล่า มีเพียงเสียงของซือซือเท่านั้น
วันต่อมา ติงยียีกำลังพยายามจดบันทึกอย่างสุดชีวิต ขณะที่อ้าวเสว่กำลังนอนหลับอยู่ข้างๆ “เพื่อนร่วมชั้นอ้าวเสว่ ช่วยวินิจฉัยและประเมินค่าคุณภาพของมรกตจักรพรรดิประเภทแก้วหน่อยได้ไหมว่ามันเป็นยังไงบ้าง”
ติงยียีใช้ข้อศอกดันอ้าวเสว่ไปมา แล้วผลักบันทึกย่อไปอยู่ข้างๆอ้าวเสว่ที่นอนสะลึมสะลืออยู่ อ้าวเสว่กวาดตามองดูตัวอักษรในบันทึกย่อไปมา แล้วพูดเสียงดังขึ้นมาว่า “หยกที่อยู่ในจำพวกแก้วส่วนใหญ่จะไม่มีสี และประเภทที่เป็นแก้วสีเขียวอ่อนก็นับว่าเป็นที่นิยมในตลาดอยู่มากเหมือนกัน ส่วนมรกตจักรพรรดิจะเปล่งประกายแวววาวใสแจ๋ว ถ้าไม่มีตำหนิใดๆเลยแม้แต่นิดเดียว ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ชั้นยอดที่ดีที่สุด”
ชายชราที่บรรยายการสอนอยู่โบกมือให้อ้าวเสว่นั่งลง สอนหนังสือมาสิบกว่าปี เขายังคงชื่นชอบนักเรียนแบบติงยียีที่นั่งจดบันทึกอย่างสุดชีวิตอยู่ข้างๆอ้าวเสว่มาก และในขณะที่มองดูการแต่งหน้าบนใบหน้าของอ้าวเสว่อยู่นั้น ชายชราก็ได้ทำเสียงฮึดฮัดทางจมูกออกมาหนึ่งครั้ง
“ขอบคุณเธอมากเลยนะ!” อ้าวเสว่ขยิบตาอย่างซุกซน ติงยียีโบกมือไปมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องเกรงใจ จากนั้นข้อความในโทรศัพท์ก็เด้งขึ้นมา ติงยียีเปิดข้อความดู นี่เป็นข้อความที่ซ่งเมิ่นเจ๋ส่งมา เนื้อหาในข้อความก็คือในตอนเย็นลูกชายของผู้นำจากส่วนกลางคนนั้นใกล้จะมาแล้ว ตัวเองน่าจะไปถึงโรงแรมตี้เหาเมื่อไหร่
“เผอิญว่าคืนนี้เนี่ยนโม่กับฉันก็จะไปทานข้าวที่โรงแรมตี้เหาเหมือนกัน อยากให้ไปส่งเธอด้วยไหม?” อ้าวเสว่เห็นข้อความที่อยู่ในโทรศัท์ของติงยียี
ติงยียีส่ายหน้าไปมา แล้วเก็บโทรศัพท์ให้เรียบร้อย เธอไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอพวกเขา หลังเลิกเรียน เพราะว่าไม่มีเรียนในคอร์สเรียนภาษาต่างประเทศ อ้าวเสว่ก็เลยไปหาเย่เนี่ยนโม่ ส่วนติงยียีก็ตรงไปที่โรงแรมเลย
“เอ๊ะ ฉันเจอใครเข้านะ นี่ไม่ใช่คุณติงยียีเหรอคะ?” พนักงานเสิร์ฟคนนั้นที่เคยเหน็บแนมติงยียีในห้องคาราโอเกะเมื่อไม่กี่วันก่อนพูดด้วยท่าทางที่เก้อเขินทำอะไรไม่ถูก
ติงยียีเหลือบมองไปที่ป้ายชื่อของอีกฝ่าย เธอชื่อว่าโม่ซวนหลิน ติงยียี ไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่าย เธอสวมชุดทำงานและพร้อมที่จะเริ่มทำงานเลย
“เฮ้ รู้หรือเปล่าว่าอะไรเรียกว่ามารยาทน่ะ ฉันถามเธอเธอยังไม่ตอบฉันเลยนะ” โม่ซวนหลินก้าวไปข้างหน้าแล้วจับมือข้างหนึ่งของติงยียีเอาไว้ จากนั้นติงยียีก็สะบัดมือของโม่ซวนหลินออก
“โม่ซวนหลิน ฟังฉันให้ดีดีนะ เธอมายุ่งกับฉันให้มันน้อยๆหน่อย จัดการเรื่องของเธอให้ดีดีกว่า ฉันไม่ใช่คนที่เธอจะมารังแกได้ง่ายๆนะ!”
โม่ซวนหลินตกตะลึงสักพักหนึ่ง ต่อมาเธอก็ยิ้มอย่างเย็นชา แล้วเอากรงเล็บยาวๆของเธอก็จับแขนของติงยียีเอาไว้ และติงยียีก็จับแขนของอีกฝ่ายเอาไว้เช่นกัน จากนั้นทั้งสองคนก็กอดฟัดเวี่ยงกันอย่างอุตลุดอยู่ในสถานที่นี้
“พอได้แล้ว ทะเลาะกันอย่างกับตัวอะไร ออกไปยืนข้างนอกเดี๋ยวนี้!” ผู้จัดการวิ่งเข้ามาตะโกนเสียงดัง
ด้านนอกของโรงแรมตี้เหา มีรถคันหนึ่งวิ่งตามรถอีกคนหนึ่งมาจอดอยู่หน้าโรงแรม และผู้จัดการประจำแผนกต้อนรับก็มายืนเรียงกันเป็นแถวหนึ่งแถว
คนที่มีสีหน้าเคร่งขรึมที่เป็นผู้นำสามสี่คนลงมาจากรถ แล้วเดินเข้าไปในล็อบบี้ของโรงแรมโดยไม่ชำเลืองตามองข้างๆเลย ติงยียีเงยหน้าขึ้นไปกวาดตามองผู้มาเยือนอย่างระมัดระวัง เพื่อที่จะหาลูกชายของผู้นำจากส่วนกลางคนนั้นที่คุณลุงซ่งพูดถึงจากในกลุ่มคนเหล่านี้ ส่วนโม่ซวนหลินก็ยิ่งเอามือสางผมและจัดระเบียบร่างกาย และกำลังเพ้อฝันว่าถ้าหากใครสักคนในนั้นได้เห็นตัวเอง เช่นนั้นตัวเองก็จะได้เปลี่ยนจากนกกระจอกกลายเป็นนกฟีนิกซ์เสียที
เมื่อเย่เนี่ยนโม่ลงจากรถก็เห็นติงยียีกำลังยืนเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความตื่นตระหนกตกใจ และดวงตาก็กวาดไปกวาดมาอยู่ในฝูงชนที่อยู่ข้างหน้า จากนั้นพนักงานจอดรถก็รีบไปช่วยเย่เนี่ยนโม่จอดรถทันที และถือโอกาสมองอ้าวเสว่สองสามครั้ง ข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็นพนักงานจอดรถก็คือ ได้เห็นหนุ่มหล่อสาวสวยบ่อยๆ
“เกิดอะไรขึ้นกับเธอ?” เย่เนี่ยนโม่ชี้ไปที่ติงยียี
“อ๋อ ได้ยินว่าทะเลาะกับใครคนหนึ่ง แล้วก็ถูกผู้จัดการลงโทษน่ะครับ” พนักงานจอดรถพูดอย่างไม่ยี่หระอะไร
ติงยียียังคงแสร้งทำเป็นก้มหน้าแต่ในความเป็นจริงก็กำลังใช้สายตาแอบมองอยู่ และแล้วสายตาของเธอก็ปรากฏเห็นรองเท้าหนังสีดำคู่หนึ่งเข้า