ตอนที่ 1401
ตอนที่ 1401 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1301
October 28, 2026
หลี่ยี่ซวนส่ายหัวโดยไม่รู้ตัว เขายังไม่รู้เลยว่าจะบอกเรื่องนี้กับชูฉิงยังไงดี คนหนึ่งคือพี่ชายของเธอ คนหนึ่งคือคนที่เธอรัก
“ยี่ซวน ฉันถือว่าว่านายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันมาตลอด ทุกเรื่องที่ฉันไม่สามารถพูดกับพี่ชายได้ฉันสามารถบอกนายได้โดยไม่ลังเล”
เย่ชูฉิงกล่าวอย่างจริงใจ เธอรู้สึกขอบคุณเพื่อนคนนี้จริงๆ เขายืนอยู่ข้างหลังเธออย่างเงียบๆมาโดยตลอด ตอนเป็นเด็ก เพียงแค่เธอรู้สึกไม่มีความสุข อีกฝ่ายจะมาอยู่เคียงเธอแน่นอน บางครั้งก็คอยรับฟังคำพูดของเธอ บางครั้งก็มีการให้คำแนะนำ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลี่ยี่ซวนได้ยินเย่ชูฉิงพูดเช่นนี้ เขายิ้มอย่างขมขื่นอยู่ในใจ เนื่องจากอีกฝ่ายถือว่าตนเองเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดแล้วกัน
หลี่ยี่ซวนเงยหน้าขึ้นพร้อมกับยิ้มแล้วยกมือขึ้นดีดจมูกเย่ชูฉิงพร้อมกับมองดูอีกฝ่ายเอามือปิดจมูกแล้วมองเขาทั้งน้ำตาด้วยท่าทางน่ารัก หลี่ยี่ซวนยิ้มอย่างมีความสุขและพูดว่า : “เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดแล้วยังพูดเกรงใจกันแบบนี้อยู่อีก อยากถูกอัดเหรอ!”
เย่ชูฉิงก้มหน้าลงแล้วน้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่มีการเตือน หลี่ยี่ซวนทั้งประหลาดใจทั้งตื่นตระหนก เขาวิ่งวุ่นหยิบกระดาษทิชชู่ยัดเข้าไปในมือของเย่ชูฉิงแล้วรีบพูดว่า : “น้องสาวของฉัน เธอเรียนเอกการแสดงที่มหาวิทยาลัยใช่ไหม? ทำไมแค่พูดก็ร้องไห้เลยล่ะ ฉันผิดไปแล้ว ฉันไม่ควรล้อเธอเล่นเลย”
เย่ชูฉิงหัวเราะทั้งน้ำตาแล้วเอ่ยถามเบาๆว่า : “ยี่ซวน นายว่าต้องทำยังไงถึงจะได้หัวใจของพี่โจ๋ซวน?”
คำถามนี้อีกแล้ว หัวใจของหลี่ยี่ซวนเจ็บปวด แต่เขากลับพูดด้วยสีหน้าท่าทางปกติ “ฉันได้ยินมาว่าตอนนี้ผู้ชายชอบผู้หญิงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว”
“ผู้หญิงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวงั้นเหรอ?” เย่ชูฉิงกระพริบตาแล้วเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ หลี่ยี่ซวนหลับตาและพูดพลางส่ายหัวว่า : “ละครโทรทัศน์ทุกเรื่องไม่ได้แสดงแบบนั้นหรือไง ผู้ชายล้วนแต่ถูกผู้หญิงที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นดึงดูดนี่นา”
เย่ชูฉิงหยิบสมุดออกมาจากลิ้นชักแล้วขีดๆเขียนๆอย่างเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ลงบนสมุด หลี่ยี่ซวนหยุดชะงักแล้วพูดอย่างลังเล : “เนี่ยนโม่ไม่ยอมให้ไห่โจ๋ซวนมาเจอเธอหรอก”
“ทำไมล่ะ?” เย่ชูฉิงเอ่ยอย่างประหลาดใจ พี่ชายควรจะรู้ว่าตนเองชอบพี่โจ๋ซวน เขาจะไม่ห้ามให้อีกฝ่ายมาหาตนถึงจะถูก
หลี่ยี่ซวนเพียงแต่เอาคำพูดของไห่โจ๋ซวนมาพูดอีกรอบเท่านั้น เขาพูดอย่างระมัดระวังว่า : “เนี่ยนโม่ก็คิดถึงเธอเช่นกัน เขาให้ความสำคัญกับเธอที่เป็นน้องสาวมากนะ”
เย่ชูฉิงนิ่งเงียบพร้อมกับยิ้มและพูดกับหลี่ยี่ซวนว่า : “ยี่ซวน ฉันเหนื่อยนิดหน่อย พรุ่งนี้นายมาหาฉันหน่อยได้ไหม? ฉันยังต้องการที่จะเรียนรู้จากนายต่อ!”
หลี่ยี่ซวนได้ยินเย่ชูฉิงเอ่ยเชิญตัวเองก็พยักหน้าแล้วจากไปพร้อมรอยยิ้ม รอยยิ้มของเย่ชูฉิงได้ทลายลง เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาด้วยใบหน้าเศร้าหมองแล้วกดเบอร์โทรหาพี่ชาย
เย่เนี่ยนโม่วางสายแล้วเงยหน้ามองบ้านแบบหนึ่งห้องนอนสองห้องนั่งเล่นตรงหน้า ก่อนหน้านี้อ้าวเสว่พูดว่าต้องการจะย้ายออก ฉวยโอกาสตอนภาคเรียนนี้กำลังจะจบลง ก็ได้เวลาบอกข่าวดีนี้กับอ้าวเสว่
เย่เนี่ยนโม่หันไปรอบๆ หลังจากที่ได้รับสัญญาจากนายหน้าแล้วเซ็นชื่อซื้อบ้านหลังนี้ อ้าวเสว่น่าจะมีความสุขมากใช่ไหม
ไม่รู้ว่าชูฉิงมีอะไรจะพูดกับตนเอง หลังจากที่เย่เนี่ยนโม่รีบเร่งเซ็นสัญญาก็ออกจากชุมชนไปทันที ด้านนอกของชุมชนนั้นสว่างไสวด้วยแสงไฟ ร้านค้าตรงถนนฝั่งตรงข้ามก็เปิดไฟแล้ว เย่เนี่ยนโม่ประหลาดใจที่เห็นติงยียียืนอยู่หน้าร้านขายเสื้อผ้า
ติงยียีเพิ่งจะเลิกงานและเห็นเสื้อผ้าในหน้าต่างของร้านเข้าพอดีจึงอดไม่ได้ทุกจะหยุดเดินแล้วมองดู มันเป็นชุดเดรสสีเหลืองที่ตัดเย็บมาอย่างดีและผูกโบว์ตรงช่วงเอว นางแบบสวมแล้วสวยมาก ติงยียีอดไม่ได้ที่จะมองดูอยู่หลายครั้ง
“เธอกำลังดูอะไรอยู่?” เสียงที่คาดไม่ถึงได้ดังขึ้นที่ด้านข้างจนทำติงยียีตกใจจนสะดุ้งโหยงแล้วหันไปมองเย่เนี่ยนโม่อย่างประหลาดใจ
เย่เนี่ยนโม่เหลือบมองดูชุดที่นางแบบสวมอยู่ในหน้าต่างของร้าน เขาดึงเอากระเป๋าเรียนของติงยียีไปแล้วเดินเข้าร้าน
“ยินดีต้อนรับค่ะ” พนักงานมองทั้งสองคนอย่างสุภาพ เมื่อเห็นเย่เนี่ยนโม่ก็มีความกระตือรือร้นเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำการค้ามานานจนพวกเขาสามารถมองเห็นว่าคนแบบไหนที่มีกำลังซื้อ
เย่เนี่ยนโม่ยึดกระเป๋าเรียนของติงยียีเอาไว้และเดินมาถึงด้านข้างของนางแบบตรงหน้าหน้าต่าง เขาชี้ไปที่ชุด แล้วพูดว่า : “ชุดนี้”
“นายกำลังทำอะไร!” ติงยียีต้องการจะสลัดให้หลุดออกจากพันธนาการของเย่เนี่ยนโม่ ตัวของเธอส่ายไปมาแต่ไม่อาจสลัดให้หลุดจากมือยาวใหญ่ของเย่เนี่ยนโม่ได้ พนักงานอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ติงยียีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนิ่งอยู่กับที่และได้เพียงแค่นิ่งอยู่กับที่อย่างอัดอั้นตันใจ
ชุดถูกถอดลงมา เย่เนี่ยนโม่รับมาแล้ววางไว้ในมือของติงยียี เมื่อพลิกมือกระเป๋าเรียนของติงยียีก็ถูกเย่เนี่ยนโม่ถือเอาไว้แล้ว
“ไปลองดูสิ” เยี่เนี่ยนโม่ถือกระเป๋าเรียนของติงยียีแล้วนั่งบนโซฟาแล้วพูดพลางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
ติงยียีพลิกดูป้ายราคา หนึ่งหมื่นแปดพันหยวน พระเจ้า ชุดนี้ทำจากทองคำหรือไง ทำไมถึงแพงขนาดนี้
ติงยียีหันไปยิ้มให้กับพนักงาน แล้วเดินช้าๆไปอยู่ที่ข้างๆเย่เนี่ยนโม่แล้ววางป้ายลงตรงหน้าเขาอย่างระมัดระวัง เธอเอนตัวแล้วกระซิบแนบหูของเย่เนี่ยนโม่แล้วกล่าวว่า : “นี่มันแพงเกินไป ปล้นกันเลยเถอะ หนึ่งหมื่นแปดพันหยวนนี่ฉันสามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้หนึ่งเทอมเลยนะ”
เสียงของติงยียีนั้นนุ่มนวลและอ่อนโยน ทั้งสองคนขยับเข้าใกล้กัน หัวใจของเย่เนี่ยนโม่เต้นแรง ความรู้สึกคุ้นเคยแต่ว่าแปลกหน้าตอนอยู่ในถ้ำได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขาถอยกลับเพื่อขยายระยะห่างกับติงยียี
“ไปลองดูก่อน” เย่เนี่ยนโม่พยักหน้าให้กับพนักงานเพื่อปิดบังอาการ พนักงานเข้าใจทันทีแล้วพาติงยียีไปห้องลองเสื้อทั้งดันทั้งเกลี้ยกล่อมให้เข้าไปในนั้น