ตอนที่ 1446
ตอนที่ 1446 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1346
October 28, 2026
พอเดินออกมาจากบริษัทหลินซื่อแล้ว พระอาทิตย์ในเวลา 12 นาฬิกาตอนเที่ยงวันก็ทำให้ติงยียีต้องหรี่ตาไปมา และวิ่งไปตามทางเล็กๆจนถึงร้านอาหารที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วต่อคิวซื้ออาหารให้เพื่อนร่วมงาน
ในร้านอาหาร หลินเจี๋ยเห็นติงยียี จึงถามด้วยความแปลกใจว่า “ตัวคนเดียวกินเยอะขนาดนั้นเชียวเหรอ?”
ติงยียีจึงยิ้มแล้วพูดว่า “เปล่าค่ะ ฉันออกมาทานอาหาร แล้วก็เอาไปให้เพื่อนร่วมงานด้วยค่ะ”
หลินเจี๋ยโบกมือไปทางผู้ช่วย แล้วผู้ช่วยก็รับกล่องอาหารกลางวันที่อยู่ในมือของเธอมา ติงยียีคิดอยากจะหยิบมันกลับมาด้วยความประหลาดใจ หลินเจี๋ยจึงโบกมือแล้วพูดว่า “เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ผมมีธุระที่จะต้องไปที่บริษัทเย่ซื่อสักหน่อย ผู้ช่วยของผมเธอไม่สะดวก คุณไปกับผมนะ”
เมื่อติงยียีเห็นผู้ช่วยที่กำลังยิ้มให้ตัวเองอย่างฮึกเหิมและมีชีวิตชีว่า เธอก็จำใจต้องเดินตามหลังประธานกรรมการหลินไปทุกย่างก้าว
ณ บริษัทเย่ซื่อ ไห่โจ๋ซวนถือหนังสือสัญญามาและพูดว่า “ศูนย์การค้านานาชาติได้เริ่มก่อสร้างแล้ว แต่ทีมก่อสร้างที่ควบคุมอยู่ในขณะนี้ไม่น่าจะก่อสร้างได้ทันตามแผนงานที่เราวางไว้ล่วงหน้า ฉันจะหาทีมก่อสร้างทีมใหม่มารับผิดชอบงานอีกชิ้นหนึ่ง นายดูหน่อยสิว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
เย่เนี่ยนโม่วางมือบนสัญญาและผลักออกไปตามใจชอบ จากนั้นก็ตบไหล่ของเขาแล้วพูดก็ว่า “ยังจะมาทำท่าทางเกรงอกเกรงใจกับฉันอีก ฉันจะไม่เชื่อใจนายขนาดนั้นเชียวหรือ เสียแรงที่เป็นพี่น้องกันซะแล้ว”
ไห่โจ๋ซวนยิ้มแล้วเก็บสัญญาขึ้นมา จากนั้นประตูก็ถูกเคาะ และหลินเจี๋ยก็เดินเข้ามา
“ลุงหลิน คุณลุง” เย่เนี่ยนโม่กับไห่โจ๋ซวนรีบลุกขึ้นมา หลินเจี๋ยยิ้มแล้วแสดงท่าทางบอกเป็นนัยให้ทั้งสองคนนั่งลง “เนี่ยนโม่ ลุงเอาของขวัญมาส่งให้เธอแล้ว ตอนนี้กำลังรอเธออยู่ที่ร้านกาแฟด้านล่างบริษัทของพวกเธอ”
“ของขวัญเหรอครับ?” เย่เนี่ยนโม่มองเขาอย่างระแวงสงสัย ไห่โจ๋ซวนลุกขึ้นมายิ้มและพูดว่า “ร้านกาแฟเหรอ พอดีเลย ฉันก็อยากดื่มกาแฟอยู่เหมือนกัน ไปด้วยกันเถอะ”
“จะถือโอกาสเข้าไปเพิ่มความยุ่งยากให้เขาทำไม เธอกลับมานี่ๆ เรามาคุยเรื่องอื่นกันสักหน่อยดีกว่า”ไห่โจ๋ซวนมองเขาอย่างกลัดกลุ้มใจ แล้วจำใจนั่งลงอย่างไม่มีทางเลือก
เมื่อเห็นเย่เนี่ยนโม่เดินออกไปแล้ว ไห่โจ๋ซวนก็เกิดความรู้สึกสนใจอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก จึงถามขึ้นมาว่า “คุณลุงครับ คุณลุงเตรียมของขวัญอะไรให้เนี่ยนโม่เหรอครับ?”
หลินเจี๋ยตบไปที่ไหล่ของเขา แล้วพูดอย่างไม่เกรงใจว่า “เจ้าเด็กน้อยเธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ควรจะหาแฟนสักคนได้แล้ว ใครๆก็กลัวว่าเด็กๆในบ้านจะมีข่าวฉาวเรื่องความรักกัน ส่วนฉันแทบอยากให้เธอมีข่าวฉาวเรื่องความรักกับเขาบ้างจนใจจะขาด ฉันว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆจากบ้านตระกูลเย่ก็ไม่เลวเลยนะ!”
“คุณลุง!”ไห่โจ๋ซวนลากโทนเสียงขึ้นสูง พอสังเกตเห็นว่าตัวเองยั้งสติไม่อยู่ เขาจึงไอแห้งๆเหมือนกับจะปิดบังอะไรอยู่แล้วพูดว่า “หรือว่าลุงไม่เคยคิดว่าพ่อของผมจะไม่อยากให้ผมกับตระกูลเย่ใกล้ชิดกันมากเกินไป?”
สวีเห้าเซิงตกตะลึง แล้วพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจว่า “จะเป็นไปได้ยังไง!” ไห่โจ๋ซวนค่อยๆกำมือที่อยู่ใต้โต๊ะให้แน่นๆ ทำไมทุกคนถึงให้อภัยทุกสิ่งทุกอย่างที่ตระกูลเย่ได้ทำเอาไว้อย่างง่ายดาย เขาจะไม่มีทางให้อภัย และเขาจะต้องทำลายตระกูลเย่ให้ได้อย่างแน่นอน!
พอเย่เนี่ยนโม่เดินมาถึงร้านอาหาร บริกรก็พาเขาไปที่ห้องอาหารห้องเล็กโดยอัตโนมัติ ภายในห้องอาหารมีคนที่สวมหน้ากากตุ๊กตามาสคอตกระต่ายสีขาวกำลังนั่งอยู่ตัวหนึ่ง
“เกิดอะไรขึ้น?” เย่เนี่ยนโม่ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ บริกรยิ้มระรื่นและพูดว่า “มีแขกที่แซ่หลินท่านหนึ่งบอกว่านี่เป็นเซอร์ไพรส์ที่จะมอบให้คุณค่ะ”
ประตูถูกปิดลง เย่เนี่ยนโม่เดินเข้าไปใกล้ตุ๊กตามนุษย์ ตุ๊กตามนุษย์ขยับเขยื้อนไปมา จากนั้นก็ส่ายหน้าขึ้นๆลงๆ เย่เนี่ยนโม่จึงพูดว่า “คุณต้องการให้ผมถอดหมวกออกมาเหรอ?”
กระต่ายพยักหน้า เย่เนี่ยนโม่ก้าวไปข้างหน้าและจับหูกระต่ายด้วยมือทั้งสองแล้วถอดหน้ากากตุ๊กตาออก ก็เห็นติงยียีที่ร้อนจนหน้าแดงก่ำไปหมดอยู่ในหน้ากาก เขาจึงหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ เขาดึงหูกระต่ายและพูดอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า “เหมือนมากจริงๆ”
“ประธานกรรมการบอกว่าถ้าฉันไม่แสดงเป็นกระต่ายก็จะหักเงินเดือนฉัน!” ติงยียีอยากจะร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา พอเย่เนี่ยนโม่ก้าวไปข้างหน้าและเหยียดมือออก เธอก็ถอยมาข้างหลังทันที มือของเย่เนี่ยนโม่จึงค้างอยู่ในอากาศ ผ่านไปสักพักจึงพูดขึ้นมาว่า “ผมยุ่งแล้ว”
ติงยียีจึงจัดทรงผมให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว เย่เนี่ยนโม่มองดูนาฬิกา แล้วพูดว่า “ทานข้าวหรือยัง?”
ติงยียีส่ายหน้า เขาจึงขมวดคิ้ว แล้วลุกขึ้นไปเปิดประตู และพูดกับบริกรที่อยู่ด้านนอกว่า “ขออาหารปรุงสุกที่ค่อนข้างด่วนจำนวนหนึ่งครับ”
พอเขากลับเข้าไปในห้องอาหารใหม่อีกครั้ง ติงยียีก็มองซ้ายแลขวา เมื่อเย่เนี่ยนโม่เข้ามาใกล้ๆเธอก็หนีไปด้านข้าง เย่เนี่ยนโม่เหยียดแขนทั้งสองข้างออกไปโอบสองข้างของโซฟาเอาไว้ เขาเอียงศีรษะเล็กน้อยและมองเข้าไปในดวงตาของเธอ แล้วพูดว่า “ทำไมหลายวันมานี้เธอไม่ตอบข้อความของฉันเลยล่ะ?”
“ฉันหลับไปแล้ว!” ติงยียีตะโกนออกไปอย่างแข็งนอกอ่อนใน เธอไม่อาจยอมรับได้ว่าเป็นเพราะเธอไม่รู้ว่าจะกลับยังไงดังนั้นก็เลยยอมทำลายตัวเอง
“เป็นอย่างนี้เองเหรอ?” เย่เนี่ยนโม่ลู่ตาลงเล็กน้อย สักครู่หนึ่งก็พูดว่า “จะต้องทำยังไง?”
“เอ๊ะ?” ติงยียีมองเขาด้วยความสงสัย เย่เนี่ยนโม่จึงพูดต่อไปว่า “จะต้องทำยังไงเธอถึงจะเชื่อว่าฉันกับอ้าวเสว่เป็นแค่อดีตไปแล้ว?”
ทันใดนั้นเรื่องที่ทำให้อึดอัดใจก็ถูกเปิดเผยออกมา ติงยียีรู้สึกสับสนวุ่นวายใจจนไม่รู้ว่าจะเอามือไม้ไปวางไว้ที่ไหน และแล้วประตูก็ถูกเคาะ เย่เนี่ยนโม่จึงปล่อยให้เธอไปเปิดประตู แล้วพูดอย่างเฉยเมยโดยหันหลังให้เธอว่า “ฉันจะไม่บังคับเธอ”
บนโต๊ะอาหาร เพราะว่าเขาพูดเช่นนั้นออกมา แม้แต่อาหารที่อยู่ตรงหน้าก็จืดชืดไม่มีรสชาติไปแล้วเล็กน้อย พอติงยียีอยากจะคีบหน่อไม้ฝรั่ง จานหน่อไม้ฝรั่งก็ถูกเย่เนี่ยนโม่เคลื่อนออกไป พออยากจะคีบเนื้อสไลซ์ เนื้อสไลซ์ก็ถูกเคลื่อนออกไปอีก เธอจึงเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง
“เมื่อกี้ฉันกำลังคิดอยู่ตลอดเวลาเลยว่าจะกระชับระยะห่างของเธอกับฉันให้ใกล้กันได้ยังไง” เย่เนี่ยนโม่พูดช้าๆ
“แล้วยังไงล่ะ?” ติงยียีรู้สึกอึดอัดกับหัวข้อสนทนานี้มาก แต่กระบวนความคิดกลับอดไม่ได้ที่จะเดินตามเขาไป เย่เนี่ยนโม่ยิ้มและวางจานอาหารทั้งสองจานไว้ข้างหน้าเธอ แล้วพูดว่า “ดังนั้นตอนนี้เราก็มาทำความเข้าใจกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกกันเถอะ”