ตอนที่ 1449
ตอนที่ 1449 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1349
October 28, 2026
ติงยียีถูกเขามองจนรู้สึกกลัวไปหมดแล้ว เธอจึงทำได้เพียงหลับตาลงอย่างหมดหนทาง แล้วพยายามดันหน้าอกของเขาและคิดจะผลักเขาออกไปด้วยมือทั้งสองข้าง แต่กลับถูกเขาจูบจนมือไม้อ่อนลงไปเสียแล้ว เธอจึงทำได้เพียงจับเสื้อเชิ้ตของเขาเอาไว้อย่างหมดหนทาง
“ถ้าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับฉัน ถ้าอย่างนั้นการแสดงออกบนใบหน้าของเธอคืออะไรล่ะ? ถ้าอย่างนั้นทำไมเธอถึงไม่ตบฉันแรงๆสักฉาดล่ะ?” เย่เนี่ยนโม่ลูบริมฝีปากของเธอเบาๆและพูดออกมาอย่างแผ่วเบา ในใจของเขารู้สึกมีความสุขมาก แต่สำหรับติงยียีกลับเป็นเพียงการลองใจที่น่าอับอายขายหน้าอีกครั้งหนึ่ง
“เย่เนี่ยนโม่!” คอเสื้อของเย่เนี่ยนโม่ถูกใครบางคนที่อยู่ด้านข้างดึงออกไปอย่างแรง เย่ชูหวินชกไปที่เขาหนึ่งหมัด เย่เนี่ยนโม่จึงหลบหลีกออกไป
“ชูหวิน!” ติงยียีตะโกนเรียกเขา เขาเห็นฉากเมื่อสักครู่นี้แล้วใช่ไหม? เขาจะต้องคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงไม่ดีไปแล้วสินะ เย่เนี่ยนโม่ยืนตัวตรงและมองไปที่เย่ชูหวิน แล้วพูดว่า “ฉันไม่เคยคิดจะทำร้ายนายเลยนะ แต่ความรักมันยากที่จะบังคับได้”
“ที่ฉันโกรธไม่ใช่เพราะนายคิดจะแย่งเธอไปจากฉันหรอกนะ แต่ที่ฉันโกรธก็คือนายยังไม่ได้เคลียร์ความสัมพันธ์ทั้งหมดให้มันชัดเจนก็มายั่วเย้าเธอต่างหากล่ะ!” เย่ชูหวินกำหมัดจนเสียงดังกรอบแกรบขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดไม่จาอะไร เย่ชูหวินจึงพูดต่อไปว่า “เกิดอะไรขึ้นกับอ้าวเสว่อย่างนั้นเหรอ? เมื่อกี้โจ๋ซวนบอกกับฉันแล้ว ว่านายกับอ้าวเสว่คืนดีกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นทำไมนาย ทำไมในวินาทีถัดมานายกลับมาหายียีอย่างไม่สะทกสะท้านอะไรได้ล่ะ ทำไมนายต้องมาล้อเล่นกับเธอด้วย!”
“พอได้แล้ว ฉันรู้เรื่องนี้หมดแล้ว ฉันกับเขาเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น!” ติงยียีตะโกนเสียงดังเย่ชูหวินรักเธออย่างสุดหัวใจ และอยากพูดอะไรบางอย่างกับเธอ ทันใดนั้นติงยียีก็ลากเย่ชูหวินเข้ามา แล้วยืนเขย่งปลายเท้าขึ้นมาและยื่นริมฝีปากของตัวเองออกไป
ดวงตาของเย่ชูหวินเบิกกว้าง แล้วกอดเธอเอาไว้ทันที ความโกรธของเย่เนี่ยนโม่ไม่สามารถระงับได้เลย เขาจึงก้าวไปข้างหน้าและคิดจะแยกทั้งสองคนออกจากกัน และแล้วแขนของเขาก็ถูกแรงมวลหนึ่งจับไว้
“คุณลุงบอกเรื่องทั้งหมดกับฉันแล้ว นายในตอนนี้ทำให้ติงยียีมีความสุขไม่ได้หรอก ปล่อยมือซะเถอะ” เมื่อมองดูท่าทางที่เจ็บปวดใจของเขา หัวใจของไห่โจ๋ซวนก็เต็มไปด้วยความสบายอกสบายใจ
ติงยียีจูงมือของเย่ชูหวินเดินผ่านเขาไปด้านข้าง โดยไม่หันหน้ากลับมาอีก แล้วก็ขึ้นไปบนรถ ติงยียีหลับตาลง เธอไม่ได้หลับแต่อย่างใด แต่เธอไม่กล้าลืมตาขึ้นมามองฝ่ายตรงข้ามต่างหาก
“คนโง่ แม้ว่าคุณจะใช้ผมเป็นเครื่องมือ แต่ผมก็มีความสุขมากเลยนะที่คุณคิดถึงผม” เย่ชูหวินถือโอกาสตอนที่มีไฟแดงยื่นมือข้างหนึ่งออกไปลูบบนศีรษะของเธอ
“ไม่ใช่ซะหน่อย!” ติงยียีลุกขึ้นมานั่งในทันที แล้วพูดว่า “ฉันชอบคุณมาโดยตลอด ไม่ได้ใช้คุณเป็นเครื่องมือซะหน่อย!”
เย่ชูหวินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็ยิ้มอย่างสบายใจ เขานึกว่าตัวเองจะเสียเธอไปแล้วจริงๆ ในขณะที่กำลังมองติงยียีที่หน้าแดงเพราะกำลังรู้สึกหวั่นไหวและหาข้อแก้ตัวอยู่ เขาก็รู้สึกว่าเหมือนดอกกุหลาบเยว่จี้ที่ทำให้คนหลงใหลเป็นอย่างมาก เขาจึงพูดด้วยเสียงที่แหบและไม่ชัดเจนเล็กน้อย แต่พออยู่ในที่แคบๆกลับชัดเจนมากออกมาว่า “ผมสามารถมองว่าคุณกำลังสารภาพรักกับผมได้หรือเปล่า?”
ติงยียีไม่ได้ยอมรับ และก็ไม่ได้ปฏิเสธ หัวใจของเธอกำลังสับสนวุ่นวายเหมือนด้ายพันกัน “ผมสัญญา” ทันใดนั้นเย่ชูหวินก็พูดขึ้นมา
“อะไรคะ?”ติงยียีมองไปทางเขา เย่ชูหวินจึงจับมือเธอขึ้นมา หลังจากนั้นก็เอานิ้วมือทั้งสิบมาประสานกัน และมองไปที่ดวงตาของเธออย่างจริงจัง แล้วพูดด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมว่า “ผมขอสัญญากับติงยียีว่าจากวันนี้เป็นต้นไปผมจะรักเธอดูแลเธอ และจะไม่ทำให้เธอเศร้าโศกเสียใจ”
ติงยียีตะลึงงัน ความลึกซึ้งที่เกิดจากการประสานนิ้วมือได้สกัดกั้นความสามารถในการคิดของเธอไปเสียแล้ว เย่ชูหวินไม่ใส่ใจที่เธอไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา เขาพูดต่อไปว่า “ติงยียี ตอนนี้ผมขอสารภาพกับคุณอย่างเป็นทางการว่า ผมชอบคุณ!”
“ฮ่าๆ! คุณคงเคยจีบผู้หญิงมาแล้วหลายคนเลยสินะ” ดวงตาของติงยียีเคลื่อนไปเคลื่อนมา และได้ทำให้การต่อสู้ครั้งสุดท้าย
“คุณคือรักแรกของผม” และแล้วรถก็ได้เข้าไปจอดอยู่ในโรงจอดรถของโรงพยาบาลอย่างมั่นคง พอเย่ชูหวินพูดจบก็ปล่อยมือที่ทั้งสองคนจับเอาไว้แน่นมาโดยตลอดออก แล้วลงรถไปเปิดประตูให้เธอ
พอเห็นเธอนั่งอยู่ในรถโดยไม่มีท่าทีตอบสนองใดใด บนใบหน้าของเย่ชูหวินก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาก้มศีรษะลงไปจับมือของเธอ และประสานมือกันต่อไป แล้วก็พาเธอลงมาจากรถ
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินตามหลังกันไป ทันใดนั้นเสียงที่แผ่วเบาของติงยียีก็ดังขึ้นมาจากข้างหลังของเย่ชูหวิน “ตกลง”
เขาหยุดเดินไปชั่วขณะ แล้วบนใบหน้าของเขาได้ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา จากนั้นเขาก็จูงมือของติงยียีเดินไปข้างหน้า ราวกับว่ากำลังมุ่งหน้าไปสู่ความสุขอย่างไรอย่างนั้น
ในโรงพยาบาล ซ่งเมิ่นเจ๋ที่ไม่ได้นอนทั้งคืนรีบมาทักทายพวกเขา ติงยียีจึงเร่งให้เธอกลับไปนอนด้วยความรู้สึกเป็นทุกข์ใจและรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไร ฉันจะไปดูอีกครั้ง ถ้ามีปัญหาอะไรเดี๋ยวฉันจะจัดการเอง” ซ่งเมิ่นเจ๋พูดด้วยจิตใจเข้มแข็ง
ในห้อง ICU ติงต้าเฉินยังนอนไม่ได้สติ ติงยียีมองดูใบหน้าของเขาบูดบวมขึ้นมาผ่านกระจก ผ้าพันแผลที่พันอย่างหนาแน่นอยู่รอบศีรษะทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดใจมาก หมอบอกว่าต้นขาของพ่อติดอยู่ระหว่างที่นั่ง เส้นเลือดใหญ่ถูกตัดตอนที่ใช้แรงดึงออกมา มีความเป็นไปได้ว่าส่วนขาของเขาอาจจะไม่สามารถเดินได้เหมือนคนปกติ
เย่ชูหวินพูดกับซ่งเมิ่นเจ๋ด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ชวยดูแลเธอให้ดีด้วยนะ” หลังจากที่กำชับเสร็จ เขาก็ไปเคาน์เตอร์ชำระเงิน
“ค่ารักษาพยาบาลของคุณผู้ชายท่านนั้นชำระเต็มจำนวนแล้วค่ะ” พยาบาลดูรายการแล้วพูด เย่ชูหวินพยักหน้า น่าจะเป็นเย่เนี่ยนโม่สินะ ก่อนหน้านี้เขาสามารถไม่คิดเล็กคิดน้อยได้ แต่ตอนนี้เขาเป็นแฟนของติงยียี ก็เลยไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยให้เขาชำระเงินให้อีกต่อไป
เขาจึงหยิบโทรศัพท์ออกมา หลังจากที่ต่อสายได้แล้วเสียงของอ้าวเสว่ก็ดังแทรกเข้ามา เย่เนี่ยนโม่ก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้าเล็กน้อยออกมา “ฮัลโหล”
“เนี่ยนโม่ ค่ารักษาพยาบาลของพ่อของยียีเท่าไหร่ ฉันจะจ่ายให้เอง” เย่ชูหวินพูด “ค่ารักษาพยาบาล? ค่ารักษาพยาบาลอะไร เกิดอะไรขึ้นกับพ่อของยียี!” เย่เนี่ยนโม่ยืนขึ้นในทันที เมื่ออ้าวเสว่เห็นเขาสาวเท้าก้าวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว เธอก็รีบโทรหาไห่โจ๋ซวนเพื่อถามให้เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น