ตอนที่ 1451
ตอนที่ 1451 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1351
October 28, 2026
เมื่อวางสายลงแล้วหันไปดูอีกครั้ง ปรากฏ ว่าไม่เห็นติงยียีแล้ว ติงยียีส่งอาหารออเดอร์สุดท้ายเสร็จ ก็ลากสังขารที่หอบเหนื่อยกลับไปยังบริษัทหลินซื่อ
ทันทีที่เข้ามาในห้องโถง แล้วเห็นลิฟต์กำลังจะปิด ติงยียีจึงรีบตะโกนขึ้น : “รอด้วยค๊าา!”
ในลิฟต์มีเหล่าเพื่อนร่วมงานที่คุ้นเคยรีบกดปุ่มปิดก่อนโดยไม่รอติงยียีวิ่งที่วิ่งมาที่ประตูลิฟต์ ติงยียีจึงถูกทิ้งไว้นอกประตูลิฟต์อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ทันเห็นเพียงใบหน้าเหล่านั้นที่ยิ้มเยาะเย้ยหยันอย่างสะใจ
เหลืออีกห้านาทีก็จะเข้างานแล้ว เธอจึงต้องปีนทางบันได ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ตั้งแต่สองสามวันก่อนแล้วตัวเองดูเหมือนจะถูกเพื่อนร่วมงานนั้นแบ่งแยก เมื่อนึกถึงในอีกสักครู่จะต้องเจอกับใบหน้าที่ไม่เป็นมิตรแม้แต่นิดเดียว ติงยียีก็ถอนหายใจแรงออกมา
“ตูตู สวัสดีตอนบ่ายจ้ะ” ทันทีที่เข้าประตูมา ติงยียีก็ทักทายกับเพื่อนร่วมงานที่เดินมาตรงหน้าที่อยู่แผนกธุรการ ผู้หญิงที่ชื่อตูตูคนนั้นเพียงแค่ยิ้มจางๆให้กับเธอแล้วก็เดินผ่านไป
“ใครก็ได้ช่วยไปถ่ายเอกสารชุดนี้ให้ผมหน่อยสิ ตอนนี้ผมยุ่งจริงๆ” เพื่อนร่วมงานชายคนหนึ่งถือชุดเอกสารลุกยืนแล้วตะโกนเสียงดังขึ้น
ติงยียีเห็นว่าไม่มีใครตอบรับเขา จึงใจดีก้าวมาข้างหน้าแล้วกล่าวขึ้น: “ฉันว่างพอดี ฉันไปให้ได้นะ” แววตาของเพื่อนร่วมงานชายที่มองเธอเต็มไปด้วยความมึนงง จากนั้นกล่าวอย่างเหินห่าง: “ไม่เป็นไร ผมไปเองแล้วกัน ความจริงก็ไม่ได้ยุ่งมากหรอก”
คนรอบข้างต่างหันมามองติงยียีด้วยแววตาที่ดูเหมือนเยาะเย้ย ติงยียีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันไปฝืนยิ้มให้กับทุกคน จากนั้นก็เดินกลับไปที่นั่งตำแหน่งของตัวเอง
“แกร๊ก!” ติงยียีเพิ่งจะนั่งลงเก้าอี้ของตัวเอง เก้าอี้ก็มีเสียงแปลกๆดังออกมา รอบข้างแอบมีเสียงหัวเราะดังขึ้น เธอจึงกดลงที่เบาะ แล้วดึงสิ่งเป็ดน้อยที่สามารถส่งเสียงร้องได้ออกมาจากในนั้น
“ทำแบบนี้จะดีเหรอ” เหยนหมิงเย้าดึงหน้าต่างบานเกล็ดลงแล้วหันไปถามอ้าวเสว่ อ้าวเสว่ถือเม็ดยาด้วยท่าทางรังเกียจแล้วกลืนลงไป ได้ยินดังนั้นจึงกล่าวขึ้น : “ ฉันไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้นนะ เพียงแค่เปิดเผยความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างสนิทกันระหว่างติงยียีกับประธานบริษัทหลินซื่อ และผู้จัดการทั่วไปของบริษัทเย่ซื่อเท่านั้น”
เหยนหมิงเย้านั่งอยู่ตรงข้ามเธอ สีหน้านั้นไม่เห็นด้วย อ้าวเสว่ยิ้มแล้วกล่าว : “ทำไมเหรอ หรือแม้แต่คุณเองก็รู้สึกเสียดาย”
“ใช่” เหยนหมิงเย้ากล่าวสั้นๆ อ้าวเส่วจึงกล่าวอย่างเย็นชา: “อย่างนั้นก็ใสหัวออกจากห้องสำนักงานของฉันไป”
“ผมไม่อยากเห็นคุณต้องกลืนยาทุกวัน ผมไม่อยากเห็นคุณต้องแสร้งทำเป็นมีความสุขกับการแก้แค้น ทั้งๆที่คุณไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย !” เหยนหมิงเย้าพูดจบรวดเดียว อ้าวเสว่หัวเราะเยาะ “อย่าเห็นฉันเป็นเด็กสามขวบไปหน่อยเลย”
“นี่คุณก็เห็นด้วยเหรอ” เหยนหมิงเย้ายิ้มขึ้นแล้วกล่าวด้วยสายตาที่ไร้อุณหภูมิ: “ อีกหนึ่งเดือนก็จะถึงเวลาประมูลแล้ว สู้ๆ”
ตลอดทั้งช่วงบ่าย ติงยียีนอนฟุบอยู่ที่โต๊ะอย่างหงอยเหงา มองดูอ้าวเสว่คุยกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นในห้องสำนักงานอย่างเมามัน
โทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเสียงที่เย็นชาปกติของเย่ชูหวิน “มาที่ดาดฟ้าตอนนี้หน่อย”
ติงยียีเห็นว่าไม่มีใครสังเกตตัวเอง จึงได้แอบไปที่ดาดฟ้า บนดาดฟ้า เย่ชูหวินนั่งอยู่ข้างๆจ้องมองดูก้อนเมฆที่อยู่ไกลๆ
ติงยียีดึงอยู่ที่ประตูกั้นดาดฟ้าแล้วตะโกนใส่เขาว่า “คุณรีบมาเร็ว ตรงนั้นสูงเกินไป!”
เย่ชูหวินหันมาทางเธอแล้วยิ้มให้ จากนั้นลุกก็ขึ้นก้าวออกไปด้านนอกหนึ่งก้าว ดวงตาเห็นว่ากำลังจะก้าวเหยียบสู่อากาศ “ชูหวิน!” ติงยียีจึงรีบวิ่งกระโจนไปโดยไม่สนใดๆ เย่ชูหวินคว้าแขนของเธอแล้วดึงเข้ามาในอ้อมกอดของตัวเอง จากนั้นเดินขยับเข้ามาในดาดฟ้า
ขาของติงยียีนั้นอ่อนปวกเปียกไปหมด เย่ชูหวินจึงกล่าวด้วยความสงสัย: “เป็นอะไร กลัวความสูงเหรอ” เธอส่ายหน้า แล้วยิ้มให้เขาจางๆด้วยใบหน้าที่ขาวซีด
“ขอโทษที่ทำให้คุณกลัว” เย่ชูหวินโอบเธอเบาๆ สัมผัสความอบอุ่นจากฤดูร้อนบนตัวอีกฝ่าย ติงยียีหลับตาลงแล้วค่อยๆโอบเข้าที่ไหล่ของเขา บางทีบนโลกใบนี้ ยังคงมีเขาที่คอยอยู่เคียงข้างตัวเอง
ในเดือนเจ็ดมีลมเย็นๆพัดเบาๆแล้ว เย่ชูหวินหันมองติงยียีที่เคลิ้มหลับซบอยู่ที่ไหล่ของตัวเอง ในมือของเธอยังถือมาการองหนึ่งชิ้น ปากเล็กๆได้อ้าค้าง ไม่รู้ว่าฝันถึงอะไรถึงได้ส่งเสียงงึมงำ
เย่ชูหวินมองดูก้อนเมฆที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของพวกเขาทั้งสอง สีหน้าถึงแม้จะดูราบเรียบ แต่ในใจนั้นกลับกระวนกระวาย ความรู้สึกตกใจที่ได้ยินจากปากคุณลุงว่ายียีไปทำงานพาร์ทไทม์ในตอนแรกได้หายไปแล้ว และความรู้สึกที่เข้ามาแทนที่คือความเจ็บปวดที่ไม่รู้จบ
ติงยียีขยับตัว สะลึมสะลือกึ่งหลับกึ่งตื่น นานมากแล้วที่เธอไม่ได้รู้สึกสบายเช่นนี้ ทันใดนั้นดวงตาเบิกโพลงขึ้น นั่งลงแล้วยกมือขึ้นดู “ตายแล้ว! เหลือเวลาเพียงอีกหนึ่งชั่วโมงก็จะเลิกงานตอนบ่ายแล้ว ทำไงดีๆ!”
ติงยียีลุกขึ้นอย่างลนลาน เย่ชูหวินนั่งลงดึงมือของเธอแล้วกล่าวขึ้น “ลางานให้แล้ว”
“ลางานแล้ว?คุณรู้จักผู้จัดการฝ่ายบุคคลเหรอ” ติงยียีถามขึ้น เย่ชูหวินส่ายหน้า แล้วหันไปสบตากับแววตาที่สงสัยของเธอ: “ผมไม่รู้จักผู้จัดการฝ่ายบุคคลของเธอพวกคุณหรอก แต่ผมรู้จักกับท่านประธานของพวกคุณ”
“ดังนั้นนี่ถือเป็นการใช้เส้นสาย?” ติงยียีถามขึ้นอย่างไม่มั่นใจ เย่ชูหวินยิ้มแล้วพยักหน้าให้กับเธอ ติงยียีจึงนั่งกลับลงไปแล้วหันไปถาม : “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ควรทำอย่างไรดี”
เย่ชูหวินคว้าศีรษะของเธอเอนพิงเข้ามาที่ไหล่ของตัวเองอีกครั้ง แล้วกล่าวเบาๆ “นอนต่อสิ”
ในวันเสาร์ ติงยียีไปถึงโรงพยาบาลแต่เช้า ติงต้าเฉินได้ย้ายไปห้องผู้ป่วยทั่วไปแล้ว อาการบวมบนใบหน้าก็ดีขึ้นไม่น้อย
เธอยกน้ำมาหนึ่งกะละมัง ค่อยๆช่วยติงต้าเฉินเช็ดแขนเบาๆ พยาบาลที่อยู่ข้างๆอยากจะรับช่วงต่อ แต่ถูกเธอห้ามไว้ หลังจากเช็ดแขนขาเสร็จแล้วก็ได้เทน้ำทิ้งไป จากนั้นติงยียีจึงหยิบบัตรออกมาหนึ่งใบแล้วถามขึ้น : “ขออนุญาตถามว่าค่าพยาบาลของคุณเท่าไหร่คะ ฉันจะจ่ายให้คุณ หลายวันที่ผ่านมาลำบากคุณแล้วนะคะ”