ตอนที่ 1463
ตอนที่ 1463 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1363
October 28, 2026
เย่เนี่ยนโม่มองBakerด้วยความมึนงง Bakerขยิบตาให้กับเขา กระแอมเสียงแล้วกล่าวขึ้น: “คุณเย่ เชิญคุณให้การเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนนั้นครับ”
อ้าวเสว่เขย่าแขนของเขาแล้วส่ายหน้า เธอกังวลจริงๆว่าจะทำให้ตำรวจเกิดความสงสัย เพราะเหตุการณ์ในห้องแสดงนิทรรศการเมื่อสามปีก่อนก็เป็นตำรวจนายนี้ที่เป็นคนสืบสวน
“คืนนั้นอ้าวเสว่อยู่ที่บ้านจริงๆ ผมเป็นพยานให้ได้” เย่เนี่ยนโม่กล่าวเบาๆ Bakerมองสังเกตอ้าวเสว่ตลอดเวลา เห็นเธอถอนหายใจโล่ออกเบาๆ ก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ แต่ในเมื่อเย่เนี่ยนโม่พูดขนาดนี้ จึงโบกมือขึ้นแล้วกล่าว: “ในเมื่อเป็นแบบนี้ อย่างนั้นพวกคุณสามารถกลับกันได้ ถ้ามีอะไรทางเราค่อยแจ้งให้พวกคุณทราบ”
ติงยียีมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตรงหน้า เห็นอ้าวเสว่กับเย่เนี่ยนโม่ออกประตูไปจึงได้รีบตามออกมา อ้าวเสว่กล่าวด้วยความสงสัย :“ติงยียี?”
จางถังนั้นมองติงยียีด้วยหางตาอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง สิ่งที่เขาเป็นห่วงสุดในตอนนี้คือEmilyจะสาวตัวเองออกมาหรือไม่ ถ้าหากไม่มีหลักฐานก็คงจะไม่เป็นไรมั้ง
“ฉันขอคุยกับคุณสักสองสามประโยคจะได้ไหม” ติงยียีกล่าวกับเย่เนี่ยนโม่ “ไม่ได้!” อ้าวเสว่ดึงรั้งเขาไว้ เจ็บใจข้างใน ที่ทำไมผู้หญิงคนนี้อยู่ที่ไหนก็มีแต่เงาของเธอ
“มีอะไรก็ขอให้พูดกันตรงนี้เถอะ” เย่เนี่ยนโม่กล่าว อ้าวเสว่มองติงยียีอย่างสะใจ
“ไม่มีอะไรแล้ว” ติงยียีพูดเสร็จก็หันหลังจากไป ต่อให้อ้าวเสว่จะพูดโกหก เย่เนี่ยนโม่ก็คงจะช่วยเธออยู่ดี ตัวเองถามหรือไม่ถามก็ไม่มีความแตกต่าง
เมื่อกลับไปถึงเฟิงจิ่งย่วน อ้าวเสว่ที่ต้องการจะลงจากรถ “ตี๊ดๆ” รถถูกล็อก เธอจึงกล่าวขึ้นด้วยความงุนงง: “ทำไมเหรอเนี่ยนโม่”
“คืนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คุณกับจางถังสนิทกันขนาดนั้นเลยเหรอ” เย่เนี่ยนโม่ไม่ได้เปิดโปงเธอตอนที่อยู่สำนักงานตำรวจ แต่ว่าคำพูดที่มีพิรุธของเธอ ละความสนใจจากเขาไม่ได้
อ้าวเสว่แสร้งทำเป็นนิ่งสงบแล้วกล่าว :“ฉันบังเอิญได้รับการติดต่อจากเขาหลังจากที่กลับมาประเทศ มีเวลาว่างก็แวะดื่มกาแฟด้วยกันสองสามแก้ว คืนนั้นฉันคิดถึงคุณมาก ไม่กล้าไปหาคุณ จึงได้ชวนเขามาดื่มกาแฟด้วยกันสองแก้ว ต่อไปฉันจะไม่ชวนเขาอีกแล้ว” พูดจบดวงตาของเธอเริ่มแดงก่ำ
เย่เนี่ยนโม่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขาไม่เชื่อว่าอ้าวเสว่จะสามารถพูดโกหกได้ เพราะพวกเขาทั้งคู่เคยมีช่วงเวลาอดีตที่งดงามด้วยกัน
“ติงยียีทำไมถึงไปอยู่ที่นั่น” อ้าวเสว่ถามหยั่งเชิง
“คนที่ได้รับอุบัติเหตุคือคุณพ่อของเธอ ทางตำรวจเจอแหวนของดาราคนหนึ่งมีคราบเลือดของคุณพ่อของเธอ” เย่เนี่ยนโม่ลังเลครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดออกมา
อ้าวเสว่แอบด่าจางถังในใจว่าไอ้ควายโง่ หลังจากเย่เนี่ยนโม่จากไป ก็ได้รีบโทรศัพท์ไปหาเขาทันที เมื่อวางสายก็ทรุดตัวลงบนโซฟาอย่างอ่อนกำลัง เมื่อได้พูดโกหกแล้ว ก็ต้องใช้คำโกหกอื่นมาทับเสริม วนไปไม่รู้จบรู้สิ้น
เรื่องของคุณพ่อและยังมีเรื่องของชาวเนเธอร์แลนด์ทำให้ติงยียีปวดศีรษะจนแทบจะระเบิด แต่เช้าตรู่ เธอแบกใบหน้าที่ขอบตาดำไปเฝ้าชาวเนเธอร์แลนด์ที่หน้าร้าน เพิ่งจะมาถึงก็เห็นอีกคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว
“ทำไมเธอถึงรู้ว่าคุณเฟ่ยหลอจะมาวันนี้” อ้าวเสว่มองเธอด้วยความสงสัย ทุกๆวันเฟ่ยหลอจะต้องมาตรวจร้านเป็นประจำ ซึ่งเหยนหมิงเย้าเป็นคนบอกกับเธอ แล้วติงยียีรู้ได้อย่างไร
“น้าหวางเป็นคนบอกกับฉัน” ติงยียีกล่าว อ้าวเสว่ยิ้มเยาะ คิดในใจ ไม่เต็มใจบอกก็ไม่เป็นไร จะอ้างพนักงานทำความสะอาดเพื่ออะไรกัน!”
ตอนเช้าแปดโมง รถเบนซ์คันหนึ่งปรากฏอยู่ในสายตาของคนทั้งคู่ เมื่อเฟ่ยหลอเห็นพวกเธอก็รีบหันหลังแล้วขึ้นไปในรถอีกครั้ง ทั้งคู่สบตากัน
อ้าวเสว่รู้ว่าเฟ่ยหลอมารับคู่หมั้นไปถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง จึงย่ามใจมองติงยียีแวบหนึ่ง หันหลังไปเรียกรถแท็กซี่คันหนึ่งแล้วก็จากไป
ติงยียีลังเลว่าจะไปชานเมืองของเมืองตงเจียงดีไหม เมื่อวานน้าหวางบอกว่าเธอมีญาติคนหนึ่งทำงานร้านของเฟ่ยหลอพอดี จึงได้รับข้อมูลว่าวันนี้เฟ่ยหลอจะไปถ่ายรูปพรีเวดดิ้งกับคู่หมั้นที่ชานเมือง ไม่สนใจแล้ว ไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน
“คุณชายครับ คุณติงยียีล้มเหลวอีกแล้วครับ ตอนนี้กำลังนั่งอยู่บนรถแท็กซี่ ผมเตรียมจะตามไปครับ” เสียงที่ชัดเจนของเย่ป๋อดังขึ้นจากโทรศัพท์
เมื่อวางสายโทรศัพท์ลง หลินเจี๋ยกำลังวางหมากลงบนกระดาน กล่าวขึ้น:“ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าวัยรุ่นอย่างพวกคุณกำลังทำอะไรกัน ชอบแต่กลับไม่ไขว่คว้า ในจุดจุดนี้นายสู้พ่อของนายไม่ได้เลยนะ”
“ผมรับปากกับลุงสวีไว้” เย่เนี่ยนโม่นวดกำลังกุมขมับจากนั้นวางหมาก สักพักกินรวบหลินเจี๋ยทีเดียวห้าหกเม็ด หลินเจี๋ยโกรธจนเคาะกาดินเผาสีม่วงที่อยู่ในมือเสียงดังแกร๊งๆ
“เห้าเซิง นายไปรับปากอะไรกับเขา แล้วอ้าวเสว่กับเขาเป็นอะไรกัน ผมเห็นเขาค่อนข้างเป็นห่วงเธอจริงๆ” หลินเจี๋ยโมโหเล็กน้อย มิตรภาพเขากับสวีเห้าเซิงตั้งหลายสิบกว่าปี แต่เขากลับมีเรื่องปิดบังตัวเอง
“ว้าว ไอ้หนู นี่นายมาล้อมผมไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่” หลินเจี๋ยมองที่กระดานหมาก แล้วเห็นหมากขาวของตัวเองเหลือไม่กี่เม็ด ที่เหลือล้วนเป็นหมากดำ จึงได้แต่ถอนใจแล้วยอมรับว่าคนรุ่นหลังนั้นเหนือกว่าคนรุ่นก่อน
ชานเมืองของเมืองตงเจียงคือผืนทุ่งทานตะวัน แท็กซี่สองคันไปถึงที่หมายพร้อมกัน ติงยียีลงจากรถแล้วหันไปมองอ้าวเสว่ที่ก็กำลังลงจากรถด้วยความประหลาดใจ เหยนหมิงเย้าที่รออ้าวเสว่อยู่ก่อนแล้ว ได้กล่าวขึ้นอย่างมีนัยว่า :“นี่คือโลกกลมใช่ไหม”
อ้าวเสว่ที่สวมรองเท้าส้นสูงเงยหน้ายืดอกเดินผ่านติงยียีไป ทันใดนั้นเหยนหมิงเย้าที่อยู่ข้างๆได้กล่าวขึ้น “พวกคุณอยากร่วมมือกันไหม”