ตอนที่ 1464
ตอนที่ 1464 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1364
October 28, 2026
“เธอรู้ไหม ฉันเพื่อเขาแล้วถึงกับต้องแกล้งโง่แกล้งบ้า!” อ้าวเสว่เคาะขวดเบียร์ให้ดังแกร๊งยิ่งขึ้น
“แกล้งโง่แกล้งบ้า หมายความว่าอย่างไร” ติงยียีกล่าวถาม
“ก็คือฉันจงใจบอกว่าฉัน···อื้อๆ!” เหยนหมิงเย้าเอามืออุดปากของเธอไว้ แล้วลากเธอลงจากเก้าอี้นั่งทรงสูง จากนั้นกล่าวกับติงยียีว่า: “ดูเหมือนเธอจะเมาแล้ว ผมส่งเธอกลับบ้านก่อน คุณกลับคนเดียวได้ไหม”
ติงยียีพยักหน้า เธอไม่ได้สนิทกับเหยนหมิงเย้า แม้แต่คำพูดยังเคยพูดเพียงไม่กี่คำ ย่อมไม่ให้เขาส่งตัวเองอย่างแน่นอน
เหยนหมิงเย้าประคองอ้าวเสว่ออกจากบาร์ พอดีเข้ากับบาร์เริ่มเปิดเพลงแดนซ์ดิสโก้มันดุเดือด แสงไฟหลากสีสันสาดส่องวูบวาบเหล่าวัยรุ่นหนุ่มสาวที่สํามะเลเทเมา
“ติงยียี” ทันใดนั้นเขาได้หันหลังมา ติงยียีเดินตามหลังของเขา เมื่อได้ยินเขาเรียกตัวเอง จึงถอยสองสามก้าวแล้วจ้องมองเขา
“ถ้าหากเป็นไปได้ อย่าไปแย่งเย่เนี่ยนโม่เลย ถึงแม้ใครๆจะดูออกว่าเขาขอบคุณก็ตาม” เหยนหมิงเย้ากล่าวเบาๆ
“มันชัดเจนขนาดนั้นเลยเหรอ” เสียงติงยียีค่อยๆลดต่ำลง คำตอบเริ่มค่อยๆชัดเจน เธอซ่อนเก็บไว้ในก้นบึ้งของหัวใจมาโดยตลอด แต่เย่ชูหวินกลับพูดถึง ประธานหลินก็พูดถึง ตอนนี้แม้แต่เหยนหมิงเย้าที่พบเจอกับตัวเองเพียงไม่กี่ครั้งก็พูดถึงอีก
เหยนหมิงเย้ารู้ว่าเธอมีคำตอบในใจแล้ว พาอ้าวเสว่ที่เมาแล้วซบลงมาที่ตัวของตัวเองแล้วประคองเดินออกไป ไม่ใช่ของตัวเอง สุดท้ายก็ไม่ใช่อยู่ดี ต่อให้คุณพยายามยื้อสุดชีวิต ใช้กาวที่เหนียวหนืดที่สุดเพื่อรักษาให้ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่เมื่อวันหนึ่งภาพลวงตาถูกฉีกออก รังแต่จะยิ่งทวีคูณความเจ็บมากขึ้นเท่านั้น
คำพูดของเหยนหมิงเย้าทำให้ติงยียีรู้สึกเครียด เมื่อลงมาจากรถบัสสาธารณะ เธอก็เดินอยู่บนถนนอย่างเงียบๆ มีเสียงรถวิ่งดังมาจากด้านหลัง ติงยียีจึงขยับไปข้างๆ แสงส่องสว่างจ้าที่อยู่ด้านหลัง เธอจึงได้หรี่ตาลง และอยากจะขยับหลบไปข้างๆ
“ระวัง!” มีแรงมาผลักเธอออกไป เธอจึงเซถอยหลังไปสองสามก้าว ตื่นตกใจขึ้นเมื่อเห็นคนที่เข้ามาผลักตัวเองแล้วหลบไม่ทันคือเย่เนี่ยนโม่
“ม่ายยย!” ติงยียีกรีดร้องแล้วปิดตาลง ทนดูไม่ได้กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้คนกลัวก็ไม่ได้เกิดขึ้น รถได้ขับแฉลบผ่านร่างของเย่เนี่ยนโม่ไปอย่างเฉียดฉิว จากนั้นก็ขับออกไปอย่างรวดเร็ว
“เนี่ยนโม่!” ตังยียีรู้สึกเหมือนสมองตัวเองว่างเปล่าไปหมด เธอวิ่งเข้าไปอย่างบ้าคลั่งแล้วทรุดลงนั่งข้างๆเขา แววตาสำรวจดูรอบๆด้วยความหวาดกลัว แขน คอ ศีรษะ ขอเพียงส่วนที่สามารถมองเห็นได้ เธอก็จะไม่ปล่อยผ่านไป
“ผมไม่เป็นไร!” เย่เนี่ยนโม่ปลอบประโลมเธอ ตัวเขาเองก็อกสั่นขวัญแขวนเย่ป๋อบอกกับเขาว่าติงยียีอยู่ที่บาร์ เขาเป็นห่วงว่าเธอจะตกอยู่ในอันตรายไหม จะมีคนมาจีบเธอไหม ดื่มเหล้าเมาแล้วจะหลงทางไหม ความเป็นห่วงทั้งหมดทำให้เขามาที่นี่โดยควบคุมตัวเองไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าแค่เพียงอีกนิดเดียว ถ้ารถคันนั้นชนติงยียีเข้าจริงๆ เขาก็คงเป็นบ้าเหมือนกัน
ติงยียีราวกับเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของเขา ยังคงดื้อรั้นเช็คดูร่างกายของเขาตามทุกอณูที่สามารถเช็คดูได้ “ยียี” เขาเรียกเธออย่างอ่อนโยน มือของเธอสั่นเบาๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างงวยงง และน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว
จนกระทั่งถูรวบดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย ติงยียีถึงได้รู้สึกตัว ร่างกายอดไม่ได้ที่จะสั่นเทาขึ้น แขนทั้งสองข้างของเย่เนี่ยนโม่กอดรัดแน่น แต่กลับไม่สามารถทำให้คนที่อยู่ในอ้อมกอดนี้หยุดสั่นได้
“ผมไม่เป็นไร ไม่เป็นไร!” เขาพูดซ้ำๆย้ำอยู่อย่างนั้น เพียงเพื่อต้องการปลอบประโลมเธอ ทันใดนั้นติงยียีถอนตัวออกจากอ้อมกอดของเขา แล้วเขย่งปลายเท้าโน้มตัวไปหาเขา
จนกระทั่งความอบอุ่นกับความอบอุ่นสัมผัสกันและกัน เย่เนี่ยนโม่ลืมตาโตมองใบหน้าที่ใกล้แค่คืบ ติงยียีอยากจะถอยหลัง แต่กลับถูกแขนรัดไว้แน่น วินาทีต่อไป ความอบอุ่นก็ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ไม่มีใครรู้ว่าเริ่มต้นได้อย่างไร ทั้งหมดล้วนมาจากความต้องการตั้งแต่แรก แสงไฟที่สลัว เพราะความกลัวขีดสุด จึงทำให้โหยหาความอบอุ่นอย่างสุดชีวิต
ความเย็นยามฤดูใบไม้ร่วงทำให้ติงยียีตื่นจากฝัน แล้วนั่งลงอย่างสลัว ตัวหนอนไหมตกลงมา เธอหันหน้ามาด้วยความตกใจ จนสบตาเข้ากับดวงตาอันอบอุ่นของเย่เนี่ยนโม่
จนกระทั่งริมฝีปากเกิดการสัมผัสกับความนุ่มนวล ทันใดนั้นเธอถึงได้รู้สึกตัว ภาพฉากเมื่อคืนราวกับฟิล์มภาพยนตร์ ที่กำลังถูกกรอให้เล่นวนซ้ำ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ และความกลัวขีดสุดทำให้เธอทำในสิ่งที่ไม่เคยกล้าทำ
“อรุณสวัสดิ์” เย่เนี่ยนโม่จ้องมองเธอที่เปี่ยมล้นไปด้วยความอบอุ่นและอ่อนโยน ติงยียีขยี้ดวงตา ขยี้อีกครั้ง จนกระทั่งเย่เนี่ยนโม่ลุกขึ้น แสงตะวันสาดส่องมาที่ผิวสีแทนของเขาพอดี เขาเข้าไปในห้องอาบน้ำ สักพักมีเสียงน้ำไหลดังขึ้น
“รบกวนยื่นผ้าขนหนูให้ผมหน่อย ตาของผมเต็มไปด้วยฟองสบู่เลย” ในห้องอาบน้ำมีเสียงดังแว่วขึ้น ติงยียีจึงเลิกใจลอย โดดลงจากเตียงโดยมีผ้าปูที่นอนพันตัวไว้ จากนั้นหยิบผ้าขนหนูที่อยู่ในตู้ออกมานำไปยื่นให้กับเขา
เมื่อหันหลัง คราบสีแดงบนผ้าปูที่นอนแยงเข้ามาในดวงตาเธอ ประตูไม้ที่อยู่ด้านหลังถูกดึงออก ร่างที่เต็มไปด้วยคราบหยดน้ำยืนอยู่ด้านข้างเธอ
“เสียใจไหม” เย่เนี่ยนโม่กล่าวถาม เธอเอียงศีรษะครุ่นคิด แล้วส่ายหน้า จากนั้นกล่าว:“ ชูหวินบอกตลอดว่าฉันไม่ได้รักเขามากพอ ตอนนั้นฉันรู้สึกน้อยใจมาก แต่ฉับพลันฉันก็เข้าใจ ความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขาเป็นเพียงแค่ความต้องการพึ่งพา อาจจะมีความชื่นชมและก็ความชอบเท่านั้น”
“แล้วความรู้สึกที่มีต่อผมล่ะ” เย่เนี่ยนโม่โน้มตัวไปมองเธอ รอเธอเรียงคำพูดอย่างใจจดใจจ่อ เธอส่ายหน้า หัวใจเย่เนี่ยนโม่จมดิ่งลง
“ฉันไม่รู้ แต่ว่าหัวใจของฉันตอนนี้เต้นเร็วมาก ฉันอยากจะหนีไปให้พ้น แต่เท้าของฉันกลับไม่สามารถขยับได้” รอยยิ้มบนริมฝีปากของติงยียีอยู่ยิ่งกว้าง กว้างจนเธอเองก็ไม่ทันได้สังเกตเห็น