ตอนที่ 1515
ตอนที่ 1515 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1355
October 28, 2026
ปลายสุดของชั้นที่กว้างใหญ่มีเพียงห้องเดียวที่มีแสงไฟสว่างอยู่ ติงยียีชะลอฝีเท้าให้เบาลงอย่างอดไม่ได้ ถุงพลาสติกกับกล่องข้าวในมือเสียดสีกันจนเกิดเสียงดังออกมาบางครั้งจนทำให้เธอตกใจ
ไม่รู้ว่าเย่ป๋อจงใจหรือไม่ ประตูของห้องทำงานไม่ได้ปิดสนิท เธอยืนอยู่ตรงหน้าประตูอย่างตื่นเต้น
เย่เนี่ยนโม่ฝังตัวเองไว้ในกองเอกสารหนาๆ ภายในห้องเงียบมากมีแต่เสียงเขียนหนังสือและเสียงนาฬิกาแขวนผนังที่เดินหมุนไป
เธอยืนมองเขาเงียบๆ ใจที่ร้อนรุ่มนิ่งสงบลง ราวกับว่าเวลาหยุดลง เรื่องราวที่เศร้าเสียใจในอดีตทั้งหมดดูเหมือนจะไม่สำคัญอีกแล้ว
“คิดว่าจะเข้ามาเมื่อไหร่” ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นเธอตกใจมาก เธอรีบเดินเข้าประตู จนสะดุดขาล้มลง
เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงที่คุ้นเคยดังมา เธอเงยหน้าขึ้น สบตากับที่มองลงมาจากด้านบน
เย่เนี่ยนโม่โน้มตัวลงและนั่งยองๆที่พื้นอยู่ในระดับเดียวกันกับสายตาเธอ เธอกลืนน้ำลาย จากมุมของเธออยู่ในระดับเดียวกับริมฝีปากบางของเขาพอดี เธอมองริมฝีปากบางของเขาราวกับถูกมนต์สะกด
เย่เนี่ยนโม่ถามต่อเนื่องกันหลายครั้ง เธอก็ยังไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ เขาขมวดคิ้วพลางพูดว่า “คงไม่ได้ล้มจนกระทบกระเทือนถึงสมองหรอกนะ”
ติงยียีตั้งสติกลับมาได้ ลุกขึ้นอย่างเขินอาย “ฉันเปล่าเสียหน่อย!”
เย่เนี่ยนโม่ยิ้ม ยื่นมือมาหยิบเอากล่องข้าวในมือเธอไปเดินกลับไปที่โต๊ะ ติงยียีรีบพุ่งไปข้างหน้าเอามือปิดกล่องข้าวไว้ “เละเทะไปหมดแล้ว อย่ากินเลย”
เขาดึงมือเธอออกเบาๆ เปิดกล่องข้าวหยิบตะเกียบขึ้นมากินอย่างเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพูดขึ้นว่า “ทำเองเหรอ”
ติงยียีที่อยู่ด้านข้างพูดอย่างเคอะเขินว่า “ร้านอาหารที่ออกจากประตูบริษัทเย่ซื่อเลี้ยวซ้ายอยู่ตรงปากซอยเล็กๆเป็นคนทำ”
เขาพยักหน้ากินต่อ บรรยากาศอึดอัดเล็กน้อยอยู่ชั่วขณะ ติงยียีมองซ้ายแลขวา ทันใดนั้นก็หยิบกล่องข้าวผัดขึ้นมากล่องหนึ่ง ชี้ไปที่ข้าวผัดแล้วพูดว่า “คุณดูสิ ในข้าวผัดจานนี้มีแครอท มีแตงกวา มีเนื้อสัตว์ แล้วก็มีไข่ใช่มั้ย ตอนแรกของพวกนี้ล้วนมีรสชาติเป็นของตัวเอง แต่หลังจากผัดพร้อมกับข้าวสวยก็อร่อยมากเลยใช่มั้ย!”
เธอพูดจาเรื่อยเปื่อยสะเปะสะปะ เย่เนี่ยนโม่มองเธออย่างนิ่งเงียบ พักหนึ่งจึงถามว่า “ตกลงคุณอยากจะบอกอะไร”
ติงยียีก้มหน้าก้มตาอย่างยอมแพ้ “ฉันอยากจะพูดให้คุณไม่ต้องเศร้าเสียใจ อุปสรรคใหญ่หลวงมากแค่ไหนก็ต้องผ่านไปได้สักวัน ขอโทษนะคะ แม้แต่ปลอบใจฉันยังทำไม่ได้เลย”
บรรยากาศนิ่งเงียบราวกับตกอยู่ในห้วงมรณะก็ไม่ปาน เธอก้มหน้าสูดจมูก น้ำตาไหลออกมาอย่างอดไม่ได้
มีอะไรหนักๆอยู่บนศีรษะ สองมือลูบเส้นผมของเธอเบาๆ “การปลอบใจของคุณแย่มากจริงๆ” พอเขาพูดจบ เธอก็เงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่เขา ขอบตาแดงเล็กน้อย
เขายิ้มพลางโน้มตัวลงไปอยู่ในระดับเดียวกับเธอ สายตาอ่อนโยน “แต่ผมชอบมาก”
เสียงดังปึงในหัวของติงยียี เธอมองร่างที่ค่อยๆเข้ามาใกล้ของเขา คิดจะถอยหลัง แต่ท้ายทอยกลับถูกยึดเอาไว้
“ติ๊งต่องๆๆ” ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา เธอรีบควักโทรศัพท์มือถือออกมา ไม่กล้าไปมองสายตาที่คลุมเครือของเย่เนี่ยนโม่
“ยียี ผมไม่ได้รบกวนคุณใช่มั้ย” เสียงเย่ชูหวินที่อยู่ในสายฟังดูไม่เลวเลย
“ชูหวิน!” ติงยียีมุดออกมาจากแขนของเย่เนี่ยนโม่ด้วยความดีใจ วิ่งไปข้างๆ สีหน้าตื่นเต้น
เย่เนี่ยนโม่กัดฟันกรอด แทบจะทนไม่ไหวที่จะแย่งโทรศัพท์มือถือมาทุบให้แหลก ทางติงยียีนั้นไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายความดุร้ายของเย่เนี่ยนโม่เลย ยังคงพูดคุยกับเย่ชูหวินอย่างดีใจ
เย่ชูหวินพูดเบาๆว่า “ผมเห็นโฆษณาของคุณในโทรทัศน์ ยอดมากเลย”
ติงยียีเอ่ยขอบคุณ เขินอายเล็กน้อย “คุณเป็นยังไงบ้าง เตรียมจะกลับประเทศแล้วหรือยัง”
เย่เนี่ยนโม่ที่กลับเข้าสู่โหมดทำงานใหม่อีกครั้งเงยหน้าขึ้นมาอย่างเงียบๆ หลังจากเห็นสีหน้าเศร้าโศกบนใบหน้าของติงยียี เขาก็โล่งใจเล็กน้อย ก้มหน้าลงอีกครั้ง ข้อความในเอกสารก็กระโดดไปมาราวกับมีชีวิต เขาก็หยุดเขียนอย่างดื้อๆและแอบฟังอย่างเปิดเผย
เวลาผ่านไปที่ละนิด เขามองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังอย่างหงุดหงิด ในใจคิดอย่างกระวนกระวาย ยังคุยกันไม่เสร็จเสียที มีเรื่องอะไรให้คุยกันนักหนา!
ติงยียีไม่ได้รู้สึกถึงอารมณ์หงุดหงิดรำคาญของเย่เนี่ยนโม่เลย เธอเล่าเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับงานของตนเองให้เย่ชูหวินฟัง
จู่ๆเย่ชูหวินก็พูดขึ้นว่า “เย่เนี่ยนโม่อยู่ข้างๆคุณสินะ”
ติงยียีอึ้งไปทันที “คุณรู้ได้ยังไง”
เขาพูดอย่างแผ่วเบาว่า “เพราะตอนที่เขาอยู่ข้างๆคุณ คุณก็จะเปลี่ยนเป็นคนที่ร่าเริงมาก”
เป็นอย่างนี้จริงเหรอ เธอเงยหน้ามองไปยังคนที่ฝังตัวเองอยู่ในกองเอกสารอย่างไม่รู้ตัว ทางเย่ชูหวินนั้นยิ้มพลางเอ่ยว่า “เอาละ ไม่รบกวนพวกคุณแล้ว ไว้ค่อยคุยกันใหม่นะ”
“เดี๋ยวก่อน!” จู่ๆติงยียีก็รู้สึกวิตกกังวล ประโยคนั้นที่บอกว่าไม่ค่อยคุยกันใหม่บีบหัวใจเธออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เธอรู้สึกเหมือนว่าอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร
ปลายสายนั้นมีเสียงหายใจเบาๆดังมา ผ่านไปครู่หนึ่ง เย่ชูหวินพูดเบาๆว่า “วางเถอะ”