ตอนที่ 1522
ตอนที่ 1522 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1362
October 28, 2026
เย่เนี่ยนโม่ขมวดคิ้ว ตอนนี้เขายังระแวงอ้าวเสว่อยู่ บางครั้งก็สงสัย ถ้าอ้าวเสว่ถูกคนร้ายทำร้ายจริงๆ เขายังจะสามารถไล่ตามความรักของตนเองอย่างสบายใจได้หรือไม่
ความสับสนกระวนกระวายใจของเขาสวีเห้าเซิงมองเห็นทั้งหมด เขาเดินไปข้างหน้าเงียบๆตบที่บ่าของเขา มีความชราปะปนอยู่ในน้ำเสียง “ไม่ว่านายจะเลือกใคร พยายามอย่าทำร้ายพวกเธอ นี่คือคำขอร้องของคนเป็นพ่อคนหนึ่ง”
ตอนที่เย่เนี่ยนโม่ผลักประตูห้องพักผู้ป่วยเปิดอีกครั้งก็เป็นเวลาดึกมาแล้ว แสงไฟสีเหลืองนวลส่องกระทบใบหน้าหญิงสาวที่อยู่ข้างเตียง
ติงยียีงีบหลับโดยใช้มือสองข้างเท้าคางไว้ ศีรษะผงกขึ้นๆลงเล็กน้อย เขาเดินเข้าไปใกล้อย่างเงียบๆเอาผ้าห่มบนโซฟาคลุมบนตัวเธอ
ต่อให้เสียงเขาจะเบาแค่ไหน ติงยียีก็ยังสะดุ้งขึ้นมาเหมือนกับลูกแมว หลังจากเห็นเขาแล้วก็ตกใจเล็กน้อย เธอคิดว่าเขาจะไม่มาแล้ว
“ทำไม เห็นผมตกใจมากเหรอ” เขาอารมณ์ดีมาก ยื่นมือออกมารูดที่สันจมูกเธอ
เธอจับศีรษะอย่างสะเปะสะปะ เพื่อมาปกปิดความตื่นตระหนกของตนเอง เขาไม่อยากให้เธอเขิน จึงเบนสายตาไปที่เตียงผู้ป่วย ถามเบาๆว่า “คุณลุงสวียังไม่ฟื้นเหรอ”
ติงยียีพยักหน้า มีความเศร้าเสียใจอย่างมากในน้ำเสียง “แม้แต่คุณหมอเองก็บอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่พ่อจะฟื้นขึ้นมา ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตมันจะเปราะบางขนาดนั้น”
สองมือจับเธอไว้ เธอเงยหน้าพร้อมขอบตาแดงก่ำ นัยน์ตาของเย่เนี่ยนโม่ภายใต้แสงไฟสีเหลืองนวลสว่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาพูดว่า “ดังนั้นพวกเราก็ยิ่งต้องหวงแหนทุกโอกาสที่จะได้อยู่ด้วยกัน”
เธออยากจะปล่อยมือ อยากจะหลบเลี่ยงหัวข้อสนทนานี้ แต่เขาจับเอาไว้แน่นมาก “แม่ของผมไม่ได้คัดค้านแล้ว ลุงสวีเองก็เช่นกัน เชื่อว่าอุปสรรคที่ขวางกั้นระหว่างพวกเราจะยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ”
ความสุขยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ติงยียีก็ยิ่งระแวดระวัง เธอขมวดคิ้ว ในใจกลับไม่ได้มีความยินดีมากนัก “แล้วอ้าวเสว่ล่ะ”
เธอสัมผัสได้ถึงการหยุดชะงักไปชั่วขณะของมือที่กุมอยู่ในตอนที่เธอพูดประโยคนี้ และเป็นเพราะการชะงักไปชั่วขณะนั้นเองที่ทำให้ความเชื่อมั่นเล็กน้อยในหัวใจของเธอแทบพังทลาย
“ปล่อยมือเถอะ มีอ้าวเสว่อยู่ พวกเราไม่มีทางมีความสุขหรอก” เธอหันกลับไปมองพ่อที่อยู่บนเตียงคนไข้อย่างขมขื่น ไม่ให้ตนเองน้ำตาไหล
เย่เนี่ยนโม่ได้ยินคำพูดนี้เขาเจ็บปวดใจมาก แต่เขารู้ว่าเธอที่พูดคำพูดเหล่านี้นั้นเจ็บปวดใจยิ่งกว่า ก็แค่การชะงักไปชั่ววินาที เขาจับมือที่อยู่ในฝ่ามือแน่นยิ่งขึ้น “อ้าวเสว่สำหรับผมแล้วคือความรับผิดชอบ เป็นความรับผิดชอบที่ผมไม่อาจละเลยได้ในชีวิตนี้ ผมไม่อยากโกหกคุณ แต่ผมก็เป็นสิ่งที่คุณต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”
ติงยียีเบิกตาโพลง พูดอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า “ทำไมคุณถึงเป็นความรับผิดชอบของฉัน!”
เขายิ้มเอามือเธอมาวางบนหน้าอก ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นอยู่ในอกของตนเอง เสียงทุ้มลึกดังขึ้นในห้องอันเงียบสงบ ขจัดความหนาวเย็นในห้อง “คุณเอาหัวใจผมไป เอาความรู้สึกของผมไป เอาความสุขของผมไป คุณว่าคุณควรจะรับผิดชอบต่อผมหรือเปล่า”
ติงยียีอึ้งตะลึงกับท่าทางกระเซ้าเย้าแหย่ของเขา เขากลายเป็นคนที่เจ้าเล่ห์แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ผ่านไปนานพักใหญ่ เสียงลังเลสงสัยของติงยียีดังขึ้นภายในห้อง “แต่ฉันไม่มั่นใจ” เธอไม่มั่นใจว่าทั้งสองคนจะร่วมกันแบกรับความรับผิดชอบอย่างอ้าวเสว่นี้ได้ ไม่มั่นใจในความรับผิดชอบที่จะเดินไปยังความสุขพร้อมกับเขา
สองมือจับยึดแก้มสองข้างของเธอไว้ ไม่ให้เธอหนีไปไหน เย่เนี่ยนโม่จูบลงบนเปลือกตาเธอเบาๆ “งั้นก็เอาความมั่นใจกลับมาสิ”
“ทำยังไง” เธองง
เย่เนี่ยนโม่ตอบอย่างสบายๆแต่หนักแน่นว่า “ตามไห่โจ๋ซวนกลับมาหาจังหวะบอกเขาว่าผมจะแย่งคุณกลับมา”
การพูดคุยกันข้ามคืน ทำให้เวลานอนของทั้งสองคนน้อยจนน่าสงสาร เย่ป๋อพาคนเฝ้าไข้มาตามคำสั่งของคุณชายแต่เช้าตรู่
“คุณยียีสบายใจเถอะครับ ถ้าคุณติงฟื้นขึ้นมาผมจะบอกคุณทันที” เย่ป๋อยืนตัวตรง
มีความช่วยเหลือของเย่ป๋อ ทั้งสองคนก็ออกจากโรงพยาบาล แต่จะไปตามหาไห่โจ๋ซวนอย่างไรเป็นปัญหาที่ยากมาก“ครั้งก่อนฉันเจอโจ๋ซวนที่ปากซอย เขาดื่มจนเมาหัวราน้ำ ชูฉิงคอยอยู่ข้างกายเขาตลอด”
ติงยียีนึกถึงภาพนั้นก็เศร้าใจมาก เย่เนี่ยนโม่เองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก หลายวันนี้ติดต่อชูฉิงไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่ว่าเธอใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรมาบอกตระกูลเย่ว่าตนเองปลอดภัยดีทุกคืน ตระกูลเย่คงต้องส่งคนไปตามหาทั่วทั้งเมืองแล้ว
พวกเขาไปที่ซอยเล็กๆที่ติงยียีเจอกับสองคนนั้นครั้งแรกอีก ปากซอยซากโทรศัพท์มือถือของติงยียียังถูกทิ้งไว้ที่มุมนั้น เธอหยิบขึ้นมาถอนหายใจ
“โทรศัพท์มือถือคุณเหรอ” เย่เนี่ยนโม่ขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม ติงยียีพยักหน้า หยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าออกมาจากในกระเป๋า กะพริบตาปริบๆพูดว่า “โชคดีที่ฉันมีสำรอง”
เย่เนี่ยนโม่มองโทรศัพท์มือถือที่เหมือนกับเครื่องที่ถูกทุบจนพัง แปลกใจเล็กน้อย “โทรศัพท์มือถือของคุณนี่น่าจะใกล้เลิกผลิตแล้ว”
เธอพยักหน้าอย่างเสียดาย ลูบโทรศัพท์มือถือในมือพูดว่า “นั่นเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่แม่ให้ฉัน ต่อมาฉันหาเงินได้ ก็ซื้อรุ่นนั้นมาตลอด”
เธอยังไม่ทันได้เสียใจ ซากโทรศัพท์มือถือในมือก็ถูกเขาแย่งไปแล้ว มือใหญ่ของเย่เนี่ยนโม่คว้าจากมือเธอขึ้นมา เอาซากโทรศัพท์มือถือโยนทิ้งไป จากนั้นก็มองไม่เห็นแม้แต่เงา
“อะไรที่ควรลืมก็ต้องลืม” เขาพูดเบาๆ
ทั้งสองคนไปค้นหาตามสถานที่ที่ไห่โจ๋ซวนอาจจะไป ถึงขั้นไปที่บ้านตระกูลหลินมาแล้ว หลินหลิงสภาพจิตใจย่ำแย่มาก ได้ยินก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยขอบตาแดงก่ำ
เวลาพลบค่ำ รถยนต์จอดด้านหน้าเขื่อน พื้นผิวที่เปล่งประกายของผิวน้ำนั้นตัดกับสีเหลืองที่ลับหายไปบนเส้นขอบฟ้า
“ทำยังไงดี” ติงยียีมองผิวน้ำอย่างเศร้าหมอง เย่เนี่ยนโม่พิงหน้าต่างรถ สายตามองไปยังเขื่อนที่อยู่ไม่ไกลนัก พ่อลูกคู่หนึ่งกำลังตกปลาอยู่ ลูกชายดูเหมือนจะมีความอดทนไม่พอ ขยับไปมาตลอดเวลา ถูกผู้ชายที่อยู่ข้างๆตำหนิเล็กน้อย จึงได้นั่งเรียบร้อยได้