ตอนที่ 3
ตอนที่ 3 ฉันไม่ขาดสิ่งนั้นหรอกค่ะ
September 30, 2026
หลังจากได้ทักทายแลกเปลี่ยนบทสนทนากันแล้ว ธีโอดอร์ก็พาเอลสเพ็ธไปที่ห้องของเธอที่ทั้งกว้างขวางและสว่างไสวมาก อีกทั้งยังมีของแต่งห้องอย่างหรูหราที่ดูละเอียดปราณีตพร้อมของทุกอย่างที่คนคนนึงจำเป็นจะต้องใช้
“เอลซี่ ชอบห้องของตัวเองมั้ย ฉันหาคนมาแต่งให้ใหม่ได้นะถ้าเธอไม่ชอบ”
“คุณวินธรัป ฉันชอบมันมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ”
เมื่อมองไปที่ชายสูงวัยตรงหน้าเธอแล้ว เธอก็รู้สึกสับสนในตัวเองเล็กน้อย เธอเคยเห็นเขามาหลายครั้งตั้งแต่เด็กและเขาก็ใจดีกับเธอมาตลอด แต่พอคิดถึงเรื่องพวกนั้นแล้วก็พาลให้คิดถึงพ่อที่เพิ่งเสียไปของเธอด้วย แล้วสีหน้าของเธอก็เศร้าหมองลงอย่างควบคุมไม่ได้
“คงเดินทางมาเหนื่อยๆ สินะ ไปพักผ่อนเถอะแล้วเดี๋ยวฉันมาเรียกตอนเวลาอาหารค่ำ”
เธอพยักหน้ารับแล้วหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องเพื่อจัดข้าวของเข้าที่
หลังจากมื้อค่ำ ธีโอดอร์ก็เรียกเธอไปคุยที่โซฟาและหยิบบัตรธนาคารออกมาก่อนยื่นให้กับเธอ “เอลซี่ รับนี่ไปสิ ให้ห้าคนนั้นพาเธอไปดูรอบๆ ดาโมเรียพรุ่งนี้แล้วก็ซื้ออะไรก็ตามที่เธออยากได้เลย”
“ขอบคุณที่เมตตานะคะ คุณวินธรัป แต่ฉันไม่อยากได้มันหรอกค่ะ”
ทันทีที่เธอพูดออกไปแบบนั้น หางตาเธอก็เห็นสีหน้าไม่พออกพอใจของมาร์โกต์ก่อนเจ้าตัวจะพูดเหน็บ “จุ๊ๆๆ ไม่เห็นต้องเสแสร้งขนาดนั้นเลย ไม่ได้มาที่นี่เพราะเงินของพวกเราหรอกเหรอ”
“มาร์โกต์ ลูวอน” ธีโอดอร์คำราม
“ฉันพูดอะไรผิดหรือไง คุณมาขึ้นเสียงใส่ฉันทำไม”
ขณะที่รู้สึกว่าริมฝีปากของเธอกำลังสั่นระริก เอลสเพ็ธก็นึกสงสัยว่าเธอไปทำอะไรให้มาร์โกต์ไม่พอใจเข้าหรือเปล่า หลังจากพยายามให้เหตุผลอยู่พักใหญ่ๆ เธอก็สามารถปฏิเสธความความเอื้อเฟื้อของธีโอดอร์ได้สำเร็จในที่สุด ในตอนนั้นเองที่โทรศัพท์ที่วางไว้ข้างตัวก็ดังขึ้นมา
“เอลสเพ็ธ ไตรมาสนี้บริษัททำกำไรได้สามร้อยแปดสิบสองล้านนะ ผมเครดิตเข้าบัญชีของคุณเรียบร้อยแล้ว” หญิงสาวคลี่ยิ้มออกมา ฉัน เอลสเพ็ธ ลินวู้ด ไม่เคยขัดสนเรื่องเงินทองอยู่แล้ว
แล้ววันแรกก็ผ่านไปอย่างนั้น เมื่อเธอตื่นมาวันถัดไป เธอก็ได้ยินจากพ่อบ้านว่าธีโอดอร์ออกไปจัดการธุระที่บริษัทเรียบร้อยแล้วในขณะที่นายน้อยทั้งห้าคนกำลังทานอาหารเช้ากันอยู่ที่โต๊ะอาหารและก่อนหน้านี้พ่อของพวกเขาก็บอกให้พวกเขาพาเอลสเพ็ธไปชมรอบเมือง
ในตอนที่เอลสเพ็ธนั่งลงนั่นเอง แคลลัมก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ผมมีประชุมที่บริษัทวันนี้ เดี๋ยวให้คนอื่นๆ ไปเที่ยวกับคุณนะ” เมื่อกล่าวจบเขาก็วางช้อนส้อมลงแล้วลุกเดินจากไปทันที
ส่วนอีกสี่คนก็มาแนวเดียวกันทั้งหมด “ผมขอโทษนะเอลสเพ็ธ แย่หน่อยที่ผมต้องรีบไปถ่ายงานวันนี้ี เพราะงั้นผมคงพาคุณไปเที่ยวไม่ได้”
“ผมมีเคสผ่าตัดรออยู่สองเคสที่โรงพยาบาลวันนี้”
“ผมต้องเดินทางไปเจรจาธุรกิจน่ะ”
“ผมมีเรียน”