ตอนที่ 29
บทที่ 29 ซื้อที่ดิน
October 22, 2026
เจิ้งเจี๋ยออกไปเกี่ยวหญ้าตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากทานข้าวเสร็จ เขาจะเอาต้นกล้าลงแปลงใหญ่ เพราะตอนนี้ต้นกล้าของมะเขือเทศก็โตพอแล้ว ส่วนฟางเหนียงตอนนี้กำลังเพาะกล้าที่ได้รางวัลเป็นเมล็ดพันธุ์มาจากการปรับปรุงบ้าน หากเมล็ดพันธุ์นี้เป็นต้นกล้าแล้ว นางจะเอาไปปลูกที่นาเพราะมันเป็นไม้ยืนต้น ต้องใช้เวลาในการเจริญเติบโต ดอกไม้กระดิ่งคนตาย ยามนี้นางได้ย้ายออกมาปลูกไว้ในกระถางที่เป็นดินธรรมดาแล้ว แต่ยังคงใส่ปุ๋ยวิเศษอยู่ ระบบได้บอกนางว่า หากดอกไม้อยู่ในกระถางพันปีนานเกินไป ดอกไม้นี้อาจจะตายก่อนได้ เพราะมันมีอายุไม่เกิน 2 พันปี ปลูกไว้แค่ 10 วันดอกไม้ชนิดนี้ก็มีอายุเป็นพันปีแล้ว หลังจากที่เจิ้งเจี๋ยกลับมาจากเกี่ยวหญ้า ก็มีชายคนหนึ่งมาส่งจดหมายให้กับเขา ในข้อความเขียนไว้ว่า อีก 1 เดือนเจอกันที่เมืองเฟิ่งฟู่ หลังจากที่เห็นว่าเจิ้งเจี๋ยอ่านจดหมายนั้นจบแล้ว ชายผู้นั้นก็ขอจดหมายคืนแล้วเผาทิ้งตรงหน้าเจิ้งเจี๋ยทันที แล้วเดินกลับไปไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
"ฟางเหนียงหากว่าอีก 1 เดือนข้างหน้าข้าจะไปส่งดอกไม้ ข้าอยากได้ผักของเราไปเสนอขายด้วย เจ้าว่าอย่างไร" หากครั้งนี้เขาเอามะเขือเทศไปเสนอขายให้พ่อค้าที่เมืองเฟิ่งฟู่ได้ ครั้งต่อไปเขาอาจจะได้ทำการค้าร่วมกันอีก "อืม ดีเลยล่ะ หากไปขายที่นั่นมันต้องได้ราคาที่สูงมากเป็นแน่" เพราะตอนที่นางขายให้ลีหยางแค่ไม่กี่กงจิน ยังได้ถึง 15 ตำลึงทอง แล้วนี่นางปลูกไปเกือบ 3 หมู่นางต้องได้เงินมากกว่าเดิมหลายเท่าอย่างแน่นอนหลังจากที่ทั้งสองคนตกลงกันได้แล้ว ก็พากันเอาต้นกล้ามะเขือเทศลงแปลงใหญ่ แต่ครั้งนี้ทั้งสองใช้เวลา 2 วันถึงจะลงต้นกล้าเสร็จ
เจิ้งเจี๋ยใส่ใจดูแลผักเป็นอย่างดี เพราะเขาไม่อยากให้ฟางเหนียงต้องเป็นกังวลกับผักว่ามันจะเติบโตมาไม่ดี ให้ผลผลิตน้อย ยามนี้เขาแข็งแรงขึ้นมามากแล้ว จากเมื่อก่อนที่มีร่างกายที่ซูบผอม ยามนี้กลับมีร่างกายที่บึกบึน เจิ้งเจี๋ยชอบคำว่าบึกบึนเป็นพิเศษ เพราะเวลาเข้านอนฟางเหนียงชอบเอามือมาลูบคลำกล้ามเนื้อตรงบริเวณหน้าท้องของเขา แล้วพูดว่าข้าชอบร่างกายที่บึกบึนของเจ้าเช่นนี้ยิ่งนัก เวลาเขาได้ฟังนางเอ่ยคำนี้ครั้งใด มันทำให้เขาอดใจไว้ไม่ได้เลยสักครั้งต้องทำให้นางเหน็ดเหนื่อยทุกครั้งไป จนทำให้นางต้องนอนตื่นสายเกือบทุกวัน ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยว่านางเลยสักครั้ง แต่กลับชอบมากกว่า เขาจึงเป็นคนที่ตื่นเช้ามาทำงานทุกอย่าง เพื่อนางจะได้มีเวลาพักมากขึ้น
ผ่านไป 15 วัน ต้นกล้าอีกอย่างที่นางเพาะไว้ก็ได้เติบโตพอที่จะลงแปลงใหญ่ ส่วนมะเขือเทศของนางนั้น น่าจะต้องเก็บล่วงหน้า 1 วันก่อนที่เจิ้งเจี๋ยจะออกเดินทาง การเดินทางไปเมืองเฟิ่งฟู่ใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน ถึงเวลานั้นมะเขือเทศของนาง ก็น่าจะมีผลที่เป็นสีเขียวอมชมพู แต่พอไปถึงแม่ค้าก็น่าจะสุกพอดี ก่อนที่จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวมะเขือเทศ นางเอาต้นกล้าอีกอย่างหนึ่งที่โตพอจะลงหลุมได้แล้ว ขนย้ายไปที่นาของนาง ทั้งสองคนลงต้นกล้าแต่ละหลุมนั้นห่างกันประมาณ 3 ผิง ( 9.9 เมตร) เพราะมันเป็นไม้ยืนต้นมันต้องใช้พื้นที่ในการเจริญเติบโต ต้นกล้ากว่า 60 ต้นได้ถูกทั้งสองคนเอาลงไปในหลุมทั้งหมด กว่าจะเสร็จก็พลบค่ำพอดี
และวันนี้ก็เป็นวันที่ต้องเก็บเกี่ยวมะเขือเทศเอาไว้ขึ้นรถม้าในวันพรุ่งนี้ เพราะเจิ้งเจี๋ยได้ทำการเช่ารถม้าล่วงหน้าไว้แล้ว วันนี้ทั้งสองจึงช่วยกันเก็บมะเขือเทศอย่างขะมักเขม้น วันต่อมาเจิ้งเจี๋ยได้เข้าไปเอารถม้าที่จองไว้เมื่อวานนี้ในตัวอำเภอ แล้วกลับมาช่วยฟางเหนียงเก็บมะเขือเทศจนเสร็จ เจิ้งเจี๋ยเอามะเขือเทศทั้งหมดที่เก็บเสร็จแล้วขึ้นรถม้าทันที "เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่ไปกับข้า" ก่อนที่เขาจะไปเช่ารถม้า เขาก็ได้ถามนางไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่นางก็ปฏิเสธเพราะไม่มีใครเกี่ยวหญ้าให้วัว การเดินทางไปกลับครั้งนี้ต้องใช้เวลาถึงครึ่งเดือน นางไม่อยากรบกวนท่านลุงท่านป้ามากนัก เพราะท่านทั้งสองแก่แล้ว "อืม ข้าห่วงทางบ้านเรานี่น่า" นางพูดเสียงอ้อน เจิ้งเจี๋ยพยักหน้าให้นางไม่อยากบังคับนางอีก