ตอนที่ 652
บทที่ 652 เห็นเขาเป็นอากาศ
October 28, 2026
เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็ไม่รู้ว่าควรปลอบเธอยังไง รู้สึกเสียใจกับการกระทำเมื่อครู่ของตนมันชั่งน่าขันชั่งหน่อมแน้มเสียจริง
รอเธอร้องไห้อยู่พักหนึ่ง เขาถึงเปิดปากพูดว่า “ขอโทษนะ เมื่อกี้เห็นท่าทางของคุณกับหมอคนนั้นจะสนิทกันมาก ผมเลยคิดว่า……ชั่งเถอะไม่พูดเรื่องนี้แล้ว เดี๋ยวผมไปส่งคุณที่โรงพยาบาลนะ”
สกายผลักเขาออก ความรู้สึกน้อยใจกับความโศกเศร้าปะปนกันอยู่ ทำให้ในใจของเธอรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก ไม่อยากจะนั่งรถของเขา แค่อยากจะโบกรถคนอื่นไปด้วยตัวเอง
ชาร์จโอบบ่าของเธอเอาไว้ดื้อๆ แล้วเอ่ยขอโทษขึ้นมาว่า “คุณไม่เคยบอกผม เกี่ยวกับเรื่องที่แม่ของคุณป่วย ผมถึงได้เข้าใจคุณกับหมอคนนั้นที่มาเมื่อกี้ผิดไง เป็นความผิดของผมเองยังไม่โอเคเหรอ ตอนนี้เวลาเลิกงานอยู่ในเวลาเร่งรีบนะ โบกรถไม่ง่ายหรอก ให้ผมได้ส่งคุณไปเถอะ”
พูดจบเขาก็ไม่ได้ให้โอกาสสกายที่จะปฏิเสธ จึงโอบเธอไว้ แล้วยัดเธอเข้าไปในรถของตัวเอง
“โรงพยาบาลไหน?”
“โรงพาบาลที่หนึ่ง” สกายมองไปที่กระจกนอกรถ
คุณแม่จะป่วยในระยะสุดท้าย จะพลาดช่วงเวลาที่ดีในการรักษาไป ทั้งหมดเป็นเธอทั้งสิ้น
หลังจากที่ตัวเธอไม่ได้ฟังคำโน้มน้าวที่ห้ามเตือนไม่ให้แต่งกับภูริชแล้วนั้น ก็ไม่มีที่ยืนในบ้านตระกูลไฮโซ เป็นที่รองรับอารมณ์ คุณแม่มักจะปวดใจและไม่สบายใจเพราะเธออยู่บ่อยๆ แถมยังต้องได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากคนในตระกูลเชาวกรกุลอีก
ทั้งที่ชีวิตตลอดมาของคุณแม่เป็นคนที่เข้มแข็ง แต่เป็นเพราะว่าเธอรับเรื่องที่ทำให้โมโหมามากมายแล้วก็สะสมมันเอาไว้ในใจ
ในตอนที่เธอหย่ากับภูริชนั้น คุณแม่เคยบอกเธอครั้งหนึ่ง ว่าตัวเองปวดท้อง
เธอคิดว่าคุณแม่คงแค่กระเพาะไม่ดีอย่างตอนปกติ จึงให้คุณแม่ไปหาหมอเอง ตามปกติแล้วก็ต้องพักผ่อนให้มากขึ้น จะกินอะไรก็ต้องระวัง
ที่จริงแล้วในตอนนั้นกระเพาะและบริเวณท้องของคุณแม่นั้นปวดอย่างมากแล้ว บางทีก็ปวดจนนอนไม่หลับทั้งคืน
แต่เธอกำลังมีเรื่องจะหย่าร้างกัน ก็เลยไม่มีทางที่จะใส่ใจคุณแม่อย่างจริงๆ จังๆ เลย
รอจนเธอถูกตระกูลเชาวกรกุลไล่ตะเพิดออกจากบ้านนั้น หลังจากที่หย่าร้างกับภูริชและไม่เหลืออะไรเลยนั้น ได้เจอคุณแม่อีกครั้ง กลับพบว่าสีหน้าของคุณแม่เหลืองจนน่าตกใจ
คุณแม่ยังกลัวว่าเธอจะกังวล เลยบอกว่าตัวเองไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลมาแล้ว ส่องกล้องตรวจทั้งกระเพาะและลำไส้แล้ว ไม่มีปัญหาใหญ่อะไร
ในตอนนั้นเองเธอถึงพบว่าสถานการณ์ของคุณแม่นั้นผิดปกติ จึงใช้กำลังพาคุณแม่ไปตรวจทั้งร่างหายที่โรงพยาบาลอีกครั้ง
คุณหมอดูCTที่คุณแม่ถ่ายมา แล้วบอกความจริงกับเธออย่างหนึ่งที่ทำให้เธอไม่อาจยอมรับได้ คุณแม่เป็นมะเร็งตับอ่อน แล้วก็เป็นระยะสุดท้ายแล้วด้วย
หลังจากที่ได้รับรู้ข่าวนี้ เธอก็รู้สึกโง่งมไปหมด เพื่อที่จะช่วยคุณแม่เธอยอมทำทุกอย่าง แต่เธอกลับพบว่าหลังจากที่หย่ากันแล้วนั้น ตัวเองก็มีเงินไม่มากเท่าไหร่
ที่เธอกังวลที่สุดก็คือค่ารักษาพยาบาลของคุณแม่ ถึงทำให้ในตอนนี้เพื่อนสนิทเสนอว่าจะเปิดบริษัทนั้นก็ตกลงปลงใจอย่างไม่ลังเลอะไรใดๆ ถึงได้ขยันไปดึงคนเข้ามาร่วมลงทุน ในที่สุดก็ถึงได้ยืนหยัดต่อไปไม่ไหวยอมใช้ฟางเส้นสุดท้าย เอาเช็คใบนั้นของชาร์วีถอนเงินออกมา ……
“คุณไม่ต้องมาเตือนบ่อยๆ หรอกค่ะ ฉันรู้ดีว่าระหว่างเราคือการทำการค้า เพียงแค่คุณต้องการ กามารถใช้อำนาจของตัวเองได้ทุกเมื่อทุกเวลา เพียงแค่วันนี้ วันนี้ฉันต้องไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนคุณแม่จริงๆ” น้ำเสียงที่ทุกข์ระทมของสกายยังแฝงไปด้วยความดื้อดึง