ตอนที่ 615
บทที่ 615 หวั่นไหวชั่วครู่
October 28, 2026
บทที่ 615 หวั่นไหวชั่วครู่
จางจ้านสงสัยในใจอย่างหนัก ในสายตาเขา ถ้าไม่ใช่เพราะผู้อาวุโสห้ามไว้ ต่อสู้ไปสักพัก ตัวเองคงจะจัดการเจ้าคนรนหาที่ตายนั่นได้แล้ว
แต่เขาคิดไม่ถึงว่า ผู้อาวุโสจะหันหัวมามองจางจ้าน และพูดอย่างระมัดระวังด้วยดวงตามีนัยยะว่า “นายน้อย...เมื่อกี้...”
ผู้อาวุโสพูดอึกอัก ก่อนจะไม่พูดอะไรอีก
“ทำไมหรอครับ ผู้อาวุโส?” จางจ้านขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจมันเรื่องอะไรกันแน่ ทำให้ผู้อาวุโสที่ผ่านอะไรมามากมายเปลี่ยนเป็นระมัดระวังขนาดนี้!
“ผู้ชายคนนั้น...ผมมองเขาไม่ออก ไม่รู้ฝีมือเขาเลย...” ผู้อาวุโสถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ก่อนว่า
คำพูดนี้ของผู้อาวุโสทำให้จางจ้านสะท้านไปทั้งตัว สีหน้าตะลึงแสดงถึงความสงสัย!
“ผู้อาวุโส อย่าล้อเล่นกับผมสิ ด้วยฝีมือของท่าน ทั่วทั้งหู้ไห่แทบไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้กับท่านแล้วนะ...” จางจ้านพูดเสียงเครียด
ผู้อาวุโสกลับถอนหายใจยาวพลางว่า “นายน้อย ผมไม่ได้ล้อเล่นครับ เมื่อกี้ผมไม่มั่นใจเลยสักนิด...”
“อะไรนะ? !” จางจ้านสีหน้าชะงักกึก! ศึกเมื่อกี้ผู้อาวุโสไม่มั่นใจเลย? ! เป็นไปได้ยังไง! ! ฝีมือผู้อาวุโสน่ากลัวมาก รังสีอำมหิตร้ายกาจ ในโลกนี้ยังมีการต่อสู้ที่ผู้อาวุโสไม่มั่นใจอีกหรือไง? !
“ผู้อาวุโส พูดโอเวอร์ไปหรือเปล่าครับ? เจ้านั่นก็แค่มดตัวหนึ่ง ต่อให้ผมคนเดียวก็ฆ่ามันได้แล้ว!” จางจ้านพูดด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น มันเป็นรังสีอำมหิตชนิดหนึ่ง
ผู้อาวุโสส่ายหน้าช้าๆ “นายน้อย อย่าประมาทศัตรู ฝีมือเอ๋อตงเฉินลึกลับประหลาดนัก ไม่สามารถคาดคะเนฝีมือได้เลย..อีกอย่างผู้หญิงคนนั้นยิ่งทำให้ผมขาดความมั่นใจไปใหญ่”
จางจ้านสีหน้าชะงัก “ผู้หญิงเมื่อกี้? แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งเอง...น่ากลัวตรงไหนกัน?” จางจ้านพูดอย่างไม่ยี่หระ แค่ฝีดาบในมือเขาก็ฆ่าได้หมดแล้ว!
ผู้อาวุโสถอนหายใจยาว คล้ายกับผิดหวังในความหยิ่งทระนงของนายน้อย
“นายน้อย เหนือฟ้ายังมีฟ้า...เหนือคนยังมีคน..ฝีมือที่ผู้หญิงคนนั้นแสดงออกมาดูเป็นวิถีทหาร...ผมว่าเราต้องวางแผนกันอีกยาว” ผู้อาวุโสพูดด้วยแววตาครุ่นคิด
จางจ้านสีหน้าเคร่งเครียด เหมือนไม่เห็นด้วยกับคำพูดของผู้อาวุโส เขายกดาบยาวขึ้นมา สองขาแข็งเกร็ง ทั้งร่างพุ่งทะยานขึ้นไปฟ้า ก่อนไปหยุดในคฤหาสน์...
ผู้อาวุโสมองไปในความว่างเปล่า และถอนหายใจอย่างหน่ายใจออกมาหนึ่งที...
....
รถสปอร์ตแล่นไปตามทาง เฉินเป่ยกับซูเหลยไม่ได้พูดอะไรกันเลย ทั้งคู่พร้อมใจกันเงียบ
เฉินเป่ยนั่งที่นั่งด้านหลัง และหลับตาพักผ่อน ผ่านไปสักพักเขาถึงลืมตาขึ้น มองไปนอกหน้าต่าง สายตามีแววครุ่นคิด
เพียงแต่ว่า พอถึงฉากเมื่อกี้ เขาอดเสียดายไม่ได้...ถ้าไม่ใช่เพราะซูเหลยปรากฎตัว ศึกนั้น...เขาต้องโจมตีแน่ ต่อให้ไม่สามารถฆ่าจางจ้านได้ ก็ทำมันบาดเจ็บสาหัสได้แน่! และยังคนใช้เก่าแก่บ้านจางคนนั้นอีก...อายุเกือบร้อยแล้วยังมีพลังทำลายล้างเก่งกาจแบบนี้การที่มีคนเก่งระดับนี้หลบซ่อนตัวอยู่ในหู้ไห่ ต่อไปจะกลายเป็นอันตรายแน่...
“ทำไมมาห้ามผม...” เฉินเป่ยถาม
“ประธานหลีบอกน่ะ เธออยากให้นายรีบกลับไป...” ซูเหลยอึ้งเล็กน้อย เฉินเป่ยสีหน้าเรียบเฉย แต่กลับทำให้ซูเหลยใจสั่นสะท้าน ไม่รู้ทำไม ตั้งแต่รู้ฐานะของเฉินเป่ยแล้ว ซูเหลยก็ไม่มีท่าทีเหมือนก่อนอีกเลย...ต่อหน้าราชาหลง ซูเหลยไหนเลยหาญกล้าบังอาจ...
“เธอ? เธอเจอเรื่องยุ่งยากอะไรหรอ?” เฉินเป่ยถามอย่างคิ้วขมวด
“เปล่า ประธานหลีแค่อยากให้นายกลับไป ไม่อยากให้นายอยู่ข้างนอกนาน แล้วไปทำเรื่องอะไรอีก...” ซูเหลยอธิบาย
เฉินเป่ยรับคำ เอนหลังพิงที่นั่งด้านหลัง หลับตาลงอย่างสบายๆ มุมปากยิ้มอย่างมีเลศนัย จนดูเหมือนยิ้มแบบเจ้าเล่ห์ พลางพึมพำไม่หยุด
สุดท้ายซูเหลยที่ขับรถอยู่ด้านหน้า ได้ยินคำพูดของเฉินเป่ยเข้า เธอเกือบทำเท้าที่เหยียบคันเร่งหลุด...
พอฟังละเอียดแล้วคือ “ม้าพยศตัวนี้ ตกกลางคืนเหงาขึ้นมาเลยคิดถึงฉันแล้วสิ ถึงได้รีบร้อนให้ฉันกลับไป...”
ซูเหลยเหงื่อตก ประธานสาวแสนเย็นชาเลื่องชือของเมืองหู้ไห่กลายเป็นแบบนี้จากปากหมอนี่...ถ้าคำพูดนี้เล็ดรอดไปเข้าหูประธานหลีเข้า ประธานหลีต้องปรี๊ดแตกแน่!
....
ตกเย็น เฉินเป่ยนั่งอยู่ในห้องทำงาน เขากำลังเล่นเกมส์อย่างสบายๆ ทันใดนั้นมีโทรศัพท์โทรเข้ามา
เฉินเป่ยปรายตามอง หน้าจอมือถือโชว์เบอร์ที่หาที่มาไม่ได้ เฉินเป่ยหรี่ตามอง ประกายตาวาบขึ้น ถึงหยิบมือถือมารับสาย
“เจ้าหนู คิดถึงฉันไหม?” ปลายสายมีเสียงคนแก่คุ้นหูเข้ามา
พอเฉินเป่ยได้ยินเสียงนั่น สีหน้าเย็นชาและแววตาระแวงหายวับ เขาหัวเราะว่า “ตาแก่นี่ ไม่มีอะไรทำไม่ใช้เบอร์มือถือตัวเองโทร กลับใช้เบอร์เน็ตโทรมา กำลังปฏิบัติภารกิจหรือไง?”
คนทางปลายสายเฉินเป่ยคุ้นเคยดี ไม่ใช่ใครอื่น เป็นเพราะหัวหน้าคนนี้ช่วยเหลือตอนที่เขาพึ่งออกจากโรงพัก
“ที่หน้าโรงพัก ก็ไม่สะดวกจะฟื้นความหลังกับนาย ฉันเองก็มีภารกิจต้องทำ พอช่วยนายออกมาก็รีบกลับไปแล้ว” หัวหน้าหัวเราะร่วนพลางว่า “เวลาพิเศษน่ะ ไม่สามารถบอกตำแหน่งของฉันได้ มันเป็นกฎ นายรู้น่า”
“จะมาฟื้นความหลังดื่มเหล้ากับฉันทางโทรศัพท์หรือไง?” เฉินเป่ยหัวเราะ
“แน่นอนว่าไม่มีทาง ฉันจะให้ซือโก้มาเชิญนายไปทานข้าว คิดซะว่ารื้อฟื้นความหลังแทนฉัน” หัวหน้าพูด “หลานสาวฉันคนนี้ เจิงซือโก้ เป็นดวงใจของฉัน ฉันให้เธอเชิญนายไปทานข้าว ถือว่าให้เกียรตินายมากแล้วนะ”
“หลานสาวนาย” เฉินเป่ยหรี่ตาครุ่นคิด ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงหญิงสาวที่ยืนข้างหัวหน้าเมื่อก่อน เขาเบ้ปาก
“ตาแก่ คิดว่าฉันไม่รู้ว่านายคิดอะไรหรือไง ฉันมีครอบครัวแล้ว มุขนี้ไม่มีประโยชน์!”
“ฮะฮะฮะ....” พอเห็นเฉินเป่ยมองแผนการของตนออก หัวหน้าหัวเราะอย่างเก้อเขิน “หลานสาวฉันคนนี้ขี้เล่นจะตาย กำลังขาดคนมาคุมเธอพอดี ฉันคิดว่าแบบนายนี่เหมาะเลย ให้เธออยู่กับนายไม่ขาดทุนหรอก...”
“เวร...” เฉินเป่ยอึ้ง ก่อนสบถคำออกมา “อยู่มาจนป่านนี้แล้ว พึ่งเคยเจอคนพยายามยกหลานสาวให้คนอื่นอย่างนายเป็นครั้งแรกนี่แหละ...”