ตอนที่ 212
บทที่212 นางฟ้าอับอายและเคียดแค้น
October 28, 2026
บทที่212 นางฟ้าอับอายและเคียดแค้น
สีหน้าเฉินเป่ยแข็งตัวทันใด เท้านั้นทำให้ร่างกายกำยำของเขาสั่นเทา เจ็บระทมสุดที่จะทน
ความเจ็บปวดแบบนั้นที่ราวกับคลื่นโหมซัดเข้ามา พริบตาเดียวทำให้เฉินเป่ยกลืนน้ำที่ท่วมนองเข้ามา
มีรายงานทางวิทยาศาสตร์บอกว่าความเจ็บปวดที่ตำแหน่งสำคัญของผู้ชาย เมื่อได้รับการกระแทกจะมากกว่าตอนที่ผู้หญิงคลอดลูกเป็นหลายร้อยเท่า
มีผู้คนมากมายแข็งทื่อเจ็บจนสลบไป เพราะหลังจากถูกจู่โจมจุดสำคัญ
หรือสติฟั่นเฟือนกันเลยทีเดียว
เฉินเป่ยสีหน้าแข็งตัวอัปลักษณ์ ขาทั้งคู่เจ็บจนสั่นเทาไปหมด เหงื่อผุดทันที
หลีชิงเยียนสังเกตสีหน้าของเฉินเป่ยที่เปลี่ยนแปลงอย่างเมินเฉย ทำเสียงฮึดฮัดด้วยท่าทางไม่พอใจ เก็บขายาวกลับ คิดจะออกไป ไม่เสียเวลาอยู่ที่นี่กับเฉินเป่ยอีกต่อไป
ทันใดนั้นใบหน้างดงามของหลีชิงเยียนก็ฝืดเฝื่อน มองทางเฉินเป่ยอย่างฉับพลัน
ขายาวใหญ่ของเธอข้างนั้นโดนเฉินเป่ยใช้ขาทั้งคู่หนีบไว้ทันที เฉินเป่ยมองทางเธอ สายตาเผยความขมขื่นที่ซ่อนอยู่ในใจ
“เชี่ย......คุณลงมือโหดเกินไปแล้ว ไม่กลัวต่อไปจะขาดผู้สืบเชื้อสายรึไง” เฉินเป่ยจับท่อนล่างไว้ กลั้นความเจ็บอยู่แล้วกัดฟันพูด
“นายปล่อยนะ”
ดวงตาหลีชิงเยียนหนาวเย็น ตวาดเสียงน่ารัก
“ไม่ปล่อย” น้อยมากที่เฉินเป่ยจะโมโห ฝืนทนตอบกลับ ขาทั้งคู่หนีบยิ่งแน่นขึ้น
“นายปล่อยออกนะ” ใบหน้างดงามของหลีชิงเยียนแสดงความโกรธ เธอเพียงแค่อยากจะให้บทเรียนหนึ่งกับเฉินเป่ย ผลสุดท้ายกลับคาดไม่ถึงว่าเฉินเป่ยใจกล้าขนาดนั้น ภายใต้สายตาผู้คนที่กำลังจ้องมอง ทำเรื่องที่ขัดต่อประเพณีและศีลธรรมออกมาได้
ขัดสายตาอย่างยิ่ง เธอเองยังทนดูต่อไปไม่ไหว
ใต้โต๊ะ ขาสวยของหลีชิงเยียนดิ้นรนไม่หยุด แต่ไร้ประโยชน์ กำลังของเฉินเป่ยที่ออกมาเยอะมาก ทำให้หลีชิงเยียนพยายามดิ้นตั้งนาน ยังคงไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ใครจะคิดได้ อยู่ในสถานที่บรรยากาศแวดล้อมสูงสง่าแห่งนี้ คนที่มาทานอาหารที่นี่ไม่มีสักคนที่ไม่ได้อยู่สังคมชั้นแนวหน้า ที่นี่สง่าเหมือนกับสังคมชั้นบนของที่ยุโรป แม้แต่ลูกค้าสนทนากันต่างเป็นเสียงที่กดต่ำ ท่วงท่าสง่าผ่าเผย
ผมสลวยที่ดำนุ่มลื่นไม่รู้ว่าโดนทำให้ยุ่งเหยิงตั้งแต่เมื่อไร แต่ทว่ามีความงามในแบบยุ่งเหยิงแบบหนึ่ง
“ถ้านายยังไม่ปล่อยอีก ฉันจะโกรธจริงๆ แล้วนะ” ภายใต้ความจำใจ ในที่สุดหลีชิงเยียนโกรธเคือง น้ำเสียงหนาวเหน็บ เผยความอับอายและเคียดแค้นอยู่
จากนั้นเฉินเป่ยถึงปล่อยขาออกแล้ว หลีชิงเยียนเก็บขาใหญ่ยาวกลับ ลุกขึ้นทันใด พุ่งไปทางหน้าประตูร้านอาหารอย่างกระเซอะกระเซิง
เฉินเป่ยมองภาพด้านหลังสวยสดที่กระเซอะกระเซิงสุดจะทนภาพนั้น แล้วรีบตามเข้าไป
หน้าประตูร้านอาหาร เฉินเป่ยคว้าแขนที่ขาวกระจ่างของหลีชิงเยียนเอาไว้
“ปล่อยฉันนะ” หลีชิงเยียนหันหน้า ดวงตาแค้นเคืองจ้องเฉินเป่ยเขม็ง
“ชิงเยียน คุณเป็นบ้าอะไรกัน......ผมยังไม่ได้ไปยั่วโมโหคุณเลย......” เฉินเป่ยพูดกระซิบ
“สนุกมั้ย? เห็นฉันเป็นคนโง่เนี่ย” หลีชิงเยียนกอดหน้าอกไว้ ยิ้มเยาะพูด มีการเสียดสีเยาะเย้ยตนเอง
“ผมไม่ได้เห็นคุณเป็นคนโง่นะ คุณเป็นผู้หญิงของผม ที่ผมพูดเมื่อกี้เป็นความจริงทั้งนั้น” เฉินเป่ยพูดอย่างหน้าด้านไร้ยางอาย หนังหน้าใกล้หนาจนสูงกว่าเดิมเสียอีก
ดวงตาของหลีชิงเยียนถลึงใส่เฉินเป่ยอย่างโหดเหี้ยม ถ้าสายตาสามารถฆ่าคนได้ เดาว่าเฉินเป่ยต้องโดนหลีชิงเยียนกรีดไปมากมาย
ฟันในปากนั้นของหลีชิงเยียนกัดจนใกล้แตกหมดแล้ว ความจริงเฉินเป่ยช่างไร้ยางอาย ทำให้เธอหมดคำจะตอบโต้ พังทลายไปหลายเที่ยว
“ประสาท” หลีชิงเยียนพยายามดิ้นจากมือของเฉินเป่ย เดินไปทางรถไมบัคอย่างรีบร้อน
เฉินเป่ยตามหลังมาติดๆ เดินมาได้ไม่ไกลนัก ทันใดนั้นที่หัวถนนมีขบวนรถขับเข้ามาด้วยความรวดเร็ว
สีหน้าเฉินเป่ยแข็ง กวาดสายตาผ่าน แววตาประกายความลุ่มลึก
ขวบนรถนี้ที่ป่าเถื่อนเผด็จการ ตรงมาอย่างลักษณะดุดัน รถยนต์ที่กล้าขวางทางถูกชนกระเด็นไปหมด
ขบวนรถฮัมเมอร์ที่เป็นแบบเดียวกันหมด กล้าหาญอย่างแรง รถฮัมเมอร์ล้อมรอบบูกัตติที่ปรับแต่งมาคันหนึ่งที่อยู่ใจกลางสุดไว้ ที่ว่างภายในรถทำการปรับแต่งมา กว้างขวางหรูหราเป็นพิเศษ หลีเช่าหงนั่งอยู่ในรถ ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยกลิ่นอายลึกลับ ทำให้ตอนมองขึ้นมาทั้งตัวเขาลึกล้ำจนยากจะคาดเดา ไม่มีใครสามารถมองเขาทะลุได้