ตอนที่ 581
บทที่581 วอนหาที่ตาย
October 28, 2026
บทที่581 วอนหาที่ตาย
เฉินเป่ยนอนหลับไม่เต็มอิ่ม ทั้งยังโดนเมียด่า ตัวเขาเองโมโหอย่างมาก พอมองเห็นว่าที่แท้เป็นหวางอู๋ตี๋น้องชายของหวางเหวินห้าวมายั่วยุถึงที่ ยิ่งเพิ่มเชื้อไฟความโกรธเคืองขึ้นไปอีก
คุณชายสองของตระกูลหวางคนนี้เก็บตัวถือศีลฝึกวิทยายุทธมาสิบปี หลังออกมาได้ยินว่าเฉินเป่ยเจ้าสวะคนนี้รังแกตระกูลหวาง ดังนั้นจึงพาลูกน้องและนักข่าวมาเป็นประจักษ์พยานว่าตนเองจะจัดการเฉินเป่ยอย่างไร ทำให้เฉินเป่ยเงยหน้าไม่ขึ้นยามอยู่ต่อหน้าผู้คน
เฉินเป่ยขี้เกียจร่ำไร ต่อยหวางอู๋ตี๋หมัดเดียวจนล้มลงที่พื้นโดยตรง ทำเอาพื้นแตกเป็นหลุม
พวกอันธพาลแค้นเคืองถึงที่สุด จ้องฉากนี้ตาเขม็ง...มีความรู้สึกสั่นสะเทือนแบบไม่อยากเชื่อเด็ดขาด คาดไม่ถึง...คาดไม่ถึงว่าแม้แต่หวางอู๋ตี๋ยังแพ้แล้ว? นี่เป็นไปได้อย่างไร? นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ชั่วขณะนั้นเหล่าสื่อมวลชนนักข่าวกลุ่มหนึ่งในที่เกิดเหตุต่างเงียบกริบกันหมด...นี่คือความอัปยศอดสูของวงการวิทยายุทธเยี่ยนจิง การกระทำระดับนี้...จะรายงานออกไปได้อย่างไร? นี่คือการยกมือขึ้นตบหน้าตนเองชัดๆ
ท่านประธานเทพธิดามองฉากนี้ด้วยใบหน้าเซ่อซ่า...เธอใช้ดวงตาล็อกไว้บนตัวเฉินเป่ยเบาๆ...ผู้ชายคนนี้...มักจะทำให้ประหลาดใจแบบนี้...มักจะทำให้คนไม่มีทางคาดเดาได้...จัดการศัตรูราบในยกเดียว ถึงแม้ว่าหลีชิงเยียนจะรู้จักฝีมือของเฉินเป่ย...แต่วันนี้ตอนที่เธอเห็นฉากนี้เองกับตาตนเอง ยังมึนงงไปเลยทีเดียว เวลานี้หัวใจของเธอเต้นเร็วอยู่บ้าง แม้แต่ตัวเธอเองยังแปลกประหลาดใจ นี่...ถือว่าเป็นอารมณ์อะไรกัน?
เฉินเป่ยค่อยๆ จุดไฟบุหรี่มวนหนึ่ง หมุนตัวออกไปโดยตรง ตอนที่เดินผ่านข้างกายหลีชิงเยียน เขาดึงมือของเธอขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมาก ลากท่านประธานเทพธิดาเข้าไปในอาคารใหญ่แล้ว
เวลานี้ท่านประธานเทพธิดายังตะลึงอยู่บ้าง...เจ้าหมอนี่...ทะเลาะวิวาทเสร็จแล้วก็จะไปแบบนี้เลยเหรอ?
“นายไม่จัดการที่เกิดเหตุในตอนนี้หน่อยเหรอ?” หลีชิงเยียนสอบถาม
เฉินเป่ยค่อยๆ พ่นควันบุหรี่ออกมา ตอบเรียบนิ่ง “จัดการกับผีอะไร ผมเพียงแค่รับหน้าที่ต่อย ไม่รับผิดชอบทำความสะอาดที่เกิดเหตุ”
ท่านประธานเทพธิดา...
หน้าประตูอาคาร เหล่าสื่อมวลชนนักข่าวกลุ่มนั้นเงียบกริบไม่พูดจากัน มองภาพเงาของเฉินเป่ยที่ออกไปอย่างเมินเฉย...การต่อสู้ยิ่งใหญ่ในวันนี้ เสมือนเป็นการตบหน้าพวกเขากันเองอย่างโจ่งแจ้ง
หลังจากนั้นตั้งนานถึงมีคนตอบสนองเข้ามาแล้ว ตะโกนบอกด้วยความตื่นตกใจไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี “เรียกรถพยาบาล! รีบเรียกรถพยาบาล!”
ในหลุมใหญ่ที่ยุบตัวลง ทั่วตัวหวางอู๋ตี๋คือเลือด ในแววตาล้วนเป็นความหมดอาลัยตายอยาก...วินาทีนี้เขาจบเห่ถึงที่สุดแล้ว ไม่เพียงแค่ความพ่ายแพ้ที่ร่างกาย แต่เป็นความพ่ายแพ้ในด้านจิตใจ เฉินเป่ยโจมตีทีเดียว ทำเอาความศรัทธาทั้งหมดของเขาพังพินาศลงถึงที่สุด เขาฝึกฝนยากลำบากเก็บตัวถือศีลมาหลายสิบปี ผลปรากฏว่ากลับโดนคนโจมตีแพ้ในยกเดียว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป...ชายหนุ่มที่น่าภาคภูมิใจของตระกูลหวางท่านนี้ได้กลายเป็นคนพิการโดยสมบูรณ์ จิตใจสั่นสะเทือนโดนพังทลาย ไม่มีโอกาสผุดขึ้นใหม่ได้อีกแล้ว
...
เรื่องเล็กน้อยในช่วงเวลาหนึ่งของหวางอู๋ตี๋นั้นไม่ได้กระทบต่ออารมณ์ทั้งวันของเฉินเป่ย หลังจากกลับมาถึงห้องทำงาน เขายังคงเปิดคอมพิวเตอร์เล่นเกม ลืมเลือนฉากเมื่อสักครู่นั้นจนหมดเกลี้ยงโดยสิ้นเชิง เวลานี้เขายังมีท่าทางที่สู้ได้ดุเดือดรุนแรงแบบเมื่อสักครู่ที่ได้กัน? ชั่วขณะหนึ่งได้เปลี่ยนเป็นชายขี้แพ้ที่มอมแมมคนหนึ่งแล้ว
...
หลังจากเฉินเป่ยกลับมาถึงห้องทำงานของตนเอง กลับได้ยินเสียงโวยวายระลอกหนึ่งลอยมาจากได้นอกห้องทำงานของตนเองอีกครั้ง
เฉินเป่ยเดินไปถึงหน้าประตูห้องทำงาน มองเห็นผู้ชายชาวตะวันตกที่แต่งตัวสไตล์อังกฤษคนหนึ่งนั้นเดินไปยังห้องทำงานท่านประธาน
คือหนุ่มต่างประเทศอีกแล้ว?
เฉินเป่ยขมวดคิ้วขึ้น ในใจเขาไม่พอใจอยู่บ้าง ช่วงนี้มีหนุ่มต่างชาติคนแล้วคนเล่าปรากฏตัวติดๆ กัน สรุปว่ามีเรื่องอะไรกัน
หลังจากเฉินเป่ยเดินตามชาวต่างชาติคนนั้นเข้าห้องทำงานท่านประธาน กลับมองเห็นหลีชิงเยียนนั่งบนโซฟารับแขกกับชาวต่างชาติคนนั้น ก่อนที่หลีชิงเยียนจะขมวดคิ้วแน่น
“สรุปพวกคุณอยากจะทำอะไรกันแน่? บริษัทตระกูลหลีกรุ๊ปไม่ได้ล่วงเกินตระกูลริชาร์ด” หลีชิงเยียนขมวดคิ้วบอก
ชาวต่างชาติคนนั้นอมยิ้มส่ายหน้า “ผมคือเรด พวกเราติดต่อกับทางตระกูลแล้ว ครั้งนี้ มาเพื่อขอโทษคุณหลี ก่อนหน้านี้ถ้าริชาร์ดพูดจาเหยียดหยามคุณ ขอได้อย่าถือสาอีกเลยครับ”
ในขณะเดียวกัน ชาวต่างชาติคนนั้นได้ล้วงบัตรเชิญใบหนึ่งออกมา “คุณชายของพวกเรารีบมาที่หู้ไห่ในคืนนั้น ตระกูลริชาร์ดอยากแก้ไขความเข้าใจผิดกับบริษัทตระกูลหลีกรุ๊ปด้วยความจริงใจ หวังว่าคุณจะไปตามนัด”
“เชี้ย เชิญแขกกินข้าวจะไปไนต์คลับอะไรกัน ที่แบบนั้นมันเหมาะกับการคุยธุระงั้นเหรอ?” ทันใดนั้น เฉินเป่ยเอ่ยปาก ชายต่างชาติคนนั้นเงยหน้า มองทางเฉินเป่ย ดวงตามีการดูถูกแบบที่คนอื่นยากจะสังเกตเห็นแวบผ่าน
“นายเป็นใคร?” คนคนนั้นถามขึ้น
“ฉันเป็นใครนายไม่ต้องยุ่งได้ไหม?” เฉินเป่ยชายตามองคนนั้นแวบหนึ่ง
ชายต่างชาติส่ายหน้า มองทางหลีชิงเยียน หลีชิงเยียนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง พยักหน้าตอบ “ฝากบอกคุณชายของพวกคุณด้วย คืนนี้ฉันจะไม่ผิดนัด”
“ขอบคุณครับ”
ไม่นานชายต่างชาติก็ออกไป ส่วนเฉินเป่ยล้วงมือในกระเป๋ากางเกงสองข้าง มองหลีชิงเยียนอยู่ ขมวดคิ้วบอก “สถานที่แบบนั้นเดิมทีไม่เหมาะให้คุณไป”
ความอ่อนโยนและมีเสน่ห์ของเมื่อคืนนี้ ทำให้ถึงตอนนี้หลีชิงเยียนยังคงสีหน้ายังหนาวเย็น เงยหน้ากวาดสายตามองทางเฉินเป่ย พูดเสียดสี “งั้นเหรอ คงเหมาะแค่คนแบบนายไป ถูกมั้ย?”
...
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ในไนต์คลับส่วนตัว
ที่หน้าประตูไนต์คลับส่วนตัวซึ่งหลบซ่อนตัวมากแห่งหนึ่ง
ไนต์คลับดูปลีกตัวมาก เดิมทีคนปกติคงหาที่นี่ไม่เจอ หน้าประตูไนต์คลับมีบอดี้การ์ดสองคนใส่สูทยืนตรงดิ่งเฝ้าอยู่ตรงทางเข้า
หลีชิงเยียนมองรอบด้านด้วยความระวัง ถึงแม้ในใจจะมีความสงสัย แต่กลับไม่ได้คิดมาก...เรดคนนั้นเหมือนไม่ได้มีเจตนาร้าย น่าจะไม่จงใจทำร้ายใครเช่นนี้มั้ง? หลีชิงเยียนคิดเช่นนี้ แต่ก็ยังระแวดระวังไว้เช่นกัน มือถือเปิดเครื่องไว้ตลอด ถ้าเกิดสถานการณ์ไม่ชอบมาพากลขึ้นจะได้โทรศัพท์ได้ทันที
พอบอดี้การ์ดที่ใส่ชุดสูทหน้าประตูสองคนนั้นเห็นสาวสวยปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน สายตาทั้งสองคนเบิกกว้าง พวกเขาสาบานได้...ชีวิตนี้ไม่เคยเจอผู้หญิงงดงามที่ทำให้คนหยุดหายใจแบบนี้มาก่อน ใบหน้านี้...คือผลงานศิลปะที่ล้ำค่าที่สุดบนโลก
หลีชิงเยียนยิ้มอ่อนๆ ให้ทางบอดี้การ์ดสองคน นั่นคือรอยยิ้มของสาวงามหยาดเยิ้ม หลังเธอยิ้มเสร็จก็เดินส่ายสะโพกไปด้านในไนต์คลับโดยตรง
สักพักหนึ่งบอดี้การ์ดสองคนนั้นถึงตอบสนองเข้ามา รีบพูดห้ามเอาไว้ก่อน “คนสวย เข้าไปไนต์คลับต้องนัดไว้ล่วงหน้า คุณไม่ได้นัดล่วงหน้าก็เข้าไปไม่ได้นะ”
หลีชิงเยียนกะพริบดวงตาแบบที่ทำให้คนแทบหยุดหายใจเบาๆ กวาดตามองพวกเขาแวบหนึ่ง “พวกนายคิดว่าฉันต้องนัดล่วงหน้าเหรอ?”
ได้ยินคำพูดของสาวงามคนนี้ บอดี้การ์ดสองคนตะลึงทันที ตกใจและสงสัยอยู่บ้าง...ผู้หญิงคนนี้? หรือว่ามีสถานะพิเศษอะไร?
“ดูแล้วพวกนายอยากโดนไล่ออกล่ะมั้ง...” หลีชิงเยียนหมุนดวงตาเล็กน้อย บนใบหน้างดงามเผยยิ้มเยาะออกมา เธอหยิบโทรศัพท์ของตนเองขึ้นโดยตรง เริ่มต่อสายไปยังหมายเลขหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าเธอโทรศัพท์ บอดี้การ์ดสองคนนั้นก็ประหม่าขึ้นทันที
“คนสวย...คนสวยมีอะไรคุยกันก่อน อย่าโทรศัพท์เลยนะ!” ที่แท้บอดี้การ์ดสองคนยังตื่นตกใจไม่สงบอยู่บ้าง ตอนที่เห็นหลีชิงเยียนหยิบมือถือขึ้นมาโทรออก สุดท้ายความสงสัยในใจของพวกเขาก็กระจ่างแล้ว ผู้หญิงคนนี้จะต้องมีที่มาไม่ธรรมดาแน่ ต้องรู้จักกับเถ้าแก่ พวกเขาจะผิดใจเพื่อนของเถ้าแก่ไม่ได้
หลีชิงเยียนกวาดมองพวกเขานิ่งๆ จากนั้นถึงวางสายโทรศัพท์ทิ้ง “รอเจ้านายของพวกนายมาถึงแล้วบอกเขาด้วยว่าฉันจะรอเขาอยู่ที่ห้องทำงาน” พูดจบเธอเดินส่ายสะโพกไปอย่างสง่างาม
บอดี้การ์ดสองคนมองหน้ากัน ในใจแน่วแน่แล้ว ผู้หญิงคนนี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับเถ้าแก่แน่ เวลานี้พวกเขาแค่รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง รีบถอยกลับไปที่ตำแหน่งเฝ้ายามของตนเอง ผู้หญิงแบบนี้...พวกเขาหาเรื่องไม่ได้
ดวงตาของหลีชิงเยียนกวาดมองไปรอบด้านทีหนึ่ง ไม่นานก็ล็อกตำแหน่งไว้ เดินส่ายสะโพกไปด้านในห้องอาหารส่วนตัวโดยตรง
หน้าประตูห้องอาหารมีพนักงานบริการสองคนคอยต้อนรับ หลีชิงเยียนขยับเข้าไปด้านหน้าพนักงานสองคน พูดเบาๆ สองสามประโยค...พนักงานสองคนนั้นตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน รีบพยักหน้าโค้งตัว ทำความเคารพต่อหลีชิงเยียน จากนั้นถอยลงไปด้วยความระมัดระวัง
มุมปากหลีชิงเยียนฉีกรอยยิ้มขึ้น ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ที่หน้าประตูห้องอาหาร จากนั้นมองสถานการณ์ด้านใน
เรดกับหลีชิงเยียนนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหาร เรดเทเครื่องดื่มให้หลีชิงเยียนด้วยความกระตือรือร้น ท่าทีเร่าร้อนอย่างยิ่ง...
ตอนพลบค่ำ ในที่ดินคฤหาสน์ตระกูลหลี
เฉินเป่ยอยู่ในห้องอาหาร กำลังพูดคุยกันกับหลีหยางและซูเหลยทั้งสองคนที่โต๊ะอาหาร คุยกันหลายประโยคไม่ขาดสาย พยายามคุยอย่างกระตือรือร้นกับหลีหยาง แต่เฉินเป่ยนั้น ไม่รู้ทำไมในใจถึงมีความกังวลหวาดกลัวอย่างน่าประหลาด...
ทันใดนั้นความกังวลในใจของเฉินเป่ยมาถึงขีดสุดแล้ว เขาทานข้าวไม่ลงอีกต่อไป ลุกขึ้นทันใด พูดกับหลีหยางว่า “พ่อครับ ผมไม่วางใจชิงเยียนอยู่บ้าง ผมจะไปดูสักหน่อย”
สีหน้าหลีหยางงุนงง “ชิงเยียนบอกพวกเราว่าเธอมีนัดทานข้าว...นี่มีอะไรน่าเป็นห่วงกัน?”
เฉินเป่ยส่ายหน้าแล้ว เขามักรู้สึกว่าสายตาที่เรดคนนั้นมองทางหลีชิงเยียนมีเจตนาไม่ดีมากนัก ทำให้ในใจเขาไม่สงบ
“ขอโทษนะครับ วันนี้คงกินข้าวต่อไม่ได้แล้ว เอาไว้วันหลังนะครับ!” เฉินเป่ยสีหน้าเคร่งเครียดอย่างยิ่ง พุ่งออกจากคฤหาสน์ นั่งเข้าไปในรถ เหยียบคันเร่งโดยตรง รถยนต์แล่นฉิวออกไป จากนั้นขับไปด้วยความรวดเร็ว ซูเหลยใบหน้าตกตะลึงเซ่อซ่า มองรถที่ขับไปอย่างว่องไวคันนั้น...