ตอนที่ 167
บทที่ 167 คิดจะกอดไปถึงเมื่อไร
October 28, 2026
บทที่ 167 คิดจะกอดไปถึงเมื่อไร
ไป๋เสว่เอ๋อร์เกือบจะตกใจจนส่งเสียงร้องออกมา ได้ยินเขาพูดเช่นนี้ ก็รีบกลั้นลมหายใจเอาไว้ทันที ไม่กล้าขยับแม้แต่นิดเดียว
เป็นไปอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ ด้านนอกดังสะท้อนเสียงฝีเท้าขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง จากใกล้ไปจนถึงไกล สุดท้ายก็ห่างออกไปอย่างช้าๆอีกครั้ง
ในขณะที่เผยลี่เชินกำลังคิดจะคลายมือจากไป๋เสว่เอ๋อร์อยู่นั้น พอก้มศีรษะลง ก็เห็นท่าทีที่ตื่นตระหนกของเธอ ไม่กล้าที่จะขยับเลยแม้แต่น้อย ราวกับกระต่ายน้อยตัวหนึ่งที่ได้รับความตกใจกลัวก็ไม่ปาน สองมือของเธอโอบเอวของเขาเอาไว้แน่น ไม่มีทีท่าที่จะคลายมือออก
มุมริมฝีปากของเผยลี่เชินยกสูงขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เขาก้มศีรษะลง ประชิดเข้าใกล้กับเธอ แล้วเอ่ยปากว่า “คิดจะกอดไปถึงเมื่อไร?”
ไป๋เสว่เอ๋อร์เมื่อครู่นี้รวมรวบความสนใจเงี่ยหูฟังเสียงการเคลื่อนไหวที่อยู่ด้านนอก แทบจะลืมไปเสียสนิทเลยว่าตัวเองกำลังกอดเผยลี่เชินอยู่ การตอบสนองของเธอกลับคืนมา ปล่อยเขาออกอย่างแรง แล้วถอยไปข้างหลังโดยจิตใต้สำนึกในทันที
ด้านหลังของเธอทั้งหมดล้วนเป็นของใช้เบ็ดเตล็ดที่กองขึ้นมา พอเท้าของเธอสะดุด ลำตัวก็หงายไปทางด้านหลัง เห็นอยู่ว่ากำลังจะล้มลงบนกองของใช้เบ็ดเตล็ด ทว่าอยู่ๆช่วงเอวก็ถูกรัดแน่น ทั้งตัวของเธอถูกเผยลี่เชินกอดเข้าไปในอ้อมแขนใหม่อีกครั้ง
เผยลี่เชินขมวดคิ้วเล็กน้อย โน้มสายตาจ้องเธอเอาไว้ เอ่ยปากขึ้นเบาๆ ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความตำหนิเล็กน้อย “ขยับซี้ซั้วอะไรกัน กอดฉันอยู่นิ่งๆ ฉันยังสามารถจะกินเธอได้หรือยังไง?”
แก้มทั้งสองข้างของไป๋เสว่เอ๋อร์แดงระเรื่อ เอ่ยปากขึ้นเบาๆว่า “พวกเรา...ออกไปกันเถอะ?”
เผยลี่เชินยื่นมือออกไปกุมมือของเธอเอาไว้แน่น แล้วเปิดประตูห้องเก็บของออกเบาๆ กวาดตามองระเบียงทางเดินที่อยู่ด้านนอกเล็กน้อย เห็นว่าไม่มีคน ถึงได้ดึงเธอออกมา
ไป๋เสว่เอ๋อร์มองไปยังห้องรับรองพิเศษหมายเลขหกอยู่ไกลๆ กำลังคิดที่จะถามเผยลี่เชินว่าคิดจะทำยังไงต่อไป ก็ได้ยินเสียงของเขาดังสะท้อนขึ้นมา
“พวกเรากลับกันก่อน”
ไป๋เสว่เอ๋อร์เดินตามไปอย่างรวดเร็ว ผ่านระเบียงทางเดินที่ทอดยาว แล้วลงบันไดไป
ตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาก็ไม่อาจจะไปพบประธานหวางที่ห้องรับรองพิเศษอีก ส่วนเรื่องจะทำยังไงกันแน่ ยังต้องหารือกันระยะยาว
ออกมาจากผับ พวกเขาขึ้นไปบนรถ ไป๋เสว่เอ๋อร์ถึงได้ถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก
คิดย้อนกลับไปถึงคำพูดเหล่านั้นของฟางหรงเทียนขณะคุยโทรศัพท์ที่พวกเขาได้ยินตอนอยู่ในห้องเก็บของเมื่อสักครู่นี้นั้น ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขาดความมั่นใจ เธอหันไปทางเผยลี่เชินอย่างลังเลเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามขึ้นเบาๆว่า “รองประธานฟางเขาคิดจะทำอะไรกันแน่คะ?”
เผยลี่เชินสั่งเจิงหงให้ออกรถด้วยสีหน้าที่เยือกเย็น จากนั้นหันหน้ากลับมาทางเธอ “คุณดูไม่ออกหรอ?”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ส่ายศีรษะ
“ฟางหรงเทียนกับหวางคุนสองคนนี้มีการร่วมมือกัน เรื่องการส่งมอบสินค้าในคราวนี้ ไม่แน่ก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา”
ประโยคเดียวของเผยลี่เชิน เตือนสติของไป๋เสว่เอ๋อร์ในชั่วพริบตา “หรือว่าเพื่อเงินค่าผิดสัญญา พวกเขาสองคนสมรู้ร่วมคิดกัน?”
“อาจจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ สำหรับฟางหรงเทียนแล้ว เงินคงจะไม่ได้วัตถุประสงค์สุดท้ายของเขา”
ไป๋เสว่เอ๋อร์สูดหายใจเข้าเต็มปอด ยิ่งคิดไม่เข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ เผยซื่อก็เป็นบริษัทใหญ่อันดับต้นๆในเมืองไห่เฉิง เขาเป็นถึงรองประธานของบริษัท ต้องการอำนาจมีอำนาจ เงินเดือนสวัสดิการยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทำไมยังจะมีความคิดอย่างอื่นได้อีก?
เผยลี่เชินเอ่ยปากขึ้นอย่างสงบเยือกเย็นว่า “พรุ่งนี้พวกเราให้การตอบกลับแก่ประธานหวาง หากผมเดาไม่ผิดแล้วล่ะก็ พวกเขายังจะต้องพบกันอีก”
“ดังนั้นต่อไปพวกเราคิดจะทำยังไงดีคะ?” ไป๋เสว่เอ๋อร์มองไปทางชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่จริงจัง
เขาคิดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปหาเธอ สายตาเปล่งประกายขึ้น “ตรวจสอบหาวัตถุประสงค์ของฟางหรงเทียนออกมา ทำในสิ่งที่พวกเราควรจะทำ”
อยู่ๆเขาก็ยื่นมือออกมา กุมมือของเธอเอาไว้แน่นอย่างเบาๆ “คุณไปด้วยกันกับผม”
ไป๋เสว่เอ๋อร์สบสายตาเข้ากับเขา แล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง
รุ่งเช้าวันต่อมา ถึงยังบริษัท ไป๋เสว่เอ๋อร์ก็รีบทำตามความต้องการของเผยลี่เชินโทรศัพท์ไปหาผู้ช่วยของประธานหวางในทันที
“ประธานเผยของเราตัดสินใจแล้วว่า จะทำตามความต้องการของพวกคุณชดใช้เงินค่าผิดสัญญา ฉันมายืนยันยอดจำนวนเงินที่ต้องชำระ ภายในสามวันราชการต่อจากนี้ยอดจะเข้าบัญชีค่ะ”
ผู้ช่วยของประธานหวางพอได้ยินว่าพวกเขาทางนี้ไม่ได้แข็งกร้าวยืดหยัดอีกต่อไป ก็ดูเหมือนจะรู้สึกค่อนข้างประหลาดใจขึ้นมา “งั้น...ครับ ผมจะรายงานกับท่านประธานหวาง อีกสักครู่จะนำยอดจำนวนเงินค่าผิดสัญญาส่งให้กับคุณ”
“โอเคค่ะ”