ตอนที่ 139
ตอนที่ 139 ถูหลังให้ฉันหน่อย
October 28, 2026
ตอนที่ 139 ถูหลังให้ฉันหน่อย
เมื่อเสิ่นหรูเฟิงเห็นสวี่เยว่หรูตอบกลับมาเช่นนี้ ตาของเขาก็เป็นประกายในทันที “เหรอครับ ผมมองไม่ออกเลยนะ แต่ผมได้ยินมาว่าเธอเพิ่งมาทำงานที่บริษัทนี้ได้ไม่นาน ถ้าพูดถึงประสบการณ์แล้ว ก็คงไม่สามารถเทียบเลขาสวี่ได้หรอกใช่ไหมครับ”
เมื่อสวี่เยว่หรูโดนชมเข้าให้ หน้าของเธอก็แดงขึ้นมาในทันที เธอมองไปที่เสิ่นหรูเฟิงหลายต่อหลายครั้ง พร้อมกับยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก “อันที่จริง ฉันทำงานที่เผยซื่อมานานมากแล้วค่ะ มีประสบการณ์ แต่ความสามารถยังคงไม่เพียงพอ ยังต้องเรียนรู้อีกค่ะ”
เสิ่นหรูเฟิงหัวเราะออกมาเบาๆ “เลขาสวี่ช่างถ่อมตัวเสียจริง คุณยังสาวยังสวย แถมยังมีความสามารถตั้งมากมาย ไม่แพ้เลขาไป๋เลยสักนิดเดียว”
แก้มของสวี่เยว่หรูแดงขึ้นในทันที ขณะที่เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่างนั้น ลิฟต์ก็หยุดพอดี เมื่อเสียง “ติ๊ง” ดังขึ้น ประตูลิฟต์ก็เปิดออก
หญิงสาวเดินออกไปจากลิฟต์ พร้อมกับนำทางประธานเสิ่นไปยังห้องทำงานของเผยอี้ “ประธานเสิ่นก็ชมดิฉันเกินไปค่ะ”
“เลขาสวี่ ผมคิดว่าแค่เราคุยกันคงไม่พอ ทำไมเราไม่แอดวีแชตกันไว้ล่ะครับ ไว้นัดวันออกไปดื่มชาหรือกาแฟด้วยกัน ดีไหมครับ”
เมื่อสวี่เยว่หรูได้ยินดังนั้น เธอก็ตกใจขึ้นมาเล็กน้อย “...ได้เหรอคะ”
เสิ่นหรูเฟิงยิ้ม พร้อมกับยื่นโทรศัพท์มือถือของเขาส่งให้กับเธออย่างสุภาพ “ได้สิครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มีโอกาสรู้จักผู้หญิงที่วิเศษเช่นคุณ”
เมื่อสวี่เยว่หรูถูกชมจนตัวลอยขนาดนี้ เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายนัก เธอจึงรีบพิมพ์ช่องทางการติดต่อเธอลงไปในทันที
ในช่วงนี้ ท่าทีของเผยลี่เชินที่ดูชอบพอไป๋เสว่เอ๋อร์นั้นยิ่งทำให้หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความโกรธจัด นึกไม่ถึงว่าวันนี้เธอจะได้พบกับใครบางคนที่รู้จักที่จะชื่นชมเธอ...
เธอดีใจเป็นอย่างมาก หัวใจของเธอพองโต แต่เธอหารู้ไม่ว่าฝันร้ายของเธอนั้นเพิ่งจะเริ่มต้น...
ทันทีหลังจากเลิกงาน ไป๋เสว่เอ๋อร์รีบหาข้ออ้างกลับบ้านในทันที
เรื่องราวของคุณแม่ของเธอนั้นยังคงติดค้างอยู่ในใจเสมอมา นอกจากนั้นยังมีเรื่องแหวนราคาแพงวงนั้นอีก ทำให้เธอไม่สามารถที่จะปล่อยวางได้
จากบริษัทไปยังละแวกบ้านของเธอนั้น กินเวลาไปเกือบ 30 นาที เธอเดินไปที่ประตูใหญ่ของคฤหาสน์ และกดกริ่งประตู
ไม่ช้า คนรับใช้คนหนึ่งก็ออกมาจากห้อง และเดินไปที่ข้างๆ ของประตูเหล็กและมองไปที่ไป๋เสว่เอ๋อร์ “คุณเป็นใครคะ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ยิ้มและพูดว่า “แม่ของฉันเป็นเพื่อนของน้าหรงค่ะ ฉันมีธุระเล็กน้อยเลยมาหาน้าหรงค่ะ”
หลังจากไป๋เสว่เอ๋อร์รอให้คนรับใช้ไปบอกน้าหรงแล้ว ไม่นานนักคนรับใช้ก็รีบกลับมาเปิดประตูและเชิญให้เธอเข้าบ้าน
เมื่อคนรับใช้เดินเข้าไปในคฤหาสน์ เธอก็มองเห็นสวี่ลี่หรงกำลังนั่งอยู่บนโซฟา เมื่อสวี่ลี่หรงเห็นหญิงสาว เธอก็รีบลุกขึ้นและทักทาย “เสว่เอ๋อร์ ทำไมจู่ๆ ถึงมาที่บ้านของน้าได้ล่ะจ๊ะ”
“สวัสดีค่ะ น้าหรง” ไป๋เสว่เอ๋อร์ยิ้ม “พอดีหนูเพิ่งกลับบ้านไป แล้วไม่เจอคุณแม่อยู่ที่บ้าน เลยคิดว่าคุณแม่อาจจะอยู่ที่นี่ ก็เลยมาหาน้าหรงที่นี่นั่นแหละค่ะ”
เมื่อสวี่ลี่หรงได้ยินดังนั้น เธอก็รีบเอ่ยปากถามทันทีว่า “แม่หนูไม่ได้อยู่กับน้าที่นี่จ้ะ แม่เขาอาจจะออกไปเดินเล่นก็ได้นะ ทำไมหนูไม่ลองโทรศัพท์ถามแม่เขาดูล่ะคะ”
“โทรแล้วค่ะ แต่แม่ไม่รับสาย แม่บอกว่าถ้าแม่เสร็จธุระแล้วจะมาหาคุณน้าที่นี่ค่ะ หนูก็เลยมาที่นี่เพื่อหาคุณแม่”
น้าหรงยิ้ม “ช่วงนี้ คุณแม่ของหนูไม่ได้มาหาน้าที่นี่หรอก หนูอยากให้น้าโทรหาแม่ แล้วถามให้ไหมจ๊ะว่าเขาอยู่ที่ไหน”
เมื่อไป๋เสว่เอ๋อร์ได้ยินดังนั้น มือที่กำโทรศัพท์มือถืออยู่นั้นก็ยิ่งกำแน่นขึ้นไปอีก จากนั้นเธอก็รีบปฏิเสธทันที “ไม่ต้องหรอกค่ะ น้าหรง เดี๋ยวหนูจะลองโทรหาแม่เขาอีกสักหน่อย ไม่รบกวนน้าแล้วล่ะค่ะ”
เมื่อออกมาจากบ้านของสวี่ลี่หรง ทั่วทั้งร่างกายของไป๋เสว่เอ๋อร์ปกคลุมไปด้วยความเย็นยะเยือก เมื่อสักครู่นี้ น้าหรงพูดชัดเจนแล้วว่าไม่กี่วันมานี้ แม่ของเธอไม่ได้มาน้าหรงที่นี่เลย เห็นได้ชัดว่าแม่ของเธอโกหกเธอ
สรุปแล้ว เมื่อกลางดึกของคืนวานนี้ แม่ไปอยู่ที่ไหนกันแน่นะ ทำไมถึงต้องโกหกเธอด้วย
ไป๋เสว่เอ๋อร์ยิ่งคิดก็ยิ่งจับต้นชนปลายไม่ถูก เมื่อเธอเห็นว่าท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำมืดทึมแล้ว เธอก็รีบเรียกแท็กซี่ และกลับไปคฤหาสน์ในทันที
เมื่อเธอเดินไปถึงประตูหน้าบ้าน ป้าจางก็ออกมารอต้อนรับเธอ “คุณหนูไป๋คะ ทำไมวันนี้ถึงกลับมาค่ำจังเลยล่ะคะ ประธานเผยกลับมาได้ชั่วโมงกว่าแล้วนะคะ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์ยิ้มให้ป้าจาง “มีเรื่องที่ต้องจัดการนิดหน่อยค่ะ”
ป้าจางพยักหน้า พร้อมกับถามอย่างเป็นห่วงว่า “ทานข้าวหรือยังคะ คุณรีบไปล้างมือเถอะค่ะ เดี๋ยวป้าเรียกคุณผู้ชายให้ลงมาทานข้าวด้วยกัน”
เมื่อไป๋เสว่เอ๋อร์ได้ยินดังนั้น เธอก็ขมวดคิ้ว “เขายังไม่ได้ทานข้าวเหรอคะ”
ป้าจางชะงักไปชั่วครู่ “คุณผู้ชายบอกว่า... รอให้คุณกลับมาก่อนค่อยทานพร้อมกันค่ะ”
ไป๋เสว่เอ๋อร์รู้สึกถึงความอบอุ่นขึ้นมาภายในหัวใจทันที เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “แล้วถ้าให้หนูยกอาหารขึ้นไปให้เขาทานบนห้องล่ะคะ”
“แบบนั้นก็ดีค่ะ”