ตอนที่ 154
บทที่ 154 คำพูดโอหังของเฉินอี
October 28, 2026
ท่าทีของเฉินอีที่แสดงออกมาถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว แบบนี้พอจะทำให้โม่โนว่และเจ้าเก้าเฟิงวางใจลงได้สักที
คราวนี้น่าจะไม่มีปัญหาอะไรกับพวกเขาแล้ว
ก่อนที่เฉินอีจะยักคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น : “ลองว่ามาสิครับ”
คำพูดเรียบง่ายเพียงห้าคำกลับสามารถประกายออร่าของเฉินอิออกมาราวกับคนที่มีตำแหน่งสูงส่ง แม้แต่คนที่มีระดับอย่างเจ้าเก้าเฟิงและโมโน่เองยังต้องกะพริบตาปริบๆ
ออร่าแบบนี้ แม้จะเป็นท่านฟู่ก็ยังห่างชั้นกันมาก
เฉินอีคนนี้ เป็นแค่คุณชายที่ถูกทอดทิ้งธรรมดาๆ แค่นั้นจริงหรอ ?
ทันใดนั้นผู้คนต่างเริ่มที่จะอดสงสัยถึงฐานะของเฉินอีไม่ได้อีกแล้ว เขาแค่รู้จักกับคุณชายตระกูลกวนเท่านั้นจริงๆ งั้นหรอ ?
ดูแล้วความสามารถของเขาก็ไม่ใช่น้อยๆ เลยทีเดียว
เมื่อนึกได้ว่าเฉินอีเป็นถึงนักธุรกิจที่สามารถก้าวเท้าหนึ่งข้างเหยียบเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นได้แล้ว ทั้งสองคนก็พอจะเข้าใจอะไรบ้างแล้ว
เขาเป็นดั่งมังกรที่กำลังซ่อนตัวอยู่ ถึงแม้ว่าจะถูกการโจมตีที่รุนแรง แต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วสักวันหนึ่งก็ต้องปรากฏตัวเหนือน้ำอยู่ดี และถึงตอนนั้นอาจจะกลายเป็นคนที่มีความสามารถชั้นหนึ่งแน่นอน
พวกเขาหันไปสบตากันอย่างไม่ตั้งตัว ก่อนจะรีบตอบกลับ : “คือว่าอย่างนี้ครับ พวกเราได้รับข่าวมาว่าเมื่อหลายวันก่อนได้มีการจัดการประชุมสุดยอดเศรษฐกิจที่ทางฝั่งเมืองฉือ แล้ววันนี้คณะผู้แทนการประชุมก็จะเดินทางมายังโจวตู ส่วนฝ่ายประสานก็คือคนของตระกูลมังกรที่มาร่วมงานฉลองในวันนี้ ดังนั้น ……”
“ดังนั้นคณะตัวแทนของเมืองฉือก็มาด้วย นั่นสินะครับ”
“ใช่ครับ อีกทั้งในนั้นอย่างมีคนของตระกูลเฉิน ……”
“และตระกูลจงด้วย”
คราวนี้ ทั้งสองปิดปากเงียบลงทันที
เดิมทีพวกเขาคิดจะเอาข่าวนี้มาขายให้กับเฉินอีเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจ แต่คิดไม่ถึงว่าเฉินอีจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว กลับเป็นตัวพวกเขาเองที่ไม่แตกกต่างอะไรกับตัวตลกเลย
แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็เป็นแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ
เพราะเฉินอีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณชายตระกูลกวน ต่อให้ตระกูลเฉินและตระกูลกวนจะทำตัวลึกลับขนาดไหน แต่ก็ไม่สามารถที่จะรอดพ้อนสายตาของงูเจ้าถิ่นแห่งเมืองชิงชวนได้หรอก ซึ่งก็คือคุณชายตระกูลกวนนั่นเอง
เขาเป็นถึงคนที่ตอนนั้นกลับมาแล้วเกือบจะยึดอำนาจในมือของท่านฟู่ไป ราวกับเป็นบุคคลแรกในรอบร้อยปีที่คนในวงการใต้ดิน สามารถควบคุมวงการโลกใต้ดินได้ ถึงแม้ว่าหลายปีมานี้เขาจะถอยออกไปไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใดๆ อีก แต่อำนาจของเขาก็ยังคงไม่ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
“แต็กๆๆ !”
นิ้วมือของเฉินอีเคาะไปบนโต๊ะอย่างไม่หยุดหย่อน เขาเหมือนจะกำลังคิดเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ จนเวลาผ่านไปได้สักระยะจึงยกมือขึ้นมาโบกแล้วพูด
: “หากพูดแบบนั้น แสดงว่าคนของตระกูลเฉินและตระกูลจงก็จะมาที่นี่ด้วย งั้นสินะครับ ?”
“ถูกต้องครับ แถมยังมาตอนก่อนรายการสุดจะเริ่มด้วย”
โม่โนว่เป็นฝ่ายผู้จัดงาน อีกอย่างเขาเองก็มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไม่น้อย ดังนั้นจึงเข้าใจอย่างชัดเจนว่าทั้งสองตระกูลนี้มีอำนาจขนาดไหน
แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองชิงชวนยังต้องมาเข้าร่วมด้วย แต่สองตระกูลนี้กลับยืนกรานว่าจะมาในตอนก่อนรายสุดท้ายจะเริ่มเสียอย่างนั้น
“เหอะๆ”
เฉินอีหัวเราะออกมาเบาๆ
ตระกูลจง นี่ชอบกดขี่คนมาใหม่จริงๆ ให้ยอมจำนนเสียจริง
สำหรับตระกูลจง เฉินอียิ่งนานยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งเมื่อเอามารวมกับเรื่องพวกนั้นที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนแล้ว เขาตัดสินใจที่จะกำจัดตระกูลจงนี้ทิ้งให้เร็วที่สุด
“การมีอยู่ของสิ่งที่คอยก่อกวนสร้างความวุ่นวายกับกฎระเบียบของเมืองอสูรถือเป็นสิ่งไม่มีความจำเป็น ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็คงต้องกำจัดทิ้งแล้วเปลี่ยนกองอำนาจที่มีประโยชน์ต่อเมืองอสูรจะดีกว่า”
เฉินอีพึมพำประโยคนี้ออกมาอย่างแผ่วเบา
ทันใดนั้น ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นถึงกับต้องนิ่งอึ้ง