ตอนที่ 171
บทที่ 171 กวาดล้าง
October 28, 2026
เมื่อพวกของเจ้าดำเห็นภาพนี้เข้า เปลือกตาของพวกเขาก็กระตุกเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยประมือกับมังกรเก้าและมังกรสิบเอ็ดมาแล้วหลายครั้ง แต่ผลสุดท้ายฝ่ายของพวกเขาที่มีถึงยี่สิบคน ยังไม่อาจเอาชนะคนเพียงคนเดียวได้ แต่ทว่ายอดฝีมือทั้งสองคนนี้รวมพลังกัน ยังไม่อาจเทียบได้กับหมัดของเฉินอีเพียงหมัดเดียว หรืออาจพูดได้ว่ายังชกออกมาไม่เต็มหมัดเสียด้วยซ้ำ !
“เหอะ ๆ”
เฉินอีหัวเราะ และรู้สึกไม่พอใจนัก
มีเสียงบ่นพึมพำเกิดขึ้นภายในใจ
เขาเข้าใจสภาพร่างกายของตนเองเป็นอย่างดี เห็นได้ชัดว่ากำลังของเขาลดลงมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อก่อนเขาไม่จำเป็นต้องปล่อยหมัดเสียด้วยซ้ำ เพียงแค่ก้าวเท้าออกไปก้าวเดียวก็สามารถสยบมังกรหนึ่งได้ ซึ่งปกติแล้วมังกรหนึ่งมีความแข็งแกร่งยิ่งกว่ามังกรเก้าและมังกรสิบเอ็ดมาก
“ร่างกายของข้ากำลังทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ ก่อนที่ร่างกายของข้าจะทรุดโทรมลงอย่างสมบูรณ์ ข้าจะต้องรีบแก้ไขเรื่องภายในประเทศให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจัดระเบียบกลุ่มก้อนต่าง ๆ ภายในประเทศให้เสร็จสมบูรณ์”
ดวงตาของเฉินอีเป็นประกาย จากนั้นจึงมองออกไปยังที่ไกล ๆ
ต้องบอกว่าความสามารถของเขาในตอนนี้เพียงพอแล้ว แต่ก็ไม่อาจต้านทานต่อการทำลายล้างของกาลเวลาได้ สภาพร่างกายของเขาต่อจากนี้มีแต่จะทรุดโทรมลงไปเรื่อย ๆ ถึงเวลานั้น เฉินอีเกรงว่าตนเองจะต้องกลายเป็นคนไร้ค่า
และนั่นถือเป็นหายนะร้ายแรงที่สุด ต่อแผนการที่ตัวเขา สำนักมังกรลับ รวมไปถึงเหล่าผู้อาวุโสของประเทศต้าถังเหล่านั้นได้วางเอาไว้
ดังนั้นเขาจึงต้องเร่งทำทุกอย่างโดยเร็วที่สุด และนี่จึงเป็นเหตุผลที่เขากระทำการสังหารหมู่ในงานเลี้ยงวันเกิดของฟู่เหิงจือเมื่อวานนี้
ถึงขั้นมีการเพิกถอนเขตอิทธิพลของเกาเจี้ยนซินและเจ้าแปด
ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด
แต่เป็นเพราะหลงเหลือเวลาอยู่ไม่มากแล้ว
“เจ้ามังกรคะ เมื่อครู่มังกรหนึ่งรายงานมาว่า คนของตระกูลเฉินแห่งเมืองหยูเดินทางมาถึงเมืองชิงชวนแล้ว อีกทั้งยังอยู่ในโจวตูอีกด้วยค่ะ”
มังกรเก้าเหลือบมองโทรศัพท์และพูดขึ้นทันที
ทันทีที่ได้ยิน เฉินอีก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
ตระกูลเฉินแห่งเมืองหยู
เขารู้จักเป็นอย่างดี
เป็นเชื้อสายรุ่นปู่ทวดของเขาที่แตกแขนงออกไป เดิมทีต้องพึ่งพิงตระกูลเฉินแห่งเมืองอสูร แต่ทว่าหลายปีมานี้ โดยเฉพาะสองสามปีที่ผ่านมา ตระกูลเฉินแห่งเมืองอสูรถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนตระกูลเฉินแห่งเมืองหยูกลับมีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้มีสัญญาณที่แสดงถึงการหยุดยั้งการเป็นผู้สืบทอดเฉินซื่อกรุ๊ปของตระกูลเฉินแห่งเมืองอสูร ปรากฏออกมาให้เห็นเล็กน้อย
“เหอะ ๆ เป็นฝีมือของผู้หญิงคนนั้นและตระกูลจงทั้งสิ้น”
รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏขึ้นที่มุมปากของเฉินอี
หากไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนั้นนำทรัพยากรของตระกูลเฉินไปปูทางให้กับตระกูลจงครั้งแล้วครั้งเล่า และหากไม่ใช่เพราะการแว้งกัดของตระกูลจง ที่ไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือตระกูลเฉินในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน แต่ยังฉกฉวยโอกาสในช่วงที่ตระกูลเฉินกำลังเผชิญกลับวิกฤติ เข้ากลืนกินทุกอย่างของตระกูลเฉิน ตระกูลเฉินแห่งเมืองอสูรคงจะไม่ล่มสลายลงในทันทีเช่นนี้
ตอนนี้ดูเหมือนว่าตระกูลเฉินแห่งเมืองอสูร จะกลายเป็นตระกูลระดับสองในเมืองอสูรไปเสียแล้ว และมีแนวโน้มที่จะร่วงลงไปอยู่ในตระกูลระดับสาม เทียบเท่ากับบรรดาตระกูลเล็ก ๆ
แต่อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่เหตุผลหลักในการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องของตระกูลเฉินแห่งเมือหยู
ยังมีสาเหตุอีกมากมายที่ซ่อนอยู่ภายใน ที่ควรค่าแก่การพิจารณา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสและจังหวะเวลาในการเติบโตของตระกูลเฉินแห่งเมืองหยู ช่างสอดคล้องกันโดยบังเอิญ
“หลังจากที่พ่อของฉันตายไปแล้ว ไม่ใช่สิ ตั้งแต่ที่พ่อของฉันเริ่มป่วยหนัก ตระกูลเฉินแห่งเมืองหยูก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับลูกโป่งที่ได้รับการสูบลม การเติบโตในช่วงแรกถือว่าเป็นไปตามปกติ แต่ทว่า ตั้งแต่ที่พ่อของฉันตายไป และเกิดความวุ่นวายขึ้นภายในตระกูลเฉินแห่งเมืองอสูร การเติบโตนี้กลับเพิ่มขึ้นจนถึงขีดสุด”
“ตอนนั้นตระกูลเฉินแห่งเมืองหยูมีความร่วมมือและมีข้อตกลงร่วมกับตระกูลจง ทว่าตอนนั้นฉันเพิ่งถูกขับไล่ออกมาจากตระกูลเฉินได้เพียงไม่นาน ดังนั้นความร่วมมือในโครงการต่าง ๆ ระหว่างตระกูลเฉินแห่งเมืองหยูและตระกูลจง คิดจริง ๆ หรือว่าฉันจะไม่รู้อะไรเลย ?”
เฉินอีแสยะยิ้มออกมา
เขารู้สึกดูถูกครอบครัวมั่งคั่งเหล่านี้เสียจริง ๆ วัน ๆ ทำตัวเป็นกบในกะลา ไม่คิดจะออกไปออกไปดูโลกภายนอก ไม่คิดจะออกไปพัฒนาตลาดในต่างประเทศ คิดแต่จะทำร้ายคนในครอบครัวกันเอง ตระกูลมั่งคั่งเช่นนี้ ถึงแม้จะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายก็ต้องล่มสลายลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
ดูเหมือนจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
แต่อันที่จริงแล้วเป็นการย่ำอยู่กับที่ ไม่มีอะไรแปลกใหม่