ตอนที่ 461
บทที่ 461 ไปเยือนตระกูลเฉินแห่งเทียนหยวน
October 28, 2026
“เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ตระกูลเฉินแห่งราชวงศ์หนานค่อยๆ เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ดูท่าแล้วน่าจะไม่สามารถกลับมาได้อีกแล้ว ดังนั้นจึงต้องจัดการเรื่องการแต่งงานขึ้นมา เพราะหวังว่าการทำเช่นนี้จะสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนตระกูลใหญ่ๆ ได้”
“หากเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นหลักประกันให้กับพวกเขาให้แข็งแกร่งขึ้นได้ และจะสามารถต่อเวลาให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้”
การที่แนะนำไฉเสี่ยวเวยให้กับตระกูลเฉินแห่งราชวงศ์หนานในยุคปัจจุบัน ก็สามารถบ่งบอกสถานการณ์ของตระกูลเฉินในอำเภอเทียนหยวนอย่างคร่าวๆ ได้ ซึ่งเฉินอีรู้เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างดี ส่วนผู้หญิงคนนี้ก็อ่านเฉินอีออกเช่นกัน การที่เธอลุกขึ้นมาก็เพื่อที่จะต้องการบอกเฉินอีว่า ตระกูลเฉินแห่งอำเภอเทียนหยวนนั้นไม่ดีพอ ถ้าหากอยากจะเชื่อมสัมพันธ์ ก็ให้เลือกเธอจะดีกว่า
แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เฉินอีไม่สนใจเรื่องนี้
อำนาจของสำนักมังกรลับไม่ขึ้นอยู่กับราชวงศ์โบราณใด อีกอย่างนอกเหนือจากอำนาจของทั้งประเทศนี้แล้ว อำนาจของสำนักมังกรลับยังสามารถเทียบเท่าได้กับราชวงศ์ในยุคเฟื่องฟู เพียงแค่นี้ก็เพียงพอที่จะยืนยันได้ถึงความร้ายกาจของสำนักมังกรลับแล้ว
แน่นอนว่านี่ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญอะไร
สิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ที่อำนาจของเทคโนโลยีในยุคสมัยปัจจุบัน
ต่อให้ราชวงศ์โบราณพวกนี้ยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่เมื่ออยู่ในประเทศต้าถัง อย่างมากก็สามารถก่อตั้งได้เพียงกองทัพส่วนตัวเท่านั้น และกองทัพส่วนตัวนี้ต่อให้รวมตัวกันแล้วจะมีจำนวนเทียบเท่ากับราชวงศ์ต้าถัง แต่อย่างไรก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้กันอยู่ดี
เพราะเมื่อพิจารณาในด้านคุณภาพแล้วไม่นับว่าอยู่ในระดับเดียวกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอำนาจของคนที่นี่นั้นยิ่งใหญ่มาก จนคนธรรมดาไม่อาจจะมองข้ามได้
ปัจจุบันอาวุธยุทโธปกรณ์พัฒนาขึ้นไปมากแล้ว อีกอย่างความลับสำคัญส่วนมากก็ยังถูกราชวงศ์ควบคุมเอาไว้ หากคนจากราชวงศ์โบราณคิดว่าตัวเองนั้นเก่งกาจมากนัก นั่นก็เท่ากับว่าเป็นความที่ผิดมหันต์ และอาจถึงขั้นเรียกได้ว่าโง่เง่าเลยด้วยซ้ำไป
ดังนั้นในความคิดของเฉินอี การต่อสู้ระหว่างราชวงศ์โบราณนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการต่อสู้ระหว่างตระกูลใหญ่ทั่วๆ ไป
เพราะนี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่สนุกสนานอะไร ขอเพียงอยู่ภายในประเทศต้าถัง ไม่ว่าคุณจะยิ่งใหญ่มาจากไหน เมื่อมาอยู่ที่นี่คุณก็ต้องรู้จักยอมให้คนอื่น และนี่คือความแตกต่าง
ความแตกต่างระหว่างราชวงศ์กับราษฎร์ชั้นสูงนั้นก็มีช่องว่างที่ค่อนข้างมากเช่นนี้
อีกอย่างสมัยนี้ไม่มีระบบเจ้าขุนมูลนายเหลืออยู่อีกแล้ว หากต้องการจะลงมือทำอะไร ก็อย่าฝันหวานจนเกินไป
นอกจากนี้แล้วยังมีประเด็นที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคนบางกลุ่ม และแน่นอนว่าหากพวกเขาดูแลเพียงภายในขอบเขตของตัวเองก็ไม่นับว่าเป็นประเด็นอะไร
เฉินอีเข้าใจในประเด็นนี้ดี และวัตถุประสงค์ที่เขากลับมาในครั้งนี้เพราะเขาต้องการเปลี่ยนตัวเองเป็นคนร้าย และกระทุ้งบรรดาคนร่ำรวย สายเลือดราชวงศ์โบราณ ให้พวกเขายอมเชื่อฟังคำสั่งของราชวงศ์มากขึ้น นี่ต่างหากคือผู้นำที่แท้จริง
ส่วนไฉเสี่ยวเวยนั้นไม่เข้าใจในประเด็นนี้อย่างถ่องแท้เท่าไหร่นัก ราวกับตระกูลไฉแห่งราชวงศ์โจวนั้นยิ่งใหญ่มาก หรือกล่าวได้ว่าอย่างน้อยๆ พวกเขาก็แน่กว่าตระกูลเฉินแห่งเทียนหยวน
“ตอนนี้ตระกูลเฉินต้องการลากตระกูลไฉของพวกเราและตระกูลหลิวและตระกูลซ่งเข้าไปเป็นพวกด้วย พูดไปก็น่าขำ เมื่อเทียบกันแล้วตระกูลเฉินแห่งราชวงศ์หนานก่อตั้งช้ากว่าตระกูลหลิวและตระกูลซ่งเป็นเวลาหลายปี ถ้าว่ากันตามเหตุผลแล้วความรู้เรื่องต่างๆ น่าจะดีกว่ามาก แต่คนของพวกเขารุ่นนี้กลับมีความสามารถที่แสนธรรมดา
ธุรกิจของครอบครัวที่ก่อตั้งขึ้นมาอย่างยากเย็นในอดีตก็ไปไม่รอด ดังนั้นการที่พวกเขาตกอยู่ในสภาพอย่างเช่นทุกวันนี้ก็กล่าวได้ว่ากรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง
การเอ่ยปากพูดปาวๆ ของไฉเสี่ยวเวย ทำให้มังกรเขียวกำหมัดเอาไว้แน่น หากเฉินอีไม่ห้าม ป่านนี้เขาคงต่อยผู้หญิงคนนี้เละไปแล้ว
พูดจาน่าโดนต่อยจริงๆ
ส่วนเฉินอีในตอนนี้ยังคงอมยิ้มอยู่เหมือนเคยราวกับไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่มีเพียงชิงหลงคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าเจ้านายของตนไม่ใช่ว่าไม่สนใจ แต่กำลังนึกดูแคลนอยู่ในใจต่างหาก