ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 เหลือเวลาอีกเพียงสามเดือน
September 29, 2026
“เวยเอ๋อร์...เมื่อครู่พ่อหุนหันพลันแล่นไปหน่อย กล่าวหาเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม...”
“ท่านพ่อ!” คราวนี้เป็นอวิ๋นเวยที่ขัดจังหวะคำพูดของเขา ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาทันที เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความน้อยใจ “แม้ว่าลูกจะเคยไม่รู้ความ แต่คำสั่งสอนของท่านลูกไม่กล้าลืม ต่อให้เลอะเลือนสักเพียงใด ก็ไม่มีทางทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้เป็นแน่ หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?”
“ลูกจะโง่เขลาเพียงใด ก็ไม่มีทางทำให้ท่านต้องอับอาย แต่ท่าน...เมื่อครู่แม้แต่เศษเสี้ยวของความเชื่อใจก็ไม่มีให้ลูกเลย ท่านไม่แม้แต่ให้โอกาสลูกได้อธิบาย กลับลงมือกับลูกก่อนแล้ว...”
ขณะที่พูดอวิ๋นเวยก็เริ่มร้องไห้ออกมา น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าหลั่งรินลงมา
นางร้องไห้จริง ๆ ประการแรกคือแผลที่แผ่นหลังเจ็บจนทนไม่ไหว
ประการที่สองคือในเมื่อเจ็บแล้ว ก็ต้องให้คุ้มค่ากับที่เจ็บ
ร่างเดิมในอดีตเป็นคนเหลวไหล จนทำให้จิตใจของอวิ๋นเจิ้นเย็นชา ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกจึงห่างเหิน ดังนั้นนางเลยถือโอกาสบาดเจ็บครั้งนี้แสดงความน่าสงสาร เพื่อกระตุ้นความรู้สึกผิดของเขาให้มากขึ้นและช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก
เพียงแต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือ ร่างนี้อ่อนแอเกินไปจริง ๆ นางร้องไห้ไปได้ไม่นานก็ดันเป็นลมหมดสติไปเสียก่อน
ในช่วงเวลาที่กำลังจะหมดสติไป นางเห็นอวิ๋นเจิ้นวิ่งเข้ามาด้วยความร้อนรน เบื้องหลังของเขาคือกู้ฉางหลิงที่ก้าวตามมาติด ๆ ดวงตาที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความห่วงใยนั้น กลับแฝงไปด้วยความเย็นชาและความเฉยเมยที่ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง...
......
ช่วงต้นฤดูร้อน ในอากาศอบอวลไปด้วยความร้อนระอุเล็กน้อย อวิ๋นเวยถีบผ้าห่มออกและตั้งใจจะนอนต่อ
แต่พอพลิกตัว แผ่นหลังก็ปวดราวกับถูกไฟเผา ปวดจนนางต้องลืมตาขึ้นมา
สิ่งแรกที่เห็นคือผ้าห่มสีเหลืองอ่อน เสื้อผ้าไหมที่นุ่มลื่น ในกระถางธูปแปดเหลี่ยมมีควันสีขาวลอยเป็นสาย ม่านสีแดงพลิ้วไหวเบา ๆ ตามแรงลม เสียงของม่านผนึกแก้วที่ห้อยลงมากระทบกันเป็นเสียงใสกังวาน
นางอึ้งไปครู่หนึ่ง อวิ๋นเวยถึงนึกขึ้นมาได้ว่า ใช่แล้ว นางทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องเส้นทางพลิกชะตาของบัณฑิตยากจน
ศีรษะยังคงปวดอยู่ แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก็ยิ่งปวดมากขึ้น
แม้ว่าเมื่อคืนนางจะเปลี่ยนเนื้อเรื่องแล้ว ไม่ได้ด่ากู้ฉางหลิงจนแทบเสียสติแบบที่เป็นในเรื่องเดิม แต่ก็ไม่ได้สร้างความรู้สึกดีใด ๆ ขึ้นมาได้เลย
เพราะแค่เดินมาถึงจุดนี้ แสดงว่ากู้ฉางหลิงผ่านการตบหน้าในห้องหอ การถูกลงโทษให้คุกเข่าในศาลบรรพชน การถูกทำร้ายในสวน การถูกด่าทออย่างอับอายต่อหน้าผู้คน และอีกสารพัดการถูกเหยียดหยามมากมายมาแล้ว ตอนนี้ก็กำลังวางแผนในใจอย่างลับ ๆ ว่าจะฆ่านางอย่างไร
ตามเนื้อเรื่องเดิม หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปไม่เกินสามเดือน นางก็จะตาย...
สามเดือนเอง ช่างสั้นเสียจริง
นางควรจะทำอย่างไรเพื่อล้มเลิกเจตนาที่จะฆ่าของเขา!
ขณะที่กำลังจมอยู่กับความเศร้าหมอง พลันได้ยินเสียงทุ้มต่ำและอบอุ่นของบุรุษดังมาจากหน้าประตู “แม่นางหรูฮว่า ท่านหญิงเป็นอย่างไรบ้าง?”
หรูฮว่าแสดงความดูถูกเบา ๆ “เป็นอย่างไรบ้างใต้เท้ากูไม่รู้จริงหรือเจ้าคะ? เหตุใดต้องมาแสร้งทำเป็นห่วงใยกัน!”
กู้ฉางหลิงไม่ได้โกรธ น้ำเสียงยังคงเรียบสงบเช่นเดิม “คำพูดของแม่นางหรูฮว่า ข้าน้อยไม่เข้าใจนัก แต่เมื่อคืนข้าน้อยผิดที่ปกป้องไม่ดีจนทำให้ท่านหญิงได้รับบาดเจ็บ ข้าน้อยรู้สึกผิดยิ่งนัก...”
หรูฮว่าขัดจังหวะอย่างไม่เกรงใจ “ใต้เท้ากู้ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้ข้าซึ่งเป็นเพียงสาวใช้ฟังหรอก ปกป้องไม่ดีจริงหรือไม่ ท่านหญิงของเราตื่นขึ้นมาก็จะตัดสินเอง วันนี้ใต้เท้ากลับไปเถิด อย่ามารบกวนการพักผ่อนของท่านหญิงเราเลย”
เสียงโต้เถียงของคนทั้งสองดึงความคิดอันน่าเศร้าของอวิ๋นเวยกลับมา
แม้ว่าจะรู้ว่าการมาเยี่ยมของกู้ฉางหลิงเป็นเพียงพิธี แต่ร่างเดิมเคยมีอำนาจพอจะไล่เขาไปได้ ทว่านางทำแบบนั้นไม่ได้ ถึงอย่างไรคนผู้นี้คือบุตรแห่งโชคชะตา
“หรูฮว่า ให้เขาเข้ามาเถิด”
หรูฮว่าถึงเปิดประตูอย่างไม่เต็มใจ แล้วรีบตรงมาที่ข้างกายของนางและประคองนางขึ้นอย่างระมัดระวัง “ท่านหญิง ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ?”
อวิ๋นเวยส่ายศีรษะ
กู้ฉางหลิงเดินเข้ามาในภายหลัง สวมชุดขุนนาง ดูสง่างามอย่างมาก
เมื่อคืนเหตุการณ์ชุลมุน อวิ๋นเวยไม่ได้สังเกตเขาให้ชัดเจนนัก แต่ยามนี้ แสงแดดส่องกระทบใบหน้า ทำให้เห็นทุกอย่างเด่นชัด
เขาเป็นบุรุษรูปงามอย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งบนร่างก็มีบุคลิกที่อ่อนโยนสง่างามอย่างยิ่ง ประดุจหยกงามที่ผ่านการขัดเกลามานับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ผู้คนอยากเข้าไปใกล้ชิด