ตอนที่ 7
สิ้นลาย - 07 สนใจฌาเหรอคะ
September 18, 2026
สามวันต่อมา
ฌานินกำลังเก็บข้าวของภายในห้อง จนตอนนี้เธอยัง
แทบไม่อยากจะเชื่อว่ามีคนปล่อยเช่าคอนโดในราคาหนึ่งพันบาทจริง ๆ ห้องที่เธออยู่ตอนนี้ว่าถูกแล้ว แต่มันตั้งสี่พันแถมยัง
ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ
ครืด~ เสียงสายเรียกเข้าดังแทรกความเงียบภายในห้อง ฌานินที่กำลังนั่งพับผ้าเก็บลงกระเป๋าเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์
จากโต๊ะใกล้ ๆ มาดู ก่อนดวงตากลมจะเบิกโต เมื่อเห็นชื่อ
ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอว่า พ่อ
หลายเดือนแล้วที่เธอเลือกเงียบหาย ไม่แม้แต่จะติดต่อกลับ ทว่าครั้งนี้เกิดความลังเลจากส่วนลึกที่ยังเป็นห่วง หัวใจเต้นแรงคล้ายถูกบีบจนเจ็บก่อนปลายนิ้วจะค่อย ๆ กดรับสายในที่สุด
(หายไปอยู่ที่ไหน ไม่คิดจะติดต่อพ่อมาบ้างเลยหรือไง)
ทันทีที่กดรับสายยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงของพ่อก็แทรก
เข้ามาซะก่อน มือเล็กกำแน่นจนสั่นเบา ๆ
“ฌาไม่ติดต่อไปเพราะอะไร พ่อก็รู้ไม่ใช่เหรอคะ”
พูดเพียงไม่กี่คำ น้ำสีใสก็เอ่อรื้นขึ้นบนของตา เธอกำลังพยายามกลั้นไม่ให้เสียงสั่นเครือหลุดเข้าไปในสาย
(ตอนนี้พ่อเป็นหนี้เสี่ยจรันอยู่ห้าแสน มันหลอกให้เล่น
จนหมดตัว พวกมันกำลังตามหาตัวฌา จะเอาไปขัดดอก)
“พะ พ่อ” เสียงเล็กสั่นเครือ ความปวดร้าวกระแทกมา
กลางอกจากสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
(ครั้งนี้พ่อไม่ได้ขายฌาให้ใครนะลูก แต่พวกมันมาค้นบ้าน แล้วไปเจอรูปของฌาเข้า)
“… ฮึก~ เมื่อไรพ่อจะเลิกเล่นการพนันสักที หมดทุกอย่าง
ไปแล้วไม่เหลืออะไรแล้วนะคะ อึก~”
ร่างเล็กปล่อยเสียงร้องไห้โฮออกมา ครั้งแรกในรอบ
หลายเดือนที่คุยกับพ่อ เมื่อรู้เรื่องราวว่าตอนนี้เธอกำลังถูก
คนของเสี่ยจรันตามตัว มันทำให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอดหลายวันมานี้กระจ่างทันที ว่าทำไมถึงรู้สึกเหมือนมีใครคอยติดตามอยู่ตลอดเวลา
(พ่อแค่โทรมาเตือน โชคดีจริง ๆ ที่ฌารับสาย ยังไงก็
อย่ากลับมาที่บ้านเด็ดขาดเข้าใจใช่ไหม)
ความเป็นห่วงของพ่อ ไม่ทำให้ร่างเล็กรู้สึกดีขึ้นมาได้เลย
สักนิด เพราะสุดท้ายคนที่รับผลกรรมเหล่านั้นก็คือตัวเธอ
หลังวางสายฌานินร้องไห้สะอื้นแทบขาดใจกับชีวิต
ของตัวเอง เธอจะหนีได้ยังไงจะหนีไปที่ไหนนอกจากอยู่อย่างนี้
รอวันถูกคนของเสี่ยจรันจับตัวไป คนไม่มีที่ให้หลบซ่อนอย่างเธอ จะไปไหนรอด
แชตกลุ่ม
ขวัญใจ: ฌาแกเก็บของเสร็จหรือยัง เช่ยืมรถพี่เปอร์มาแล้ว กำลังจะไปหาแกนะ
เธออ่านข้อความในช่องแชตพร้อมยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงไปทั้งที่หัวใจยังเจ็บปวด
แต่ก็เหนื่อยเหลือเกินกับการต้องร้องไห้ซ้ำ ๆ ให้กับเรื่องที่พ่อก่อไว้ เสียงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ดังขึ้น นิ้วเรียวกดแป้นพิมพ์ตอบเพื่อน
ฌานิน: อื้อ ใกล้เสร็จแล้ว
ขวัญใจ: โอเค กำลังไปนะ ถ้ามีเสียงเคาะห้องห้ามเปิดประตูให้ใคร ถ้าไปถึงฉันจะโทรหาแก
ฌานิน: ของไม่มีอะไรมาก กระเป๋าแค่สองใบ ฌาเก็บต่อ
ก่อนนะ เหลืออีกนิดเดียว
โทรศัพท์ในมือถูกวางลง ฌานินลุกขึ้นเดินหายเข้าไป
ในห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา ไม่อยากให้เพื่อนเห็นดวงตาแดงก่ำของตัวเอง จากนั้นก็มาเก็บเสื้อผ้าต่อซึ่งเหลือไม่มากแล้ว
เธอนั่งพับผ้าใส่กระเป๋าอย่างเหม่อลอย เอาแต่คิดน้อยใจ
คนเป็นพ่อที่ติดการพนันไม่คิดจะกลับตัว ทั้งที่รู้ว่าผลลัพธ์ของมันทำให้ลูกสาวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องเดือดร้อนไปด้วย
กลางใจมันจุกแน่นน้ำตาจะไหลลงมาให้ได้แต่ถูกข่มกลั้นเอาไว้ ความอ่อนแอเป็นสิ่งที่ฌานินเริ่มเบื่อหน่าย เธออยากเป็นคนเข้มแข็งบ้าง
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเพื่อนของเธอก็มาถึง ประจวบเหมาะกับของที่เก็บเสร็จพอดี ปอร์เช่ช่วยยกกระเป๋าลงไปชั้นล่างให้
เขาพกปืนมาด้วย เป็นของพี่ชายให้เอาติดตัวไว้ป้องกัน เผื่อฉุกเฉิน
ทว่าความจริงเขาไม่เคยใช้ปืนจริงเลยสักครั้ง หากเกิดเหตุ กลัวว่ามือไม้จะสั่นจนทำอะไรไม่ถูกซะมากกว่า โชคดีที่ไม่มีอะไร เมื่อขนของขึ้นรถเสร็จ ทั้งสามคนก็รีบออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังห้องพักใหม่ทันที
คอนโดย่านใจกลางเมืองพลุ่งพล่านไปด้วยรถหรูขับผ่าน
ไปมา แค่เพียงก้าวเข้าตัวตึกก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศกลิ่นอาย
ของความมีฐานะ แม้จะไม่ได้หรูหราเท่าตึกรอบข้าง แต่สำหรับ
ฌานินแล้ว มันดูมีราคามากเกินกว่าที่เธอคาดคิดไว้ด้วยซ้ำ
จนยังไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าจะถูกปล่อยเช่าในราคาเพียง
หนึ่งพันบาท
“เศรษฐีคนไหนเหรอเช่ เขารวยจนกล้าปล่อยเช่าคอนโดหรูขนาดนี้ในราคาหนึ่งพันบาทเนี่ยนะ” ขวัญใจเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน แม้ไม่เคยอยู่ห้องคอนโดหรูระดับนี้มาก่อนสักครั้งในชีวิต แต่ก็พอคาดเดาราคาย่านนี้ได้ ว่ามันคงไม่ต่ำกว่าสิบล้านอย่างแน่นอน
“ไม่รู้ว่ะ เปอร์บอกว่าเป็นคนรู้จักของเพื่อน แล้วก็เพื่อน
ของเพื่อนมันอีกที ไอ้นี่มันสนิทคนรวย ๆ เยอะด้วย”
“อะไรมันจะซับซ้อนขนาดนั้น พี่คลื่นหรือเปล่า ไม่แน่นะ
ฉันว่า”
คำถามของขวัญใจฉุดให้เท้าเล็กของฌานินหยุดชะงักค้างกับพื้น เธอมัวแต่ดีใจที่ได้ห้องราคาถูกจนตาลุกวาว โดยไม่ทันคิดว่าอาจมีอะไรแอบแฝงซ่อนอยู่ ทว่าขณะกำลังสงสัยเสียงค้าน
ของปอร์เช่ก็ดังขึ้นมาคั่นกลางซะก่อน
“ไม่ใช่หรอกถ้าเป็นพี่คลื่นมันต้องบอกไปแล้วจะปิดเพื่อ”
ทั้งสามคนก้าวไปทางลิฟต์ ห้องอยู่ชั้นเจ็ดจากทั้งหมดสามสิบชั้น เมื่อผลักประตูเข้าไปภายในสิ่งแรกที่สะดุดตาคือพื้นที่กว้างขวาง เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งครบครัน มีห้องนอนแยก มีครัวและโซนนั่งเล่น ตรงนอกกระจกใสบานใหญ่เป็นระเบียงกว้าง
“โห หรูอยู่นะ ไม่สิ มันดูดีเลยแหละ” ขวัญใจบอกก่อนจะ
ถามเพื่อนต่อ “เพื่อนพี่เปอร์มีใครปล่อยเช่าในราคานี้อีกไหม
ฉันอยากย้ายมาอยู่บ้าง”
ปอร์เช่ส่ายหน้า จากนั้นก็ลากกระเป๋าไปไว้ตรงประตูห้องนอน ส่วนฌานินกำลังเดินดูรอบ ๆ รูดเปิดผ้าม่านออก
ให้แสงเข้า ที่นี่ดูดีกว่าห้องเก่าของเธอหลายร้อยเท่า จนรู้สึกเกรงใจคนปล่อยให้เช่าที่คิดราคาถูกเกินไป
“อยู่แถวนี้ก็ดีเผื่อมีผู้รวย ๆ มาจีบแก” ขวัญใจยิ้มกริ่ม
พลางดันศอกใส่เพื่อนเล่น ๆ ก่อนจะถูกเสียงทุ้มของเพื่อนตัวสูงสวนขึ้นมา
“ฌาไม่ได้บ้าผู้ชายอย่างเธอนะขวัญ”
“มีก็ดี ฌาเหนื่อยแล้วเหมือนกัน” เสียงแผ่วเบาที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของคนตัวเล็กทำให้บทสนทนาเงียบลง ขวัญใจกับปอร์เช่หันขวับมองเธอพร้อมกัน สีหน้าทั้งคู่เต็มไปด้วยความตกใจปนไม่อยากเชื่อว่าคำพูดแบบนั้นจะออกจากปากของฌานินจริง ๆ
“นี่แกจริงจัง หรือล้อเล่น”
“จริงจังสิ มีคนรวยมาจีบมันก็ดีไม่ใช่หรือไง สมัยนี้ทุกอย่างต้องใช้เงิน” คำตอบนั้นไม่ได้หลุดออกมาเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นความคิดที่เกิดจากความเหนื่อยหน่ายต่อชีวิตจริง ๆ
ฌานินรู้สึกท้อแท้กับการดิ้นรน เหนื่อยกับการพยายามอยู่คนเดียวในโลกที่ต้องใช้เงินเป็นสิ่งกำหนดทุกอย่าง ไหนจะเรื่องมีคน
ตามตัว
ชีวิตของเธอในตอนนี้… ราวกับกำลังถูกมรสุมสาดซัด
“ต้องดูด้วยนะ ผู้ชายบางคนก็ไม่ได้จริงจัง เอาเงินให้แล้ว
ก็หวังอย่างอื่น”
“แหม! คนเจ้าชู้อย่างนายมาพูดแบบนี้มันแปลกอยู่นะเช่” ขวัญใจรู้สึกเอ๊ะกับประโยคที่เหมือนจะดูดี แต่พอออกมาจากปากคนเจ้าชู้อย่างปอร์เช่ ทำให้เธออดแซวไม่ได้ พอเจ้าตัวถูกล้อ
ก็รีบสวนกลับทันควัน
“เจ้าชู้ แต่ไม่ได้รวยอะดิ ไม่เคยเอาเงินฟาดหัวใคร ถ้ามี
เงินเยอะคงจะเอาฟาดหัวตัวเองก่อนเลย”
ทุกคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน ช่วงเวลาที่อยู่กับเพื่อน