ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 อาศัยบารมี หลอกให้ท่านย่าเชื่อฟัง
September 29, 2026
“...ตอนนั้นพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าตกเลือด อาหรงเป็นคนเชิญท่านหมอที่เก่งกาจมารักษา ถึงรอดชีวิตมาได้ทั้งแม่และลูก นางคือผู้มีพระคุณของจวนโหว” ท่านย่าอธิบายให้ลั่วหนิงฟัง
ไป๋ฉือหรงมีมนุษยสัมพันธ์ดี ทั้งยังร่ำรวยมาก จึงซื้อใจคนในจวนโหวได้อย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่เบื้องบนไปจนถึงบ่าวไพร่ระดับล่าง ไม่มีใครไม่เคารพนาง
การช่วยชีวิตสะใภ้ใหญ่แม่ลูกได้ ยิ่งทำให้นางมีอำนาจบารมีถึงขีดสุด แม้แต่บิดาของลั่วหนิงก็ยังยอมรับในตัวนาง
มารดาจึงพานางย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนเหวินฉี่ ซึ่งเป็นรองเพียงสองเรือนหลัก แทนที่ตำแหน่งของลั่วหนิงอย่างเปิดเผย ทว่า ไม่มีผู้ใดทักท้วง
“อาหนิง เจ้าเป็นเด็กดีรู้ความ เรือนฮุ่ยฟู่ก็พักได้เหมือนกัน” ท่านย่าพูดเสริม
บอกให้นางอดทนน่ะหรือ?
อย่าว่าแต่เรือนเหวินฉี่เลย หากไม่มีลั่วหนิง จะมีจวนโหวนี้ได้อย่างไร?
ลั่วหนิงไม่โกรธท่านย่า
ท่านย่ามิได้มีเจตนาร้ายต่อนาง ทั้งยังเคยปกป้องนาง ชาติก่อนท่านย่าหลงเชื่อในความเอื้ออารีของญาติผู้น้อง แต่กระนั้นก็ตระหนักได้ในเร็ววัน จึงเริ่มดูแลเอาใจใส่นาง
ต่อมาท่านย่า 'ถึงแก่กรรม' ด้วยอาการป่วยที่กำเริบขึ้นอย่างกะทันหัน คืนนั้นมีเพียงมารดาของลั่วหนิงและญาติผู้น้องคนนี้อยู่ข้างกาย
หลังจากท่านย่าเสียชีวิต ลั่วหนิงก็ไร้ที่พึ่ง
“ท่านย่า ให้ข้าพักที่นี่เถอะ” ลั่วหนิงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ข้าอายุสิบเจ็ดแล้ว ประเดี๋ยวท่านย่ากับท่านแม่ก็ต้องหาคู่ครองให้ข้า”
นางไม่ได้โต้เถียงท่านย่า
ไม่ได้โมโหจนเป็นที่ขบขันในสายตาผู้อื่น
คนอื่นยิ้ม ลั่วหนิงก็ยิ้มเข่นกัน แถมยังยิ้มได้เป็นธรรมชาติกว่าอีกด้วย
……
ลั่วหนิงจึงได้พักอยู่ที่เรือนหลักฝั่งตะวันตกของท่านย่าเป็นการชั่วคราว
ห้องของท่านย่าอยู่ทางฝั่งตะวันตก ห้องทางฝั่งตะวันออกก็ถูกจัดเตรียมเพิ่มเครื่องนอนอย่างรวดเร็ว
“เด็กดี เจ้าเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างขึ้นมาก” ท่านย่าจับมือนาง “พักที่นี่ก็ได้ อย่าเสียใจไปเลย”
“เจ้าค่ะ” ลั่วหนิงกุมมือตอบ
มืออบอุ่นคู่นี้ ยังคงแข็งแรงดี
นางสนทนากับย่าอยู่สักพัก
ยังจงใจเอ่ยถึงไป๋ฉือหรงเป็นพิเศษ
“เหตุใดก่อนหน้า ข้าถึงไม่เคยพบญาติผู้น้องคนนี้เลย” ลั่วหนิงถาม
ท่านย่าตอบกลับว่า “เขาเป็นลูกสาวภรรยาเอกของลุงใหญ่ของเจ้า ก่อนหน้านี้ถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างนอก เพราะกลัวจะถูกแม่เลี้ยงทำร้าย”
แล้วก็ถามด้วยความรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “หลานไม่เคยพบนางหรือ”
ลั่วหนิงส่ายศีรษะ “ไม่เคยพบ นางเหมือนท่านแม่มากเลย”
“หลานสาวกับอาหน้าตาคล้ายคลึงกัน ถือเป็นบุญวาสนา” ท่านย่ากล่าว
ลั่วหนิงหัวเราะเบาๆ
“พี่ชายใหญ่ของเจ้าบอกว่าเขาเคยพบนาง” ท่านย่ายังคงพูดต่อ
ลั่วหนิงยิ้มอีกครั้ง
แน่นอนสิ ก็พวกเขาเป็นพี่น้องแท้ๆ กันนี่นา
นางไม่เอะอะ ไม่โวยวาย พักอยู่ที่เรือนหลักฝั่งตะวันตก คอยดูแลท่านย่า
ท่านย่าไม่ได้ดูแลกิจธุระใดๆ อีกแล้ว กิจวัตรก็มีแค่สวดมนต์
……
ในขณะที่เรือนหลักฝั่งตะวันออกของบิดามารดา กลับกำลังคิ้วขมวดเล็กน้อย
“อาหนิงกลับมาแล้ว เจ้ารีบจัดหาเรือนพักให้อาหรงย้ายออกดีกว่า” บิดาเอ่ยขึ้น
มารดากลับตอบว่า “เจ้าอาวาสฮุ่ยเหนิงชี้แนะว่า ตำแหน่งเรือนเหวินฉี่เหมาะกับอาหรง ข้าคิดว่าอาหนิงคงจะเข้าใจ นางเป็นเด็กดีรู้ความมาโดยตลอด”
แล้วกล่าวอีกว่า “เรือนฮุ่ยฟู่อยู่ด้านหลังเรือนของเราพอดี ยังมีประตูเล็กเชื่อมกัน สะดวกให้นางได้ไปมาหาสู่กับพวกเราบ่อยๆ นางน่าจะรับได้”
“เรื่องภายในจวน เจ้าจัดการตามสมควรเถอะ” บิดาตอบกลับอย่างเฉยเมย
ก่อนจะไปนอนที่เรือนของอนุซ่ง
……
วันรุ่งขึ้น มารดาเรียกลั่วหนิงไปหา
“...แม่คิดถึงเจ้าทุกคืนวัน หากไม่ได้ญาติผู้น้องของเจ้าคอยมาอยู่เป็นเพื่อน แม่คงจะล้มป่วยติดเตียงไปแล้ว เจ้ากลับมาก็คงไม่เจอแม่” มารดาร่ำไห้ พลางกุมมือลั่วหนิง
ลั่วหนิงไม่แสดงท่าทีใดๆ “ลำบากท่านแม่แล้ว”
“ก่อนหน้านี้ญาติผู้น้องของเจ้าฝันร้าย ขวัญผวาป่วยไปหลายวัน เจ้าอาวาสวัดฝ่าหวาชี้แนะแนวทาง บอกให้นางพักที่เรือนเหวินฉี่ อาการจึงทุเลาลง” มารดากล่าวเสริม
“อาหนิง เจ้าเพิ่งกลับมา ไม่ควรถือดีว่ามีผู้ใหญ่โปรดปราน ถือสากับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เจ้าลองคิดดูสิ เพราะเจ้าได้รับบาดเจ็บ ราชสำนักถึงได้ประทานจวนโหวแห่งนี้ให้ เกินหน้าเกินตาพ่อเจ้าไปมาก
หากเจ้ายังพูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ จะยิ่งทำให้พ่อเจ้าเสียหน้า ส่งเป็นผลเสียต่อเจ้าไม่ใช่หรือ การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนต่างหากที่จะทำให้คนทั้งจวนรู้สึกขอบคุณเจ้า” มารดากล่าวอีก
ลั่วหนิงมีดวงตาที่เหมือนมารดามาก งดงามมีเสน่ห์ สดใสมีชีวิตชีวา
นางมองมารดาอย่างเงียบๆ “หากท่านพ่อรู้สึกเสียหน้า ก็สามารถลาออกจากตำแหน่ง แล้วขอให้ราชสำนักแต่งตั้งข้าเป็นจวิ้นจู่ก็ได้”
มารดาสะอึกพูดไม่ออก
“อาหนิง นี่เจ้าพูดจาเหลวไหลแล้ว” มารดากล่าว “มีลูกสาวบ้านไหนบ้างที่ได้รับตำแหน่งจวิ้นจู่เกินหน้าพ่อ มีแต่ได้รับเมตตาจากคนเป็นพ่อทั้งนั้น”
ลั่วหนิงมีสีหน้าสงบมาก “ท่านแม่ ท่านพ่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโหว ท่านแม่ก็ได้เป็นฮูหยินตราตั้ง ท่านก็พูดเองว่าจวนใหญ่โตหลังนี้ได้มาเพราะข้าช่วยเหลือไทเฮาจนตัวเองต้องบาดเจ็บ เหตุใดท่านแม่ถึงไม่ช่วยยกย่องความดีความชอบของข้าบ้าง”
“ความดีความชอบต้องให้คนอื่นพูดสิ”
“ท่านแม่พูดก็ได้ไม่ใช่หรือ” ลั่วหนิงถาม
“ชมกันเอง ไม่ใช่เรื่องดีหรอก”
“ในเมื่อพวกท่านรู้ดีอยู่แก่ใจ ลูกแค่ปรารถนาที่จะกลับไปอยู่ที่เรือนของตัวเอง ถือเป็นการเรียกร้องที่มากเกินไปหรือ?” ลั่วหนิงไม่ยอมลดลาวาศอกแม้แต่ก้าวเดียว
มารดาเริ่มหงุดหงิด “อาหนิง แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน!”
บรรยากาศตึงเครียด
มารดานึกถึงเว่ยกงกงที่ส่งนางกลับมา จึงอดกลั้นโทสะ “อาหนิง อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน เรือนเหวินฉี่ไม่ได้สูงศักดิ์หรือสำคัญไปกว่าเรือนฮุ่ยฟู่หรอก เจ้าอย่าหยุมหยิมกับเรื่องเล็กน้อยเลย”
“ในเมื่อเหมือนกัน ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ก็คืนให้ลูกเถอะ” ลั่วหนิงกล่าว
มารดาพูดไม่ออก
นางถอนหายใจ “เจ้าเปลี่ยนไปมาก อาหนิง เหตุใดเจ้าจึงดื้อรั้น หยาบกระด้าง ไม่รู้จักกาละเช่นนี้?”
ลั่วหนิงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ท่านแม่พูดเช่นนี้ ลูกไม่เข้าใจ ในเมื่อลูกกลับมาบ้านแล้ว แค่อยากอยู่เรือนของตัวเอง นี่เป็นเรื่องที่เกินไปหรือ หรือต้องให้ลูกไปร้องขอความเป็นธรรมจากไทเฮา”
ในดวงตาของมารดามีความตื่นตระหนกและขึ้งเคียด
นางพูดอะไรไม่ออก