ตอนที่ 5
ตอนที่ 5 ให้นางเป็นพระชายายง ดีหรือไม่?
September 29, 2026
ลั่วหนิงรู้สึกสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างอ๋องยงและเจิ้งฮองเฮาเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่กล้าล่วงเกิน
นางก้มหน้าลงต่ำ เจิ้งฮองเฮาจูงมือนางให้นั่งลง
“...สุนัขตัวนี้น่ากลัวจริงๆ” เจิ้งฮองเฮาเอ่ยขึ้นในขณะที่ดึงให้ลั่วหนิงนั่งลงด้วยกัน พลางมองสุนัขตัวดำที่หมอบอยู่มุมตำหนัก
อ๋องยงมิได้ตอบ
สุนัขดำแยกเขี้ยวใส่เจิ้งฮองเฮา แต่ก็ถูกสายตาของเจ้านายขู่ค้อนจนต้องถอยกลับไปหมอบลงกับพื้นตามเดิม ได้แต่ส่งเสียงครางเบาๆ ขึ้นสองคราว
เจิ้งฮองเฮาละสายตาจากสุนัข แล้วเอ่ยชมเชยความจงรักภักดีของลั่วหนิงที่ยอมเสี่ยงชีวิตรับดาบแทนไทเฮา
เมื่อเอ่ยถึงช่วงที่สะเทือนใจ น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย
ไทเฮาแย้มยิ้มและปลอบโยนนาง
อ๋องยงมิได้เอื้อนเอ่ยวาจา
“เสด็จแม่ คุณหนูลั่วมีคู่หมั้นคู่หมายแล้วหรือยัง” เจิ้งฮองเฮาเอ่ยถาม
ไทเฮาไม่ทราบ จึงถามนางตรงๆ “อาหนิง เจ้ามีคู่หมายแล้วหรือยัง”
“ยังไม่มีเพคะ” ลั่วหนิงตอบ
เจิ้งฮองเฮาระบายยิ้มออกมา “ข้าอยากจะเป็นแม่สื่อให้คุณหนูลั่วเสียจริง”
ไทเฮา “มีใครในใจแล้วหรือ”
“มีหลายคนเลยเพคะ” เจิ้งฮองเฮาหัวเราะเบาๆ พลางเหลือบสายตามองอ๋องยงที่จิบชาอยู่ข้างๆ อย่างสบายใจ
ไทเฮาก็มองเขาเช่นกัน
ลั่วหนิงสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงมองตามสายตาของไทเฮา
อ๋องยงสวมอาภรณ์สีดำสนิท ดวงตาลึกล้ำ ท่วงท่าสง่างาม แต่มีความดุดันซ่อนอยู่ระหว่างคิ้ว เพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก็เผยออกมาให้เห็น
ลั่วหนิงรีบถอนสายตา
“เรื่องนี้ต้องค่อยๆ คิด เด็กผู้หญิงขี้อาย อย่าพูดต่อหน้าอาหนิงเลย” ไทเฮาแย้มยิ้ม รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
เจิ้งฮองเฮาก็รู้สึกผิดที่พลั้งปากออกไป จึงรีบเอ่ยถามลั่วหนิงเรื่องอื่น “ได้ยินมาว่าหลานสาวของฮูหยินจวนเจิ้นหนานโหวคนหนึ่ง มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด รูปโฉมงดงาม เป็นสตรีสูงศักดิ์อันดับหนึ่งของเมืองหลวง ข่าวลือนี้ใช่เรื่องจริงหรือไม่”
นางนึกถึงได้เพียงเรื่องนี้
เจิ้นหนานโหวเป็นขุนนางที่เพิ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตระกูลเก่าแก่ จึงไม่เป็นที่น่าสนใจนัก จึงยากที่เจิ้งฮองเฮาจะใส่ใจเรื่องราวของตระกูลพวกเขา
แต่เรื่องของคุณหนูไป๋คนนั้นกลับเลื่องลือไปอย่างกว้างขวาง ฮองเฮาจึงพอได้ยินมาบ้าง… แน่นอนว่ามีทั้งคำชมและคำติฉิน
มีคนจากภายนอกพยายามสร้างคะแนนนิยมให้ไป๋ฉือหรง
สิ่งที่ตระกูลไป๋ของท่านยายของลั่วหนิงไม่ขาดแคลนที่สุด ก็คือเงินทอง
นอกจากนี้ คนที่ห่วงใยอนาคตของไป๋ฉือหรงที่สุดคนนั้น ก็มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล
ทว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการคือสถานะ
พวกเขาต้องการช่วยให้ไป๋ฉือหรงได้แต่งงานเข้าสู่ตระกูลสูงศักดิ์ โดยอาศัยสถานะของจวนโหว
“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันเพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวง ข่าวสารอาจจะไม่รวดเร็วเท่าในวัง” ลั่วหนิงตอบด้วยรอยยิ้ม “แต่น้องสาวอ่อนโยนและเฉลียวฉลาดจริงๆ ทุกคนในจวน ไม่มีใครไม่รักนางเลยเพคะ”
แล้วพวกนางก็สนทนากันถึงสตรีสูงศักดิ์คนอื่นๆ ในเมืองหลวง
ลั่วหนิงนั่งอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยไปมากแล้ว จึงลุกขึ้นเพื่อขอทูลลา
ไทเฮารับสั่งให้เว่ยกงกงไปส่งนางอีกครั้ง
เจิ้งฮองเฮาก็มีกิจธุระที่ตำหนัก เมื่อลั่วหนิงลุกขึ้นแล้ว นางก็ทูลลาเช่นกัน
นางยังเดินไปส่งลั่วหนิงเป็นระยะทางสั้นๆ
“หมั่นมาในวังบ้างนะ มาอยู่เป็นเพื่อนคลายเหงาให้เสด็จแม่ ข้าต้องดูแลหกตำหนัก ธุระจุกจิกมากมาย บ่อยครั้งไม่มีเวลาปรนนิบัติท่าน เจ้าสามารถทำให้ไทเฮาเบิกบานใจได้ ถือเป็นความกตัญญูสูงสุดในใต้หล้าแล้ว” เจิ้งฮองเฮากล่าว
ลั่วหนิงรับคำ
เจิ้งฮองเฮามิได้มีเจตนาร้ายต่อลั่วหนิง
เพียงแต่ลั่วหนิงเกิดมาฐานะไม่สูงส่ง ตระกูลลั่วก็เพิ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เพียงสามปี จะเรียกว่า ‘ขุนนางใหม่’ ก็ไม่ใช่ แต่จะเรียกว่า ‘เศรษฐีใหม่’ ก็ไม่ถือว่าดูแคลนเท่าใดนัก ต่อหน้าเจิ้งฮองเฮาแล้ว นางช่างต่ำต้อยเสียเหลือเกิน
ลั่วหนิงเปรียบเสมือนสัตว์เลี้ยงตัวน้อยที่ไทเฮาทรงโปรดปราน
ไม่มีใครคิดว่าสัตว์เลี้ยงที่อยู่ข้างกายแม่สามีจะเป็นภัยคุกคามจนต้องหวาดระแวง
มีแต่จะหยิบยื่นผลประโยชน์เล็กน้อย กล่าวชมเชยความฉลาดของสัตว์เลี้ยง เพื่อเอาใจแม่สามี
ความเมตตาของเจิ้งฮองเฮาต่อลั่วหนิงก็เป็นเช่นนั้น
“ปกติเจ้าชอบทำสิ่งใด” เจิ้งฮองเฮาถามอีกครั้ง
ลั่วหนิงตอบว่า “นอกจากอ่านตำรา ก็ฝึกสะบัดแส้เพคะ”
“ใช้แส้เป็นด้วยหรือนี่” เจิ้งฮองเฮารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ยิ้มแย้มสดใส “นับว่าเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊เลยทีเดียว”
“มิบังอาจเพคะ หม่อมฉันแค่ลองเล่นดูเท่านั้น”
หลังจากพูดคุยกันอยู่นาน ฮองเฮาจึงปล่อยให้ลั่วหนิงกลับ
……