ตอนที่ 6
ตอนที่ 6 สมบัติของนาง ใครก็แย่งชิงไปไม่ได้
September 29, 2026
กว่าลั่วหนิงจะกลับถึงจวนเจิ้นหนานโหว ก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว
นางเข้าไปคำนับท่านย่าก่อน
จากนั้นจึงแวะไปน้อมทักทายมารดา นางไป๋ฮูหยินใหญ่แห่งจวนโหว
นางไป๋ฮูหยินใหญ่สวมเครื่องประดับลงยาสีฟ้าที่ทำจากขนนกกระเต็น แม้จะสูงวัยแล้ว แต่ยังคงมีสง่าราศี ดูสง่างามและอ่อนโยน “อาหนิง เจ้าเข้าวังไปรบกวนไทเฮาบ่อยๆ อาจจะทำให้ไทเฮารำคาญได้นะ”
ลั่วหนิงสีหน้าสงบ ระบายยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไทเฮาไม่ได้ถือสาเลย วันนี้ลูกยังได้พบฮองเฮาด้วย พระองค์ยังเรียกให้ลูกเข้าวังบ่อยๆ”
แววตาของนางไป๋วูบไหวเล็กน้อย
มีความอิจฉาริษยา
แต่ไม่มีความยินดีให้ลั่วหนิงเลยแม้แต่น้อย
ชาติก่อน ลั่วหนิงมักจะสงสัยในท่าทีของมารดา
หลังจากเสียชีวิตไปสิบกว่าปี นางจึงยอมรับความจริงได้ว่า แม้แต่ลูกแท้ๆ ของตัวเอง ก็เกลียดชังได้ลง ไม่น้อยไปกว่าความเกลียดชังศัตรูเลยด้วยซ้ำ
ช่างน่าขัน
ทว่าโลกมนุษย์ก็วิปริตเช่นนี้อยู่แล้ว มารดาผู้ให้กำเนิดของนางก็คือนางไป๋ สตรีที่ไร้ศีลธรรมและไม่มียางอาย
“อาหนิง เจ้ามีนิสัยเรียบง่าย ไม่รู้จักเอาใจคน แม่กังวลเสมอว่าเจ้าจะไปทำใครขุ่นเคือง จนนำความเดือดร้อนมาสู่จวนโหว คราวหน้าเจ้าเข้าวัง แม่จะไปด้วย” นางไป๋กล่าว
ถ้อยคำนั้นลดทอนคุณค่า เหยียบย่ำนางให้ต่ำลง
ลั่วหนิงยิ้มเล็กน้อย
นางไม่ได้เรียบง่าย ออกจะน่าสนใจเสียด้วยซ้ำ
เป็นดวงวิญญาณเร่ร่อนสิบกว่าปี นอกจากสุนัขสีดำตัวนั้นแล้ว กระทั่งสายลมยังไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของนางเลย แต่นางก็ยังคงมีความสุขตามประสา
“ท่านแม่ คราวหน้าค่อยว่ากันเถอะ” ลั่วหนิงกล่าว
นางไป๋ถามอีก “เรือนเหวินฉี่อยู่สบายดีหรือไม่”
เป็นคำถามแผ่วเบาที่ซ่อนความเคียดแค้นไว้ลึกสุดใจ
ชาติก่อน กว่าจะได้ย้ายกลับไปยังเรือนเหวินฉี่ ลั่วหนิงต้องยอมละทิ้งการควบคุมอารมณ์ ใช้ ‘ความคลุ้มคลั่ง การเอ็ดตะโรโวยวาย รวมถึงความใจแคบไม่ยอมคน’ แลกมา
แม้นางไป๋จะตำหนิดุว่า แต่ก็ไม่ได้โกรธเคือง
ทว่าชาตินี้ นางกลับไม่ยอม
นางรักและทะนุถนอมไป๋ฉือหรงดั่งแก้วตาดวงใจ เหตุใดจึงต้องยอมหลีกทางให้ลั่วหนิง
แถมการย้ายออกจากเรือนเหวินฉี่ ยังเป็นการหลีกทางโดยไม่มีประโยชน์ใดๆ
“สบายมากเลย” ลั่วหนิงยิ้ม “เรือนเหวินฉี่ตำแหน่งดีมาก เป็นจุดศูนย์กลางของจวนโหว ลูกได้พักอยู่ที่นั่น ถึงรู้สึกว่าการที่ตัวเองรับดาบแทนไทเฮาและต้องพักรักษาตัวถึงสามปี ค่อยมีความหมายหน่อย”
แก้มของนางไป๋กระตุกเล็กน้อย
นางทำได้เพียงบอกให้ลั่วหนิงกลับไปได้แล้ว
ยามเย็น นางไป๋ฮูหยินใหญ่ดวงตาแดงก่ำ อารมณ์หงุดหงิดห่อเหี่ยว
ลั่วอิ๋นบุตรชายคนโต ลั่วโย่วบุตรชายคนเล็ก และไป๋ฉือหรงไปเยี่ยมนาง ในขณะที่ร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน ทุกคนต่างสังเกตเห็นความผิดปกติของนาง
“...อาหนิงทำให้ท่านแม่โมโหอีกแล้วใช่หรือไม่” ลั่วอิ๋น บุตรชายคนโตถาม
นางไป๋ถอนหายใจ “แม่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับนางดี แม่หวังดีสอนนาง เกรงว่านางจะจองหองเพราะถือว่าตัวเองมีความดีความชอบ นั่นจะทำลายตัวนาง แต่นางกลับไม่ฟังเลย”
“ไร้การอบรมจริงๆ!” ลั่วอิ๋นกล่าว “บ้านเรามีโชค ฮ่องเต้ถึงได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ คนมากมายถวายชีวิตให้ราชสำนัก โดนดาบแทงแค่ครั้งเดียว นับเป็นความดีความชอบอะไร”
ลั่วโย่วบุตรชายคนเล็กกินข้าวเงียบๆ ไม่พูดอะไร
ไป๋ฉือหรงยิ้ม “พี่ใหญ่อย่าโมโหไปเลย พี่หญิงอาหนิงเพิ่งกลับมา อาจจะยังไม่คุ้นเคย ค่อยๆ ทำความคุ้นเคย ก็คงจะดีขึ้นเอง”
แล้วหันไปพูดกับนางไป๋ว่า “ท่านอาเองก็ไม่ต้องเป็นกังวล พี่หญิงอาหนิงจะต้องดีขึ้นแน่ๆ นางคงรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ถึงได้แต่เอาแต่คอยอ้างความดีความชอบของตัวเองอยู่เรื่อย ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป นางจะเลิกจองหองเอง”
“คนเป็นแม่ ย่อมต้องเป็นห่วงนาง” นางไป๋กล่าว
“ท่านแม่ อย่าตามใจนางเลย นางไม่เชื่อฟัง ถึงเวลาที่ต้องสั่งสอน ก็ห้ามใจอ่อน” ลั่วอิ๋นกล่าว
นางไป๋พยักหน้า
......
วันรุ่งขึ้น สิ่งของพระราชทานจากไทเฮาก็มาถึงจวนเจิ้นหนานโหว
เจิ้นหนานโหว ลั่วฉงเย่ นำคนทั้งจวนออกมารับพระราชโองการ แต่กลับพบว่าสิ่งของพระราชทานทั้งหมด กลับมอบให้ลั่วหนิงเพียงคนเดียว
ทุกคนประหลาดใจ
ลั่วหนิงไม่มีตำแหน่ง เป็นเพียงคุณหนูที่ยังมิได้ออกเรือน นางไม่มีสิทธิ์รับของพระราชทาน
แต่เพราะนางรับดาบแทนไทเฮา ไทเฮาจึงยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษ
ลั่วหนิงรับของพระราชทาน