ตอนที่ 8
ตอนที่ 8 กาฝาก
September 29, 2026
พี่ชายใหญ่ลั่วอิ๋นเปียกปอนไปทั้งตัว หลังจากคลานขึ้นมาจากสระน้ำ บิดายังลงโทษให้เขาคุกเข่า
เขารู้สึกหนาวจนฟันกระทบกัน
พี่สะใภ้อ้อนวอนไม่หยุด
มารดาและญาติผู้น้องไป๋ฉือหรงก็รีบร้อนมาถึง
“ท่านโหว อากาศหนาวเช่นนี้ อาอิ๋นจะต้องป่วยแน่ๆ ให้เขากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วค่อยลงโทษเขาก็ได้” นางไป๋ก็คุกเข่าลงต่อหน้าเจิ้นหนานโหวเช่นกัน
แม้นางจะสูงวัยแล้ว แต่ก็ยังคงงามสง่า ยามอ้อนวอนขอร้อง ก็ไม่เผยอาการลุกลี้ลุกลนแม้แต่น้อย ผ้าพันคอขนสุนัขจิ้งจอกสีขาวที่ประดับบนคอระหง ชวนให้รู้สึกสบายตา
เจิ้นหนานโหวให้ความสำคัญกับบุตรชายคนโต ทั้งยังรักใคร่ภรรยามาก
บุตรชายคนโตหล่อเหลาเฉลียวฉลาด รอบรู้ มารยาทดี
ส่วนภรรยาก็งามล้ำเลิศ กิริยาท่าทางงามสง่า
ทั้งสองคือความภาคภูมิใจของเจิ้นหนานโหว
เจิ้นหนานโหวถอนหายใจ “เจ้าลูกทรพี หาเรื่องน้องสาวตั้งแต่เช้าตรู่…”
“เหรียญมีสองด้าน อาอิ๋นไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลเสียหน่อย แต่...อากาศเหน็บหนาวแบบนี้ ท่านโหว เขาเป็นคนร่ำเรียนหนังสือนะ” นางไป๋อ้อนวอน “ท่านโหว ให้เขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วค่อยดุด่าว่ากล่าวก็ไม่สาย”
ลั่วหนิงยืนอยู่ข้างๆ
สาวใช้และแม่นมข่งที่ติดตามนางมาด้วย ก็ได้ยินถ้อยคำนี้เช่นกัน
แม่นมข่งตกใจอย่างยิ่ง
ฮูหยินท่านโหวพูดอะไรออกมา?
‘เหรียญมีสองด้าน’ ‘อาอิ๋นไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลเสียหน่อย’ แทบจะหมายความว่าหากไข่ไร้รอยแตก แมลงวันจะตอมได้อย่างไร ทุกอย่างเป็นเพราะคุณหนูใหญ่ทำผิด คุณชายใหญ่ถึงได้ถูกนางดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง
ปากพูดว่า ‘เขาไม่มีความผิด’ แต่ความจริงคือ ‘เขาผิดเต็มๆ’
ช่างลำเอียงเสียจริง
คุณหนูใหญ่บอกว่าฮูหยินลำเอียง แม่นมข่งยังคิดว่าเป็นความอ่อนไหวและคิดมากของเด็กผู้หญิง
ขณะนี้ แม่นมข่งแทบไม่กล้าเชื่อหูของตัวเอง
“ยังไม่รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอีก?” เจิ้นหนานโหวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วดุบุตรชาย
ลั่วอิ๋นรับคำอย่างนบนอบ แล้วลุกขึ้นยืน
เขาเงยหน้ามองลั่วหนิงด้วยสายตาเคียดแค้น
ลั่วหนิงยิ้มเล็กน้อย จ้องมองตอบเขากลับไป “พี่ใหญ่ถลึงตาใส่ข้าทำไม ไม่พอใจที่ท่านพ่อลงโทษหรือ”
ทุกคนมองไปที่ลั่วอิ๋นอีกครั้ง
ลั่วอิ๋นเก็บสีหน้า ก้มหน้ากล่าว “ลูกไม่กล้า”
สายตาของนางไป๋ฮูหยินท่านโหวจับจ้องไปที่ลั่วหนิง แล้วถอนหายใจออกมา “อาหนิง เจ้าได้รับความโปรดปรานจนถือดี ท่านโหวก็รักลูกสาวเกินไป ถึงได้ปล่อยปละละเลยเจ้าเช่นนี้”
แล้วกล่าวกับลั่วอิ๋น “รีบกลับเถอะ ลมแรงมากแล้ว”
นึกถึงชาติก่อนที่นางตกลงไปในน้ำ แล้วถูกพวกเขารั้งนางไว้ที่นี่เกือบครึ่งชั่วยาม จนนางเป็นไข้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด รอยยิ้มของนางจึงสดใสยิ่งขึ้น “ท่านพ่อท่านแม่รักข้าที่สุดเสมอ
ว่าแต่…ทำไมพี่ใหญ่ถึงไม่เคยใส่ใจกฎของจวนโหวเลยล่ะ มาน้อมคำนับท่านย่า ยังพกของมีคมมาด้วย”
ในมือของนางมีกระบี่เล่มหนึ่ง ที่เพิ่งใช้แส้ยาวแย่งมาจากมือของลั่วอิ๋น
นางรู้ดีว่าบิดาที่เห็นแก่ตัวและไร้หัวใจคนนี้ ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด
นายทหารเข้าออกสถานที่สำคัญ อาทิเช่น ค่ายบัญชาการของแม่ทัพ สิ่งแรกที่ต้องทำคือปลดอาวุธ
การพกอาวุธเข้าค่ายทหารถือเป็นการไม่เคารพอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ น้อยครั้งที่เจิ้นหนานโหวจะพกกระบี่ไปไหนมาไหนด้วย
ทุกคนมีสิ่งที่ตนเองเห็นว่าสำคัญมาก ต้องเหยียบย่ำสิ่งนั้น เขาถึงจะรู้สึก ‘เจ็บ’
นางรู้ดีว่ากระบี่ของพี่ใหญ่ลับคม ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ เพราะในอนาคตต่อมา นางเคยถูกกระบี่เล่มนี้กรีดผิวหลังมือจนเป็นแผลลึก
เพื่อญาติผู้น้องแล้ว พี่ใหญ่ไม่ลังเลที่จะทำร้ายลั่วหนิง
คิดได้ดังนี้ ลั่วหนิงจึงชักกระบี่ออกมา เมื่อกระบี่ยาวหลุดออกจากฝัก คมดาบสะท้อนหิมะขาว
ปลายดาบต้องแสงตะวันยามเช้า แสงกระบี่วาววับ
แทงเข้าดวงตาของเจิ้นหนานโหวทันที
“เจ้าเด็กสารเลว!” ความโกรธของเจิ้นหนานโหว ครั้งนี้มาจากใจจริง
เขาให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ที่เขายึดมั่นถือมั่น แล้วยังกตัญญูต่อมารดาอย่างที่สุด
บุตรชายคนโตกลั่นแกล้งน้องสาว ไม่ถูกต้อง ไม่สมควร ลงโทษเล็กน้อยให้หลาบจำก็เพียงพอ แต่การฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ที่เขาวางไว้ ซ้ำยังไม่เคารพต่อท่านย่า จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก
ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าหวังว่าจะลบหลู่ศักดิ์ศรีของเขาได้
“คุกเข่า!” เขาตะคอกเสียงดังกังวานจนหน้าแดงก่ำ
เขาเป็นนายทหาร รูปร่างสูงใหญ่กำยำ เวลาเดือดดาล ช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก
ส่วนลั่วอิ๋นเป็นบัณฑิต ตั้งแต่เด็กก็ทั้งเกลียดทั้งกลัวบิดา
เขาเข่าอ่อนทรุดตัวลงอีกครั้ง
“เจ้าจงคุกเข่าสำนึกผิดอยู่ที่นี่สองชั่วยาม!” เจิ้นหนานโหวกล่าว