ตอนที่ 183
บทที่ 573 เฟิ่งเสวียนตู้ หัวหน้าครอบครัว
October 28, 2026
เมื่อรู้ประวัติความเป็นมาของหอคอยดาราแล้ว ซูหมินซูยี่และคนอื่นๆ ก็ไม่ละความคิดที่จะพยายามใช้มันในการบำเพ็ญตน หลังจากที่รู้ว่าพื้นฐานของตนไม่แน่น ก็รีบไปหาเทียนซู เทียนเสวียนและคนอื่นๆ เพื่อให้ช่วยฝึกซ้อมให้
ในเวลาเดียวกันก็ไม่ปล่อยจิ้งจอกน้ำแข็งเจ้าเสน่ห์ ให้เจ้าจิ้งจอกใหญ่สร้างค่ายกลเสวียนไว้ ให้ค่ายกลขัดเกลาจิตใจ ขัดเกลาพื้นฐานความคิดให้ดีขึ้น
โม่หลีเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตัวเอง ก็อดที่จะเลื่อมใสไม่ได้
“เจ้าศิษย์เอ๋ย ท่านลุงทั้งสองกับพี่รองของเจ้าช่างขยันอะไรขนาดนี้ หรือว่ามีอะไรปิดบังอยู่?”
ฉู่เชียนหลีรู้สึกลำบากใจ “ท่านอาจารย์ยังจำที่ข้าพูดเรื่องความปรารถนาอย่างแรงกล้าได้ไหม?”
“จำได้แน่นอน”
“หอคอยดาราอยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลหมินมาโดยตลอด ต่อมาค่อยเปลี่ยนมือมาเป็นท่านป้าหมินเสียนของข้า”
ฉู่เชียนหลีเล่าเรื่องราวของท่านป้าและท่านป้ารองของตัวเองให้ฟังหนึ่งรอบ
พอโม่หลีได้ฟังดังนั้น อดไม่ได้ที่จะถอนใจหนึ่งรอบ “เป็นแบบนี้นี้เอง ก่อนนี้ข้าก็รู้สึกว่าแปลกๆ หอคอยดารามาอยู่ที่จงอวี้ อำนาจศักดิ์สิทธิ์หายไป ถ้าจะพูดตามเหตุผล แม้จะรู้วิธีการยกระดับ แต่ก็ทำได้ไม่สำเร็จ คิดไม่ถึงว่าหอคอยดาราได้รับการหล่อเลี้ยงหลากหลายรูปแบบ ท่านชายซูถึงจะสามารถใช้งานได้”
“เป็นไปไม่ได้ที่อาวุธวิเศษของโลกเทพจะมาที่จงอวี้อย่างไม่มีสาเหตุ ท่านอาจารย์ ท่านมีคนอยู่ที่โลกเทพไหม ถ้ามีละก็ ลองให้พวกเขาช่วยตรวจสอบสักหน่อยได้ไหม?”
โม่หลีรีบพยักหน้า “เดี๋ยวข้าจะส่งสารไปที่คนในโลกเทพ ให้พวกเขาตรวจสอบดูสักหน่อย เจ้าเองก็อย่ารีบร้อนไป ธรรมะย่อมชนะอธรรม พวกเราเคยดำจัดจิ่วโยวมาได้แล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้พวกเขาก็ยังทำอะไรเราไม่ได้หรอก”
ฉู่เชียนหลีกะพริบตา พร้อมกับยิ้มและพูดว่า “พูดถึงจิ่วโยว ข้าก็ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรนะ”
ใครใช้ให้นางควบคุมอาวุธพิเศษของจิ่วโยวล่ะ?
“ห่ะ?ไม่แน่ว่าการเป็นลูกศิษย์ มีวิธีดีดีไหม? ”
ดินแดนจิ่วโยวมันวุ่นวายมาก แม้จะเป็นเขาเอง ก็คงปวดหัวมากเช่นกัน
“ท่านอาจารย์ยังจำหินทิพย์นั้นได้ไหม?”
“หินทิพย์เจ็ดสีนะหรือ?”
“ใช่ค่ะ จ้าเองเจอมันโดยไม่ได้ตั้งใจ หินทิพย์เหล่านั้นเป็นกุญแจสำคัญในการกำจัดอสูรเสวียนดินแดนจิ่วโยว ถ้าดินแดนจิ่วโยวสงบสุขก็ดีไป แต่ถ้าไม่สงบสุข และถ้ามีการก่อกวนให้โลกไม่สงบละก็ ข้าจะเอาหินทิพย์ไปเผารังของพวกเขาเอง”
เฟิ่งเสวียนตู้เข้ามาพร้อมกับน้ำชา เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของฉู่เชียนหลีแล้ว เขาเองก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม
“เชียนหลี พูดมาตั้งนาน คอแห้งหมดแล้ว มาดื่มชาให้ชุ่มคอกันดีกว่า”
ฉู่เชียนหลีรีบลุกขึ้นยืน มือทั้งสองไขว้หลังไว้ ยืนเขย่งปลายเท้า และจุ๊บไปที่คางของเฟิ่งเสวียนตู้
“ขอบใจนะเจ้าขี้เหร่ เจ้าขี้เหร่ช่างดีกับข้าจริงๆ”
รอยยิ้มของโม่หลีค่อยๆ หายไป แววตาของเขาก็ค่อยๆ หรี่ลง แววตาของเขากำลังพิเคราะห์เฟิ่งเสวียนตู้อยู่
แม้ว่าเบื้องหน้านี้จะเป็นตี้จวินหงส์ของเผ่าวิหงค์ จริงๆ ก็ไม่เลวอะไร ดูรักเชียนหลีมาก แต่ในสายตาของพ่อตาที่มองลูกเขยแล้ว ดูยังไงก็ยังขัดตาอยู่ดี
เซินเป่านั่งอยู่บนหลังของเจ้าจิ้งจอกใหญ่ ดูจริงจังกับการหวีผมให้กับเจ้าจิ้งจอกใหญ่นั้น แต่ปีกคู่น้อยไม่เป็นใจนัก สักพักก็พันกับผมของเจ้าจิ้งจอกใหญ่จนเป็นปม
“จิ๊บจิ๊บ ท่านแม่ ช่วยเซินเป่าที”
ฉู่เชียนหลีดื่มน้ำชาไปอึกหนึ่ง ก็รีบเดินไปเล่นกับเซินเป่าทันทีง
โม่หลีใช้สายตาส่งนาง จากนั้นเขาก็หรี่ตาและมองไปที่น้องสาว งั้นพรุ่งนี้เจ้าค่อยมาแล้วกัน พรุ่งนี้นะเฟิ่งเสวียนตู้
“เกิดมาเป็นชายชาติทหาร แต่วันวันกลับยกแต่น้ำชา เกรงว่าเจ้าจะไม่สบายใจมากเลยสินะ?”
เฟิ่งเสวียนตู้ครุ่นคิดอยู่ในใจว่าเย็นนี้จะทำอะไรให้ภรรยากินดี พอได้ยินคำพูดนั้น อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองมา
“ที่ท่านพูดเช่นนี้ แสดงว่าท่านคงเป็นโสดสินะ”
โม่หลีรู้สึกเหมือนโดนมีดกรีดกลางอก “โสดแล้วทำไมหรือ?เกิดมาเป็นชาย ความคิดของผู้ชาย เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?ที่เจ้าแสดงท่าทีโอนอ่อนผ่อนตาม จริงๆ แล้วเจ้าไม่รู้สึกเบื่อบ้างเลยหรือ”
“ทำกับข้าวยกน้ำชาให้กับภรรยาตัวเอง มีอะไรที่น่าเบื่อหรือ?”
ทุกครั้งที่ทำแลกกับจุ๊บของเชียนหลี เฟิ่งเสวียนตู้ก็รู้สึกมีความสุขมากพออยู่แล้ว