ตอนที่ 210
บทที่ 600 มองข้าก็พอแล้ว
October 28, 2026
ฉู่เชียนหลีกลับถึงตระกูลหมินแล้ว เอนกายอยู่บนตั่งนุ่มไม่คิดอยากจะขยับตัวอีกแล้ว
เฟิ่งเสวียนตู้นำนางจัดวางอย่างดีแล้ว ก็ลุกขึ้นไปจัดเตรียมวัตถุดิบที่ต้องการทั้งหมดสำหรับการทำหม้อไฟ หลังจากหมุนครบหนึ่งรอบแล้ว พบว่างานทั้งหมดถูกคนจัดสรรเรียบร้อยแล้ว ก็หลับตาลงครู่หนึ่ง
เหยากวงหิ้วมีดยาวของตนเองมา หั่นเนื้อเป็นแผ่นอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นเช่นนี้ เผยให้เห็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนต่อเฟิ่งเสวียนตู้รอยยิ้มหนึ่ง
“นายท่าน รบกวนท่านขยับไปทางด้านข้างสักหน่อยได้หรือไม่? มิใช่ข้าน้อยเห็นว่าท่านช่วยเหลืออะไรไม่ได้จึงไล่ท่านไป สิ่งที่สำคัญคือการหั่นเนื้อแผ่นให้พี่สาวความหนาบางจะต้องสม่ำเสมอ แสงสว่าจะต้องเพียงพอ เช่นนี้ถึงจะสามารถแสดงฝีมือที่ยอดเยี่ยมของข้าได้อย่างเต็มที่”
เทียนชูและเทียนเสวียนก็ยุ่งตัวเป็นเกลียว ตอนที่เดินผ่านไปผ่านมา อ้อมผ่านเฟิ่งเสวียนตู้อย่างระมัดระวัง
เซินเป่าคาบช้อนเล็กที่ผู้อาวุโสใหญ่ทำขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ ชิมเครื่องปรุงหม้อไฟที่เคี่ยวเสร็จแล้วไปคำหนึ่ง ดวงตาโตทั้งสองข้างสว่างเจิดจ้าเป็นอย่างยิ่ง
“จิ๊บจิ๊บ หอมมาก ต้มอีกสักสองเค่อ เคี่ยวจนมีกลิ่นหอมออกมาก็เสร็จสมบูรณ์ เอ๋? ท่านพ่อ ท่านมาช้าไปแล้ว ตรงนี้ไม่มีงานที่ท่านสามารถทำได้แล้ว”
ตนเองมาช่วยทำของอร่อยให้ท่านแม่ ท่านแม่จะต้องยิ่งชอบตนเองมากขึ้นไปอีก มีความสุข
(*^▽^*)
เฟิ่งเสวียนตู้เหลือบตาขึ้นกวาดมองไปทางห้องครัวที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มุมริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย
“เช่นนั้นทุกคนก็ยุ่งกันไปเถอะ ข้าไปอยู่เป็นเพื่อนฮูหยินก่อน ก่อนหน้านี้ข้ากับฮูหยินอยู่ด้วยกันทั้งเช้าทั้งเย็นมานานถึงเพียงนี้แล้ว ยังคิดว่าตอนนี้จะให้โอกาสพวกเจ้าเสียหน่อย ไปพูดคุยกับนางน่ะ คิดไม่ถึงพวกเจ้าล้วนกำลังยุ่ง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นก็ต้องเป็นข้าไปอยู่เป็นเพื่อนนางซินะ”
นี่ไม่ใช่การพูดจาประชดประชันหรอกหรือ?
เขาเป็นตี้จวินหงส์ที่สง่าผ่าเผย ไม่ว่าจะด้านไหนๆล้วนเก่งกาจที่สุด
เฮอะ!
เหยากวงและคนอื่น: “......”
นายท่าน ท่านมีมารยาทหรือไม่?
เซินเป่ากระพือปีกด้วยความโมโห: “จิ๊บจิ๊บ ท่านพ่อคนไม่ดี มุกนี้เซินเป่าเคยใช้!”
วันนี้เมืองชางหลานคึกคักเป็นพิเศษ บรรดาผู้ฝึกตนทั้งหลายอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ภายใต้การอำนวยการของเย่หวู่กุ้ย จึงจัดงานเลี้ยงที่ใหญ่โต งานเลี้ยงดำเนินไปหนึ่งคืนเต็มๆ จนกระทั่งรุ่งสางถึงค่อยๆทยอยแยกย้ายกันไป
ฉู่เชียนหลีเองก็ได้กินหม้อไฟที่จัดเตรียมโดยความตั้งอกตั้งใจของทุกคนสำเร็จ กินจนท้องกลมป่อง จนกลืนไม่ลงอีกต่อไป ถึงกลับไปพักผ่อนที่ห้องด้วยความพออกพอใจ
ก่อนนอน อยู่ๆฉู่เชียนหลีก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หันหน้าไปมองทางเฟิ่งเสวียนตู้อย่างห้ามใจไม่ได้
“เจ้าขี้เหร่ เมื่อครู่ตอนที่กินหม้อไฟ เหตุใดข้าจึงเห็นเผ่าหงส์สองสามคนหน้าบวมจมูกเขียว? หรือว่าตอนที่พวกเราไม่ได้สังเกต พวกเขาถูกผู้ใดรังแกเข้าให้แล้ว?”
มือของเฟิ่งเสวียนตู้ที่กำลังปลดเสื้อผ้าออกชะงักไปเล็กน้อย: “ไม่มีคนอื่นรังแกหรอก”
ไม่ใช่ใครอื่น เป็นเขาที่ทุบตีด้วยตนเอง ผู้ใดให้หงส์เหล่านั้นรนหาที่ตายคิดอยากจะเต้นระบำต่อหน้าเชียนหลีกันล่ะ?
“ถ้าเช่นนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“อาจจะดีใจมากจนเกินไป ตอนเดินจึงไม่ทันระวังจนลื่นล้มก็ได้มั้ง ฮูหยินไม่จำเป็นต้องสนใจพวกเขา เผ่าหงส์หนังเหนียวตายยาก ลื่นล้มครั้งสองครั้งก็ไม่เป็นไร”
ฉู่เชียนหลีนอนคว่ำหน้าอยู่บนหมอนด้วยความสะลึมสะลือ ง่วงจนเปลือกตากระตุก แต่กลับไม่ลืมเรื่องราวที่ในใจนึกถึงอยู่ตลอดเวลา
“เจ้าขี้เหร่ ข้าได้ยินหัวหน้าเผ่าอสูรวานรกล่าวว่า เผ่าหงส์เต้นระบำได้สวยที่สุดแล้ว มีโอกาสข้าจะต้องตั้งใจดูเป็นอย่างดี”
เผ่าหงส์ล้วนมีแต่หนุ่มหล่อสาวงาม ไม่รู้ว่าจะดึงดูดมากเพียงใด ถ้าหากเต้นระบำขึ้นมา ก็จะต้องได้ชมสิ่งสวยงามอย่างมีความสุข
เฟิ่งเสวียนตู้นำเสื้อผ้าโยนไปอีกด้าน โค้งตัวลงนั่งที่ขอบเตียง สายตาจดจ่อเล็กน้อย แฝงไปด้วยความตื่นเต้นที่สังเกตไม่ง่ายอยู่เล็กน้อย: “ฮูหยินอยากดูระบำหงส์?”
“อยาก......ระบำหงส์สวรรค์ จะต้องเป็นภาพที่งดงามตรึงใจคนเป็นอย่างยิ่งเป็นแน่......”
ฉู่เชียนหลีกำลังพึมพำ ในที่สุดก็ฝืนเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป หลับไปอย่างสนิท
เฟิ่งเสวียนตู้ยกมือขึ้น นำเส้นผมที่ข้างแก้มของนางทัดไปที่หลังใบหูด้วยการกระทำที่อ่อนโยน: “ถ้าเจ้าอยากดูละก็ ก็ไม่ได้ยาก เพียงแต่ว่า เจ้ามองเพียงแค่ข้าก็พอแล้ว”
หงส์ตัวอื่นๆ อย่าได้แม้แต่จะคิด!
ภายในใจมีการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เฟิ่งเสวียนตู้มองดูใบหน้าของฉู่เชียนหลีที่หลับสนิท สายตายิ่งเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนมากยิ่งขึ้น
หลังจากโน้มตัวลงไปอยู่ครู่หนึ่ง จูบเบาๆไปที่หว่างคิ้วของนาง